และแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ สงครามอิหร่านก็เดินหน้าสู่สัปดาห์ที่ 3 … เป็นสัปดาห์ที่ 3 ที่สหรัฐและอิสราเอลยังทำสงครามกับอิหร่านไม่หยุด และทำให้สถานการณ์สงครามอิหร่านเดินมาถึงจุดที่น่าสนใจ
เนื่องจากมีการโจมตีทางอากาศอย่างหนักของสหรัฐและอิสราเอลต่อเป้าหมายในอิหร่าน แต่ระบอบการปกครองแบบจารีตนิยมที่เป็น “ศาสนนิยม” กลับยังสามารถทนทานอยู่ได้ และสามารถเลือกผู้นำใหม่แทนผู้นำเดิมที่เสียชีวิตได้อีกด้วย แม้จะมี “สัญญาณขู่” จากทางผู้นำสหรัฐก็ตาม แต่อิหร่านก็สามารถเลือกได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของสงครามนั้น ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ดูจะมีความหวังอย่างมากว่า การโจมตีทางอากาศขนาดหนักจะทำให้ระบอบการปกครองเดิมต้องสิ้นอำนาจลง แต่ระบอบนี้จนถึงปัจจุบันก็ไม่ได้ล้มลง และยังคงเดินหน้าต่อไป
ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว สงครามอิหร่านจะหน้าต่อไปอย่างไร
การเปลี่ยนระบอบ
หากย้อนกลับไปดูแนวคิดของนโยบายต่างประเทศอเมริกัน เราอาจจะพบว่า ผู้นำสหรัฐมีความเชื่ออย่างมากว่า สหรัฐสามารถเข้าไปจัดระเบียบของประเทศในตะวันออกกลางได้ และหวังว่า ความสำเร็จเช่นนี้จะทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความสงบมากขึ้น และการเข้าไปจัดระเบียบเช่นนี้ มีนัยถึง การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองของประเทศเป้าหมายด้วย หรือที่เรียกโดยรวมว่า “การเปลี่ยนระบอบ” (Regime Change)
แต่ดูเหมือนว่า ผู้นำอเมริกันจะมองไม่เห็นปัญหาและความซับซ้อนของสังคมในภูมิภาค เพราะแม้สหรัฐจะสามารถเปลี่ยนระบอบได้จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองอย่างที่คาดหวัง เพราะสิ่งที่ตามมามักเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดคือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง หรือการต่อสู้ทางการเมืองด้วยความรุนแรงในสังคม จนกลายเป็นวิกฤตการณ์การเมืองภายใน

กระนั้น ผู้นำอเมริกันก็มัก “ติดกับดัก” ความเชื่อว่า รัฐบาลสหรัฐสามารถเข้าเปลี่ยนระบอบของรัฐในตะวันออกกลางได้ ดังตัวอย่างใน 6 กรณี ได้แก่ อิหร่าน อิรัก อัฟกานิสถาน อียิปต์ ลิเบีย และซีเรีย เป็นต้น
ถ้าทั้ง 6 ประเทศดังกล่าวเป็นตัวแทนของการดำเนินการของสหรัฐใน 2 ส่วนหลักคือ 1) เปลี่ยนตัวผู้นำ และ 2) ปรับเปลี่ยนตัวระบบการเมืองของประเทศ ซึ่งในทั้ง 6 กรณีเช่นนี้เห็นได้ชัดว่า สหรัฐไม่ประสบความสำเร็จในทางการเมืองแต่อย่างใด แม้ประสบความสำเร็จ ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้นำและระบอบการปกครองเดิมเท่านั้น
แต่หลังจากนั้น ปัญหาดูจะใหญ่กว่าที่ทางสหรัฐคิด โดยเฉพาะผู้นำอเมริกันมักจะประมาณการต่ำต่อความท้าทายที่รออยู่หลังจากระบอบเดิมล้มลง และอาจกลายเป็นสถานการณ์ความรุนแรงที่สหรัฐไม่สามารถควบคุมได้จริง
บทเรียนเก่า
ตัวอย่างในอดีตของการเมืองในตะวันออกกลางที่สหรัฐเข้าไปเปลี่ยนระบอบ ไม่มีอะไรชัดเจนเท่ากับการรัฐประหารรัฐบาลของฝ่ายชาตินิยมอิหร่านในปี 1953 ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่า การเปลี่ยนระบอบครั้งนี้ดำเนินการโดยหน่วยข่าวกรองอเมริกันคือ ซีไอเอ. และจัดตั้งรัฐบาลนิยมกษัตริย์ขึ้นแทน โดยหวังว่า รัฐบาลของพระเจ้าชาห์จะดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ และคอยกันอิทธิพลของสหภาพโซเวียตออกไปจากอิหร่าน พร้อมกับดำเนินนโยบายแบบนิยมตะวันตก
