คำว่า “การเปลี่ยนระบอบ” (regime change) เป็นคำหนึ่งที่ปรากฏในข่าวความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่านอย่างมาก ดังนั้น เราจะลองพิจารณาคำนี้ในบริบทของสงครามปัจจุบัน
ปัญหาในอดีต
หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญทางการเมืองของประเทศโลกที่ 3 ในยุคสงครามเย็นคือ การรัฐประหาร การยึดอำนาจของผู้นำทหารในประเทศเหล่านี้ มักมีความเชื่อมโยงกับรัฐมหาอำนาจภายนอก ที่มีปัจจัยของการต่อสู้ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นส่วนสำคัญ
ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลอเมริกันมีความพยายามในการดำเนินการอย่างมากนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นจนถึงปัจจุบันคือ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในประเทศเป้าหมาย ว่าที่จริง การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดในหลายประเทศในยุคสงครามเย็น และกลไกที่จะใช้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก็คือ การสนับสนุนของสหรัฐให้กองทัพในประเทศดังกล่าวล้มระบอบการปกครองเดิม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในยุคสงครามเย็นคือ การสนับสนุนการรัฐประหารในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ซึ่งอาจจะพอหาเหตุผลสนับสนุนการกระทำเช่นนั้นได้ในอินโดจีน เพราะมีเงื่อนไขของสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นตัวกำหนด เลยทำให้สหรัฐต้องสร้าง “รัฐบาลนิยมตะวันตก” ขึ้นในประเทศเช่นนี้ หรือเหตุผลสำคัญในอีกด้านคือ การจัดตั้ง “รัฐบาลต่อต้านคอมมิวนิสต์” เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศดังกล่าวตกไปอยู่ภายใต้การปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์
อีกทั้ง ปัญหาในตะวันออกกลางและในลาตินอเมริกาในยุคสงครามเย็นก็ไม่แตกต่างกันกับในอินโดจีน สหรัฐเข้าไปมีบทบาทในการแทรกแซงทางทหารในหลายประเทศ ด้วยเหตุผลหลักประการเดียวคือ “การต่อต้านคอมมิวนิสต์” และมีแบบแผนในการแทรกแซงคือ การโค่นล้มรัฐบาลเดิม ด้วยการเปลี่ยนตัวผู้นำสูงสุดของรัฐบาล และใช้กำลังทำให้ระบบการเมืองเป็นไปในทิศทางที่สหรัฐต้องการ
ฝ่ายตะวันออกในยุคสงครามเย็นคือ สหภาพโซเวียตและจีนก็มีแนวคิดในการเปลี่ยนระบอบการเมืองไม่แตกต่างจากฝ่ายตะวันตก แต่พวกเขาใช้กลไก “สงครามประชาชน” ที่ดำเนินการผ่านการขับเคลื่อนของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเหล่านั้น พร้อมกับสร้างวาทกรรม “สงครามของประชาชน” ในการล้มระบอบเดิม
ไม่ง่ายอย่างที่คิด
หากย้อนกลับไปพิจารณาการแทรกแซงของสหรัฐ อันนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น จะพบว่า สหรัฐมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงให้แก่รัฐบาลที่วอชิงตันให้การสนับสนุน ซึ่งเหตุผลสำคัญของความล้มเหลวคือ รัฐบาลอเมริกันประเมินผลสืบเนื่องที่จะเกิดตามมาต่ำเกินไป กล่าวคือ มองไม่เห็นปัญหาใหญ่ที่เกิดจากการเปลี่ยนเช่นนั้น ซึ่งก็คือ การคาดคะเนผลสืบเนื่องที่ผิดพลาดนั่นเอง
