ในขณะที่สถานการณ์การบุกเวเนซุเอลาของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ยังไม่ทันคลายความร้อนแรงออกผู้นำสหรัฐแสดงทัศนะในแบบ “จักรวรรดินิยม” ที่ต้องการผนวกกรีนแลนด์เข้ามาเป็นดินแดนของสหรัฐ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถูกคัดค้านจากบรรดารัฐในยุโรปอย่างมาก จนเป็นเสมือนที่บ่งบอกว่า ผู้นำอเมริกันในปัจจุบัน ไม่แคร์กับความเป็น “พันธมิตรข้ามแอตแลนติก” ที่ผู้นำสหรัฐในอดีตมีส่วนอย่างมากในการสร้างความเข้มแข็งเพื่อใช้ยันในทางยุทธศาสตร์กับบทบาทของสหภาพโซเวียตในยุคสงครามเย็น
ต่อมาในเวลาอีกไม่นานนัก ความตึงเครียดจากปัญหาอิหร่านที่เฝ้าจับตามมองอย่างมากหลังจากทำเนียบขาวออกคำสั่งให้เคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 กองเรือเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว สงครามก็เริ่มด้วยการโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง มีแนวโน้มที่จะขยายตัวออกไปเป็น “สงครามภูมิภาค” ได้ด้วย
ประธานาธิบดีทรัมป์คิดอย่างไร … ผู้นำสหรัฐดำเนินการสงครามแบบไม่อิงกับ “หลักนิยมสงคราม” ที่ถูกกำหนดไว้เป็นแนวทางในการเข้าสงครามของสหรัฐเลยใช่หรือไม่
หลักการสงคราม
หากพิจารณาการดำเนินการสงครามของทรัมป์ หลายคนอาจมีความคิดคล้ายๆ กันว่า ทรัมป์ทำตามใจตนเอง มากกว่าจะมีหลักนิยมและ/หรือหลักการใดเป็นจุดอ้างอิง ซึ่งถ้าเราถอยกลับไปพิจารณาหลักการสงครามในระดับทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า มีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนที่เรียกว่า“หลักการพาวเวลล์” (Powell Doctrine)
หลักการนี้มาจากแนวคิดของพลเอกคอลลิน พาวเวลล์ ซึ่งเป็นนายทหารที่มีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะเสนาธิการร่วม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ผู้ลูก) และเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสัมพันธมิตรในสงครามอ่าวเปอร์เซีย
หลักการพาวเวลล์สร้างกรอบคิดในการกำหนดนโยบายในการเข้าสงครามของสหรัฐไว้อย่างชัดเจนว่าสหรัฐจะถือว่า การใช้กำลังเป็นมาตรการสุดท้าย และจะใช้ต่อเมื่อเครื่องมืออื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องมือที่ไม่ใช่ทางทหารประสบความล้มเหลว
ถ้าสหรัฐตัดสินใจที่จะใช้เครื่องมือทางทหาร … การใช้เช่นนี้จะต้องมีวัตถุประสงค์ที่สามารถอธิบายได้ต่อสาธารณชนอเมริกัน และจะต้องมีความชัดเจนว่า การใช้เครื่องมือนี้ จะมีทางออกอย่างไรเพื่อให้สหรัฐเดินออกจากความขัดแย้งได้ และทั้ง การดำเนินการเช่นนี้จะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนเพียงใด รวมถึงจะใช้พลังอำนาจขนาดไหนที่จะสามารถเอาชนะข้าศึกให้ได้ ซึ่งมีนัยถึงการใช้พลังอำนาจใน 4 ส่วนคือ การเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม
การสร้างกรอบในลักษณะของการกำหนดทิศทางในนโยบายของการใช้กำลังของสหรัฐในข้างต้น ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า สหรัฐจะไม่ย้อนรอยไปติดกับดักสงครามเช่นในกรณีของเวียดนาม เพราะต้องไม่ลืมว่า พาวเวลล์เป็นทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนาม บทเรียนจากสงครามเวียดนามจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้นายทหารผ่านศึกเหล่านี้ มีความระมัดระวังในการที่จะพาประเทศเข้าสงคราม