แต่รัฐบาลนิยมกษัตริย์ที่ขึ้นมาแทน กลับดำเนินนโยบายปราบปรามทางการเมืองอย่างรุนแรง อันนำไปสู่การต่อต้านอย่างกว้างขวางในสังคม จนในที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบด้วยพลังมวลชนบนถนนคือ “การปฏิวัติอิหร่าน” ในปี 1979
การเปลี่ยนระบอบในการเมืองอิหร่านทั้ง 2 กรณีเป็นรูปธรรมที่เป็นคำตอบให้แก่ผู้นำสหรัฐว่า การเปลี่ยนเกิดจาก “การรัฐประหาร” หรืออาจเกิดจาก “มวลชนบนถนน” ซึ่งในสงครามปัจจุบันนั้น ไม่มีปัจจัยภายในทั้ง 2 ประการนี้ จึงอาจอนุมานได้ในสถานการณ์ปัจจุบันว่า ระบอบศาสนนิยมในเตหะรานอาจจะดำรงอยู่ต่อไปได้
นอกจากนี้ ตัวอย่างจากกรณีในการเมืองโลกยุคปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของสหรัฐโดยตรงคือ การเปลี่ยนระบอบในอัฟกานิสถานในปี 2001 และในอิรักในปี 2003 หรือในเวเนซุเอลาในปี 2026 เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงการใช้กำลังทางบกของสหรัฐในการเข้าไปล้มรัฐบาลเดิมคือ เข้าไปมีบทบาทอย่างเปิดเผยโดยตรง แต่ผลที่ตามมาใน 2 กรณีแรกคือ สหรัฐต้องเข้าไปทำสงครามหลังจาการเปลี่ยนระบอบดังกล่าว หรือกลายเป็นการ “ติดกับดัก” สงครามที่สหรัฐต้องเข้าไปแบกรับ
ดังนั้น ถ้าจะเปลี่ยนระบอบในอิหร่านได้จริง จะต้องอาศัยเงื่อนไข 3 ประการดังที่กล่าวแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏให้เห็น ดังที่เป็นในข่าวสาธารณะ
เมื่อระบอบเดิมไม่เปลี่ยน
แต่เมื่อเงื่อนไขทั้ง 3 ประการยังไม่ปรากฏ โอกาสที่จะเปลี่ยนระบอบในอิหร่านจึงไม่เป็นจริงแต่อย่างใด ดังนั้น การดำรงอยู่ของระบอบเช่นนี้ จึงมีนัยโดยตรงกับทั้งสงครามและการเมืองอิหร่าน และแม้สหรัฐ/อิสราเอลทิ้งระเบิดหนักขึ้น ก็อาจจะล้มระบอบของอิหร่านไม่ได้จริง ซึ่งเราอาจต้องสรุปว่า สงครามทางอากาศไม่ใช่ปัจจัยของการเปลี่ยนระบอบ
เราอาจประมาณการได้ว่า การดำรงอยู่ของระบอบศาสนนิยมในอิหร่าน จะยังคงเดินหน้าในการต่อสู้กับสหรัฐและอิสราเอลต่อไป ซึ่งก็เท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองว่า สงครามจะยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน และทั้งผู้นำอิหร่านจะยังคงใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ซึ่งก็เป็นสัญญาณว่า วิกฤตการณ์พลังงานของโลกจะยังไม่จบลงง่ายๆ และตามมาด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ และความขาดแคลนพลังงานในหลายประเทศอย่างแน่นอน (รวมทั้งความขาดแคลนน้ำมันในกรณีของไทยดังเช่นในปัจจุบันด้วย)
สำหรับในทางการเมืองนั้น เมื่อระบอบถูกโจมตีอย่างหนักในทางทหาร แต่สามารถอยู่รอดได้ ระบอบนั้น จะมีลักษณะ “เอียงขวา” หรือมีทิศทางไปในทาง “ขวาจัด” ในแบบพวก “Hardliners” ซึ่งจะยิ่งมีแนวโน้มในการใช้กำลังปราบปรามเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในสังคมมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณว่า โอกาสที่จะเห็น “การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” ในอิหร่านจากสงครามในครั้งนี้ ก็อาจไม่เป็นจริง อีกทั้ง ระบอบเดิมก็มีมวลชนให้ความสนับสนุนอย่างเข้มแข็งด้วย
ท้ายบท
ข้อสรุปจากบทความนี้คือ การเตือนว่าสงครามอิหร่านและวิกฤตการณ์พลังงานโลกอาจจะยาวกว่าที่เราคิด และอาจจะหนักหน่วงกว่าที่เราคิดด้วย อีกทั้งเป็นสัญญาณว่า ใครที่เป็นผู้นำรัฐบาลกำลังเจอ “ทุกขลาภ” ชิ้นใหญ่ ที่วิกฤตครั้งนี้ได้ทำหน้าที่เป็น “ข้อสอบ” ให้กับรัฐบาลโดยตรง … จะสอบได้ หรือสอบตก ก็ได้เห็นฝีมือในคราวนี้แหละ !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
