เมื่อสหรัฐและอิสราเอลเปิดการโจมตีอิหร่าน อันนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดของอิหร่านด้วยนั้น มีคำถามประการหนึ่งตามมาทันทีคือ จีนและรัสเซียจะดำเนินการตอบโต้อย่างไรหรือไม่ เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า อิหร่านเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของประเทศทั้ง 2 … จีนและรัสเซียจะทำเพียงยืนดูอิหร่านถูกกระทำ และไม่ตอบโต้อะไร เสมือนหนึ่งยืนดู อิหร่านถูกทรัมป์และเนทันยาฮู “สหบาทา” จนปางตายเช่นนั้นหรือ
ในกรณีของรัสเซีย เราอาจจะตอบได้ว่า รัสเซียยังติดกับดักสงครามอยู่ในยูเครน การจะขยับตัวออกมามีบทบาทในตะวันออกกลางยามนี้ อาจจะไม่ง่ายนัก และปูตินยังต้อง “ดีล” กับทรัมป์เพื่อที่จะยุติปัญหาสงครามยูเครนให้ได้ ซึ่งก็ไม่ชัดเจนว่า จะจบลงอย่างไร
ในกรณีของจีน น่าสนใจอย่างมากว่า ผู้นำจีนจะกำหนดท่าทีอย่างไรต่อปัญหาสงครามที่เกิดขึ้น … จีนส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า จีนกังวลกับปัญหาการโจมตีอิหร่านอย่างมาก และเรียกร้องให้สหรัฐและอิสราเอลยุติปฏิบัติการทหาร พร้อมกับหันกลับสู่การเจรจา
ถ้าหวังจะให้จีนแสดงออกมากกว่านี้ หรือไปสุดทางด้วยการเข้าแทรกแซงปัญหาที่เกิดขึ้น ก็อาจไม่เป็นจริงเท่าใดนัก เพราะจากการโจมตีอิหร่านในเดือนมิถุนายน 2025 หรือที่เรียกกันว่า “สงคราม 12 วัน” นั้น จีนก็แสดงออกเพียงการประนามความรุนแรงที่เกิดกับอิหร่าน และไม่เกินกว่านั้น อันทำให้มีข้อสังเกตว่า จีนแสดงบทบาทเป็นแบบ “ไซด์ไลน์” เสมือนหนึ่งเป็น “คนดูข้างสนาม” มากกว่าจะเข้ามาเกี่ยวข้องในวิกฤตที่เกิดขึ้น
เราอาจต้องมองในอีกมุมหนึ่งว่า จีนเองก็อาจจะไม่พร้อมเต็มที่ที่จะลงไปชนกับสหรัฐในสนามการแข่งขันในตะวันออกกลาง และจีนเองก็มีผลประโยชน์เฉพาะหน้าอยู่ ดังนั้น จีนจึงไม่อยากจะเข้าไปเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับทรัมป์ในเวลานี้

อะไรคือ ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของจีน ? …
ถ้าตีความจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่า จีนจำเป็นต้องประคับประคองผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่จะเกิดการพบปะระหว่างประธานาธิบดีของประเทศทั้ง 2 ซึ่งประมาณว่า การพบครั้งนี้น่าจะเกิดขึ้นในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ที่กรุงปักกิ่ง และจีนเองไม่อยากทำให้เกิดภาพของความขัดแย้งก่อนที่การพบกันของ 2 ผู้นำจะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ผ่านมาจีนมีความเติบโตทางทหารอย่างมาก ดังปรากฏให้เห็นจากสื่อต่างๆ และทั้งจีนกับอิหร่านเองก็เคยมีการซ้อมรบร่วมกันในปี 2017 ตลอดจนถึงการที่จีนมีฐานทัพเรือในจีบูติ เพื่อที่จะรองรับต่อบทบาททางทหารของจีนในพื้นที่แถบนี้ แต่หากพิจารณาแล้ว จะเห็นได้ว่า จีนวางน้ำหนักของผลประโยชน์แห่งชาติของจีนไว้กับปัญหาในเอเชียมากกว่า อันได้แก่ปัญหาข้อพิพาทตั้งแต่ไต้หวัน ลงมาจนถึงหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนถือเป็นผลประโยชน์หลัก