บทเรียนจากเวียดนามชี้ให้นักยุทธศาสตร์อเมริกันในยุคหลังสงครามเวียดนาม เห็นว่าเป็นข้อเตือนใจว่าผู้นำสหรัฐจะต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจนที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเข้าไปสู่ภาวะ “สงครามยืดเยื้อ” เพราะสงครามยือเยื้อจะทำให้สหรัฐขยับตัวออกจากกับดักเช่นนี้ได้ยาก และกับดักสงครามยืดเยื้อจะเป็นปัจจัยในการทำลายพลังอำนาจของสหรัฐเอง กล่าวคือ นำไปสู่ความสูญเสียทั้งคน เงิน และอาวุธ แบบไม่สิ้นสุด
สุดท้ายแล้ว กับดักสงครามเช่นนี้ตามมาด้วยปัญหาทางการเมืองภายใน ดังเช่นที่เห็นมาแล้วจากสงครามเวียดนามคือ เป็นสงครามที่คนในสังคมอเมริกันไม่ยอมรับ และไม่สนับสนุน
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากสงครามเวียดนามกลับมาซ้ำรอยในการแทรกแซงของสหรัฐต่อปัญหาการจัดการกับการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน และการค้นหาอาวุธนิวเคลียร์ในอิรัก ซึ่งสงครามในทั้ง 2 กรณีกลับมาเป็นกับดักสำหรับสหรัฐอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 และสหรัฐไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ แม้มีความพยายามในการสร้างกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนรองรับต่อบทบาทของสหรัฐในทั้ง 2 กรณี
แต่การตัดสินใจของทรัมป์ในการโจมตีอิหร่านนั้น เห็นได้ชัดว่า ทรัมป์ไม่ได้มีแนวคิดทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนรองรับ ซึ่งกลายเป็นปัญหาในตัวเองของการนิยามชัยชนะ และทั้งไม่รู้จุดสุดท้ายที่จะพาสหรัฐออกจากกับดักสงครามคืออะไร หรือจะถอนตัวออกอย่างไรในภาวะสงครามที่เกิดขึ้น
หรือว่าในความเป็นจริง สงครามอิหร่านดำเนินไปในแบบ “ตามใจ” ทรัมป์ ภายใต้แรงกดดันของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ที่มีส่วนอย่างมากในการทำให้สงครามมีภาวะสุดโต่ง จนเกิดผลกระทบด้านต่างๆ จนกลายเป็นวิกฤตขนาดใหญ่ในวงกว้างของเวทีโลกปัจจุบัน

อนาคต
น่าสนใจอย่างมากว่า ทรัมป์จะพาสหรัฐออกจากกับดักสงครามอิหร่านได้อย่างไร เพราะเดิมพันเฉพาะหน้าคือ ถ้าสหรัฐติดกับดักสงครามอิหร่าน ซึ่งจะมีผลตามมาด้วยเรื่องของวิกฤตพลังงาน และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก หากยังเป็นเช่นนี้แล้ว สงครามอิหร่านจะเป็นฝันร้ายของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมอย่างแน่นอน … คนอเมริกันจะทนค่าครองชีพที่ทะยานสูงขึ้นไม่หยุด ได้อีกนานเท่าใด
ขณะเดียวกัน ถ้าสงครามยังไม่อาจยุติได้จริง ก็จะเป็นฝันร้ายของผู้คนเวทีโลก เพราะสงครามที่เป็นภาวะ“ยืดเยื้อ” นั้น จะพาชีวิตของผู้คนไปสู่วิกฤตความมั่นคงของมนุษย์ชุดใหญ่ อีกทั้ง ปัญหาสงครามนี้จะส่งผลอย่างมากให้เกิด “วิกฤตการเมืองภายใน” ของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งจะกลายเป็นวิกฤตการเมืองอเมริกันไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การเมืองของทุกประเทศทั่วโลกในเวลานี้ จึงเสมือนกับการ “เข้าห้องสอบ” และเป็นโจทย์ยากสำหรับผู้นำทุกรัฐบาลด้วย … ใครสอบได้ ใครสอบตก อีกไม่นานคงได้เริ่มเห็นกันแน่นอน !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
