bg-single

คำถามถึงกระทรวง อว. (Ep 26) | สุรชาติ บำรุงสุข

09.03.2026

ในบริบททั้งทางการเมืองและวิชาการนั้น หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในสังคมไทยคือ ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยไทยกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (หรือกระทรวง อว.) ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าศึกษาอย่างมาก ขณะเดียวกัน ก็เป็นประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงอย่างมากในหมู่ชาวมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม ในสภาพที่เกิดขึ้นก็มีความหวังประการหนึ่งว่า กระทรวง อว. จะเป็นเสมือน “คนกลาง” ในเวลาที่มีปัญหาความขัดแย้งเกิดในมหาวิทยาลัย หรืออีกนัยหนึ่ง คาดหวังว่า อว. จะเป็น “ผู้รักษากฎกติกา” ในเวลาที่มีปัญหา

ดังนั้น บทความนี้จะลองหยิบยกประเด็นขึ้นมาเป็นข้อพิจารณาในเรื่องนี้ 2 ประการดังกล่าว คือ

1) การโปรดเกล้าฯ การดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัย

สำหรับพวกเราชาวมหาวิทยาลัยแล้ว เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่า ตำแหน่งบริหารในระดับบนได้แก่ นายกสภามหาวิทยาลัย กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ และอธิการบดี เป็นตำแหน่งที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เช่นเดียวกับตำแหน่งทางวิชาการในระดับศาสตราจารย์ ที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ เช่นกัน

ในบางกรณี เราอาจจะพบว่า ผู้ได้รับตำแหน่งดังกล่าวอาจมีคดีติดตัว หรือมีคดีที่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น เช่น อาจารย์ที่ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์บางท่านอาจมีคดีอยู่ หรืออาจารย์ผู้ได้รับการสรรหาเป็นอธิการบดีบางท่านอาจถูกฟ้องในศาลปกครองหลังจากได้รับการสรรหาแล้ว เป็นต้น

จึงเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่า สำหรับอาจารย์ผู้ที่ยังมีคดีและ/หรือการถูกฟ้องติดค้างอยู่ ทาง อว. จะยังไม่นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ จนกว่าผลแห่งคดีนั้น จะสิ้นสุดลงว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งว่าที่จริง กติกาเช่นนี้ เป็นที่รับทราบกันในมหาวิทยาลัย และเป็นที่เข้าใจได้ เพราะการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในขณะที่ยังมีคดีอยู่นั้น ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เหมาะที่ควรแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงไม่แปลก ที่อธิการฯ ของบางมหาวิทยาลัยอาจมีคดีติดอยู่ในศาลปกครองราว 4-5 ปี หรือแม้กระทั่ง 6 ปี เป็นต้น และถ้าศาลปกครองได้ตัดสินว่า พ้นจากข้อกล่าวแล้ว กระบวนการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ จึงจะเริ่มต้น พร้อมกับการเริ่มต้นนับเวลาการดำรงตำแหน่ง ซึ่งทำให้อธิการฯ ที่ชนะคดีที่มีการฟ้องในศาลเป็นระยะเวลานาน และถ้าได้รับการสรรหาติดต่อกัน 2 สมัย จะมีโอกาสอยู่ในตำแหน่งได้ยาวนานมาก

แต่กำลังมีเรื่องน่าสนใจที่มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นอธิการฯ ถูกฟ้องในศาลปกครองสูงสุด และล่าสุดทาง อว. ได้แจ้งขอรายละเอียด เพื่อนำรายชื่อเตรียมทูลเกล้าฯ ซึ่งประเด็นนี้ได้สร้างความประหลาดใจกับประชาคมภายในมหาวิทยาลัยอย่างมาก เนื่องจากรักษาการอธิการฯ ท่านนี้ยังติดคดีอยู่ในศาลปกครอง เหตุใดจึงสามารถส่งรายชื่อเพื่อขอโปรดเกล้าฯ ได้