แม้ในมิติความมั่นคงด้านพลังงาน จีนจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติจากตะวันออกกลาง แต่ปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนในเอเชีย ดูจะเป็นปัญหาใหญ่กว่า และจีนจะเข้าไปมีบทบาททางการทูตในตะวันออกกลาง ก็ต่อเมื่อจีนเห็นโอกาสที่เปิดให้ เช่น การเข้าไปเป็นคนกลางเพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับซาอุดิอารเบียในปี 2023
นอกจากนี้ จีนเองเฝ้ามองบทเรียนของสหรัฐจากการเข้าไปเปลี่ยนระบอบการปกครองในอัฟกานิสถาน และในอิรัก ในปี 2001 และ 2003 ตามลำดับ จีนสรุปจากบทเรียนอเมริกันที่จะไม่พาตัวเองเข้าไปติด “กับดักสงคราม” เช่นนั้นอีก ดังจะเห็นได้ว่า สหรัฐเข้าไปทำสงครามในอัฟกานิสถานนานถึง 20 ปี ซึ่งจีนจะต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภาวะเช่นนั้นกับตัวเองเป็นอันขาด
ดังนั้น การคาดหวังว่า จีนจะเข้าแสดงบทบาทอะไรที่มากกว่า การประนามความรุนแรงและการเรียกร้องให้กลับสู่การเจรจา ก็อาจเป็นความหวังที่ไม่เป็นจริง โดยเฉพาะจีนไม่ต้องการเข้าไปมีบทบาทในลักษณะของการเป็นผู้ค้ำประกันความมั่นคงในพื้นที่มีปัญหาข้อพิพาท โดยเฉพาะพื้นที่อย่างตะวันออกกลาง กล่าวคือ จีนจะไม่โดดลงไปมีบทบาทในพื้นที่เช่นนั้น ซึ่งจีนอาจจะมองว่า การมีบทบาทถือเป็นความสุ่มเสี่ยงโดยตรงต่อผลประโยชน์ของจีน
ฉะนั้น จีนอาจสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลของประธานาธิบดีมาดูโรของเวเนซุเอลา แต่เมื่อเกิดการกระทำจากสหรัฐ จีนก็ไม่เข้าแทรกแซง และทำเพียงการประนาม ซึ่งในกรณีของอิหร่านก็ดูจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จนหลายฝ่ายสรุปว่า ผู้นำจีนยังไม่พร้อมที่จะ “ชน” กับผู้นำอย่างทรัมป์ตรงๆ อีกทั้ง จีนคาดหวังว่า การพบกันในระดับ 2 ผู้นำที่กรุงปักกิ่ง อาจจะเอื้อประโยชน์ให้แก่จีนมากกว่า หรืออาจมีประเด็นทางการค้าสำคัญที่จีนจำเป็นต้องต่อรองกับสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนอาจแสดงออกถึง “ความอึดอัด” ต่อการทำสงครามของทรัมป์ต่ออิหร่าน แต่แน่นอนว่า ท่าทีเช่นนี้ไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมสุดโต่งของทรัมป์ในเวทีโลกได้
ในอีกด้าน ผู้นำสหรัฐอาจจะดีใจว่า จีนไม่เข้ามาแทรกแซงโดยตรง ทำให้สหรัฐและอิสราเอลสามารถจัดการกับอิหร่านได้เต็มที่ กระนั้น ก็ไม่ได้เป็นสัญญาณว่า อิหร่านต้องยอมยกธงขาวให้แก่ทรัมป์และเนทันยาฮูแต่อย่างใด … สงครามอาจจะไม่จบง่าย และมักจะยาวกว่าที่เราคิดเสมอ !