อีกทั้งเชื่อว่า การเปลี่ยนเช่นนี้มีหลักประกันของความสำเร็จจากการที่สหรัฐสามารถพึ่งพาผู้นำในท้องถิ่น หรือในอีกส่วนคือ การพึ่งพาผู้นำที่ลี้ภัยอยู่นอกประเทศ ให้กลับเข้ามาเป็นผู้นำใหม่ และเชื่ออีกว่า กองทัพที่สหรัฐให้การสนับสนุนอยู่จะสามารถควบคุมทุกอย่างได้
ในความเป็นจริงจะพบว่า ผู้นำเหล่านี้อาจจะไม่มีอำนาจมากเช่นที่หน่วยข่าวกรองอเมริกันประเมิน และภัยคุกคามที่ผู้นำสหรัฐใช้เป็นข้ออ้าง ก็มีสภาวะเป็น “ภัยคุกคามที่เกินจริง” อีกทั้ง ความท้าทายที่เกิดตามมาจากการแทรกแซงของสหรัฐ กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอเมริกันต้องแบกภาระของงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นจำนวนมาก และในบางกรณี ยังมีนัยถึงความสูญเสียด้านกำลังพล/กำลังคนชาวอเมริกันอีกด้วย
ปัญหาสำคัญเป็นผลมาจาก ความผิดพลาดในการไม่อาจคาดคะเนถึง “ความปั่นป่วน” ที่เกิดตามมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สหรัฐเป็นผู้เริ่มขึ้น และความเชื่อมั่นอย่างผิดๆ ที่คิดว่า รัฐบาลใหม่และกองทัพจะสามารถควบคุมสถานการณ์หลังการเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย และสหรัฐยังเป็นผู้ให้การสนับสนุนอยู่
หรือกล่าวด้วยภาษาง่ายๆ คือ ผู้นำสหรัฐประเมินการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศเป้าหมายต่ำเกินจริง จนไม่สามารถมองเห็นความท้าทายขนาดใหญ่ที่จะเกิดตามมาในอนาคต (ข้อสังเกตเช่นนี้ อาจเตือนใจปีกชาตินิยมสุดโต่งที่ชอบเสนออย่างไร้เดียงสา ให้รัฐบาลไทยเข้าไปเปลี่ยนระบอบในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไทยทั้งในทางการเมืองและการทหารไม่มีศักยภาพที่จะทำได้ขนาดนั้น)
ล้มเหลวมาแล้ว
บทเรียนของการเปลี่ยนระบอบในประเทศเป้าหมายในยุคสงครามเย็นสำหรับสหรัฐที่เป็นข้อเตือนใจในปัจจุบันคือ “สงครามเวียดนาม” และก็เกิดกับสหภาพโซเวียตในทำนองเดียวกันคือ “สงครามอัฟกานิสถาน” ซึ่ง 2 มหาอำนาจใหญ่เข้าไปติดกับสงครามด้วยเหตุผลเดียวกัน และเป็นสงครามใหญ่ของโลกในยุคสงครามเย็นทั้ง 2 กรณี
อย่างไรก็ตาม ในยุคหลังสงครามเย็น และตามมาด้วยยุคของสงครามก่อการร้าย กับดักสำหรับสหรัฐจึงไม่ใช่เรื่องของการล้มรัฐบาลที่เอียงไปทางคอมมิวนิสต์ แต่เป็นการล้มรัฐบาลที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของการก่อการร้าย เช่น การล้มรัฐบาลทาลีบันในอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ 9/11 (2001), การล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซนในอิรัก (2003), และการล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีโมอัมมาร์ กัดดาฟีในลิเบีย (2011)