น่าสนใจในแง่ของแต่งตั้งตำแหน่งว่า ทาง อว. ได้เปลี่ยนกติกาในเรื่องนี้ใหม่ใช่หรือไม่ หรือการเปลี่ยนเช่นนี้จะ “ใช้เฉพาะราย” กับรักษาการอธิการฯ ท่านนี้เท่านั้น เพราะกระบวนการที่เกิดขึ้นนั้น แตกต่างไปจากเดิม

ในทางคดี ย่อมทำให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ถ้ามีการโปรดเกล้าฯ รายชื่อดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีผลต่อการตัดสินคดีที่ค้างอยู่ในศาลปกครองหรือไม่

แต่ก็มีคำอธิบายในอีกมุมว่า ถ้าศาลปกครองตัดสินว่าผิด ทาง อว. ก็จะทำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ขอถอดถอนต่อไป ฉะนั้น แนวทางใหม่จึงไม่ต้องพิจารณาประเด็นหลักในเรื่อง “ไม่ให้ระคายเบื้องพระยุคลบาท” ในการมีคดีของบุคคลที่มีรายชื่อทูลเกล้าฯ อีกต่อไป

การกระทำในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดข้อยุติใหม่ที่น่าสนใจว่า นับจากนี้ไป การทูลเกล้าฯ ในสายวิชาการนั้น อว. จะไม่ต้องรอคำตัดสินในทางคดี และสามารถนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เข้ารับตำแหน่งได้เลย

การใช้กติกาเช่นนี้ ทำให้มีคำถามตามมาในอีกส่วน ที่ต้องการความชัดเจนคือ การนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ในลักษณะเช่นนี้ ใช้กับทุกในส่วนของงานมหาวิทยาลัยที่ต้องขอโปรดเกล้าฯ ในการดำรงตำแหน่งใช่หรือไม่ ?

2) การรักษากติกาธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย

เป็นที่รับทราบกันในปัจจุบันว่า การบริหารมหาวิทยาลัยมีประเด็นข้อถกเถียงและปัญหาที่เป็นเรื่องธรรมาภิบาลในหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือ เรื่องของการสรรหาตำแหน่งในระดับบนของมหาวิทยาลัยคือ นายกสภาฯ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิฯ และอธิการบดี ซึ่งในการสรรหาตำแหน่งดังกล่าวนี้ ทาง อว. พยายามแก้ปัญหาข้อขัดแย้ง และเพื่อให้เกิดความโปร่งใส จึงได้มีการออก “แนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา” ขึ้น เพื่อเป็นกรอบให้กับทุกมหาวิทยาลัย

แต่เมื่อกระบวนการสรรหามีปัญหา และมีคำถามไปถึงทาง อว. ว่า กระบวนการสรรหาควรใช้ระเบียบเก่าของมหาวิทยาลัยที่ทำไว้แต่เดิม และมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล (เช่นสมมติเป็นระเบียบที่ทำไว้ตั้งแต่ พศ. 2553) หรือจะใช้แนวปฏิบัติของ อว. เป็นกรอบหลักในการดำเนินการในเรื่องนี้ เนื่องจากแนวปฏิบัตินี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมมีสถานะเป็นกฎหมายในตัวเอง ที่มหาวิทยาลัยควรจะต้องปฏิบัติตาม แม้จะมีกรรมการสภาผู้ทรงฯ บางส่วนโต้แย้งว่า มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องยอมรับแนวปฏิบัตินี้ก็ตาม ทั้งที่ยังมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐก็ตาม

ในกรณีนี้ จึงอยากเห็นคำตอบที่มีความชัดเจนและเป็นเอกภาพ ไม่ว่าผู้มีอำนาจของ อว. จะตอบนายกสภาฯ หรือตอบอธิการฯ ควรจะเป็นคำตอบเดียวกัน เพราะหากตอบอธิการฯ ว่า ให้การสรรหาใช้ระเบียบเดิม แต่ตอบนายกสภาฯ ว่า ต้องถือเอาแนวปฏิบัติของ อว. เป็นหลัก คำตอบเช่นนี้จะเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้งในตัวเอง