สิ่งที่เห็นได้ชัดในทั้ง 3 กรณีคือ “ความล้มเหลว” ของรัฐบาลสหรัฐ และสิ่งตามมาอย่างมีนัยสำคัญคือ สงครามก่อความไม่สงบทั้งในอัฟกานิสถาน อิรัก และลิเบีย ซึ่งสงครามดังกล่าวได้ดึงเอาอเมริกาเข้าไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองในพื้นที่ดังกล่าว
ในท้ายที่สุด เราจะพบว่า การแทรกแซง 20 ปีของสหรัฐในอัฟกานิสถาน จบลงด้วยชัยชนะของรัฐบาลทาลีบัน ซึ่งในยุคสงครามเย็น โซเวียตก็พ่ายแพ้มาแล้วในอัฟกานิสถานก่อนหน้าสหรัฐ
สภาวะเช่นนี้ เป็นบทเรียนที่สอนผู้นำทางการเมืองและการทหารทุกคน ให้ตระหนักเสมอว่า “สงครามเริ่มง่าย แต่จบยาก” และยังต้องตระหนักถึงคำถามอีกประการอีกประการว่า “สงครามเมื่อเริ่มแล้ว จะไปต่ออย่างไร และจะไปถึงจุดไหน” … มีแต่เทพพยากรณ์หรือหมอดูเท่านั้น ที่อาจพอตอบได้บ้าง (555)
ว่าที่จริง สิ่งนี้เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ (ชายแดนไทย-กัมพูชาก็อยู่ในสภาพเช่นที่กล่าวแล้ว เป็นแต่เพียงผู้นำไทยจะยอมรับหรือไม่เท่านั้นเอง)
สงครามทั่วโลกล้วนเป็นเช่นนั้น … ธรรมชาติสงครามก็เป็นเช่นนั้นด้วย การคิดแบบ “มักง่ายในทางยุทธการ” จึงเป็นบทสอนใจผู้นำทหาร และผู้นำการเมืองทั่วโลก เพราะกับดักสงครามนั้น “ติดแล้ว ออกยาก” ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายใหญ่ตามมาด้วยเสมอ และ ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “สงครามราคาถูก” ซึ่งสิ่งนี้มีแต่ในจินตนาการที่เพ้อฝันของนักการเมืองและนายทหารที่ไม่เข้าใจสงครามเท่านั้น เพราะค่าใช้จ่ายสงครามมีราคาสูงเสมอ
วัดใจทรัมป์
สำหรับในยุคสมัยปัจจุบัน กรณีของกับดักมหาอำนาจที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบคือ “สงครามยูเครน” ที่ประธานาธิบดีปูตินต้องการล้มรัฐบาลที่คีฟ และไม่แตกต่างจาก “สงครามกาซา” ที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูก็ต้องการล้างรัฐบาลฮามาสในกาซา … แต่สงครามยังดำเนินต่อไป เช่นที่ฮามาสไม่ได้หมดไปจากกาซา และในวันนี้ กรุงคีฟก็ยังไม่แตก
ดังนั้น สถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นเสมือนการวัด “ความเก่งทางยุทธศาสตร์” ของทรัมป์ ว่าจะพาสหรัฐเข้าไปติดกับดักของการเปลี่ยนระบอบในอิหร่านหรือไม่ ขณะเดียวกัน ก็เสมือนการวัด “ความจำทางประวัติศาสตร์” ของทำเนียบขาว จำดักสงครามอัฟกานิสถาน อิรักได้ไหม และรวมทั้งสงครามเวียดนามในอดีตด้วย เสียดายว่า ทรัมป์มีข้ออ้างเรื่องสุขภาพ จึงไม่ถูกเกณฑ์มารบในเวียดนาม ถ้าเขาเคยรบในเวียดนาม เขาจะยังคิดเช่นนี้ไหม
อย่างไรก็ตาม ถ้าข้อสอบอัฟกานิสถานและอิรักเป็นโจทย์ยาก อิหร่านเป็นข้อสอบที่ยากกว่าหลายเท่า แม้นว่าในที่สุดแล้ว อาจเปลี่ยนระบอบได้ตามที่ผู้นำสหรัฐและอิสราเอลตั้งเป้าหมายไว้ หรืออาจเปลี่ยนไม่ได้จริง แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น อาจจะ “น่ากลัว” มากกว่าสงครามที่เราเห็นในปัจจุบันก็ได้ !