ในอีกมุม น่าสนใจที่จะตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมอธิการฯ ไม่ถามคำถามนี้ผ่านสภามหาวิทยาลัยไปที่ อว. แต่กลับใช้อำนาจของอธิการฯ ถามไปเอง ทั้งที่นายกสภาฯ ได้ถามไปที่ อว. แล้ว และได้แจ้งให้สภาฯ ทราบแล้วด้วย อันทำให้ “การชิงถาม” ของอธิการฯ และ “การตอบกลับ” ของ อว. กลายเป็นปัญหาทางการเมืองในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังที่กล่าวแล้วว่า ปัญหามีมากขึ้นเมื่อคำตอบ 2 ส่วนนี้ไม่ตรงกัน ผลที่ตามมาย่อมทำให้กระบวนการสรรหานายกสภาฯ และกรรมการสภาผู้ทรงฯ เกิดปัญหาในตัวเองอย่างแน่นอน และยังทำให้เกิดปัญหาข้อถกเถียงปัญหาธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยอีกด้วย อันเป็นผลจากการมีบทบาทของอธิการฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาง อว. พยายามที่จะแก้ไข อย่างน้อยเพื่อป้องกันการแลกผลประโยชน์ หรือปัญหาผลประโยชน์ต่างตอบแทน

การใช้ระเบียบเก่าย่อมจะเอื้อต่อการรักษาฐานอำนาจของอธิการฯ เพราะระเบียบเก่าในหลายมหาวิทยาลัยมีลักษณะคล้ายกันที่ให้อธิการฯ เป็น “ผู้เล่นหลัก” ในการสรรหา อันทำให้ถูกโต้แย้งได้ว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการสรรหาที่ไม่เป็นไปตามแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลของ อว.

แต่อีกฝ่ายก็จะโต้แย้งว่า ทาง อว. อนุญาตให้ทำดังที่กล่าว ด้วยการใช้ระเบียบเดิม

เช่นนี้แล้ว กระบวนการสรรหาควรจะเป็นแบบใด

อย่างไรก็ตาม อว. ควรมีความชัดเจนและเอกภาพในการตอบ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา มากกว่าที่จะตอบแล้ว คำตอบกลับเป็นปัญหาในตัวเองอย่างมาก ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับประชาคมมหาวิทยาลัยแล้ว ทุกคนอยากเห็นกระบวนการสรรหาที่มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ไม่ใช่การเล่นพวก หรือการเอาพรรคพวกคนสนิทของอธิการฯ เข้ามารับตำแหน่งในสภามหาวิทยาลัย

ดังนั้น สำหรับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคแล้ว ความไร้ธรรมาภิบาลในการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในระดับบนของมหาวิทยาลัยคือ จุดเริ่มต้นของการ “หากิน-หาประโยชน์” ของ “แก๊งอธิการฯ” สุดท้ายแล้ว มหาวิทยาลัยแห่งนั้น จะกลายเป็นเพียง “บริษัทจำกัด” ของอธิการฯ และพรรคพวกไปโดยปริยาย

ท้ายบท- คำขอ !

สุดท้ายนี้ เป็นที่ทราบกันว่า ผู้บริหาร อว. มักจะไม่อยากเข้ามายุ่ง หรือรับรู้ปัญหาภายในของมหาวิทยาลัย และมองว่าเป็นเรื่องที่สภาฯ ต้องแก้กันเอง ซึ่งคำตอบแบบลอยตัวเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ได้ยินกันมาโดยตลอด

แต่ในบางมหาวิทยาลัยที่เกิดปัญหา และระบบงานสภาฯ ได้ถูกทำลายลงด้วยความไร้ธรรมาภิบาลของอธิการฯ และพรรคพวก ในกรณีอย่างนี้เชื่อว่า พวกเราชาวมหาวิทยาลัยอยากเห็นผู้บริหาร อว. มีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการเป็นคนกลาง และอย่างน้อยช่วยเข้ามาเป็นผู้รักษาสภาวะด้านธรรมาภิบาลไม่ให้ตกต่ำลง จนทำให้การสรรหาในมหาวิทยาลัยแย่ยิ่งกว่าการเลือกตั้ง 2569 ซึ่งก็กำลังมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นด้วย !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’