ในประเทศ
กลายเป็นภาพชินตาคนไทยไปแล้วกับเหตุการณ์ประชาชนต่อคิวกันไปรอเติมน้ำมัน บางแห่งแถวยาวเหยียด บ้างต้องไปรอกันดึกๆ ดื่นๆ วิกฤตกันจนเกิดอาชีพใหม่ รับจ้างต่อคิวซื้อน้ำมันกันแล้ว
น่าจะจริงกับคำกล่าวที่ว่า “ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยเห็น” ช่วงแรกๆ อาจจะพอรับฟังได้กับคำอธิบายว่าสาเหตุเกิดจากปัญหาเชิงปัจเจก ผู้คนพากันตระหนกตกใจ กลัวน้ำมันจะขึ้นราคา เลยไปซื้อหากักตุน
แต่เวลาผ่านไปเกือบจะ 1 เดือนแล้ว สถานการณ์วิกฤตนี้ไม่มีทีท่าจะคลี่คลายให้เบาใจลง เสพข่าวแต่ละวันดูสถานการณ์จะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ขอลองไล่เหตุการณ์สำคัญที่เป็นข่าวและคนรับรู้ทั้งประเทศให้พอเห็นภาพ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหารถกู้ชีพหลายจุดขาดแคลนน้ำมันวิกฤตหนักในหลายจังหวัด, สำนักงานเทศบาลหลายแห่งออกมาประกาศรถเก็บขยะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในบางวัน/สถานที่ เนื่องจากไม่มีน้ำมันเติม
ชาวบ้านมารอเติมน้ำมันตั้งแต่กลางดึกแต่น้ำมันมาส่งเพียงน้อยนิด ต้องให้หน่วยราชการเติมก่อน พอถึงคิวชาวบ้านก็เติมได้ไม่กี่คัน, บ้างไปรอแต่เช้าจนถึงบ่าย ข้าวปลาแทบไม่ได้กิน แต่ก็พบน้ำมันหมดก่อนถึงคิว, ปั๊มน้ำมันจำนวนมากต้องประกาศปิดตัวลงชั่วคราวเนื่องจากโควต้าน้ำมันหมด เจอกันใหม่เดือนหน้า
ปัญหาการจำกัดการเติม, ปัญหาการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นมากมาย, หลายปั๊มเริ่มเกิดปัญหาทะเลาะวิวาท มีข่าวเด็กปั๊มต่อยลูกค้า, ลูกค้าแซงคิวจนทะเลาะลูกค้า, ผู้จัดการปั๊มวิวาทะเดือดกับลูกค้าไม่เว้นแต่ละวัน
นั่นคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น
คําถามก็คือเพราะอะไรสถานการณ์จึงแย่ลง ทั้งๆ ที่ภาครัฐก็ออกมายืนยันหลายครั้งว่าปริมาณน้ำมันสำรองของไทยมีมากกว่า 3 เดือน กำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันในไทยก็เหลือเฟือกระทั่งส่งออกได้
เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันถึงความเพียงพอแค่ไหน แต่รูปธรรมที่เกิดขึ้นจริงคือเจ้าของปั๊มน้ำมัน, ผู้จัดการปั๊มต่างออกมายืนยันเป็นเสียงเดียวกันทั่วประเทศว่าถูกตัดโควต้า แม้กระทั่งคนขับรถบรรทุกน้ำมันเองยังทนไม่ได้ ต้องอัดคลิปยืนยันให้เห็นกับตา ว่าไปต่อคิวรอเติมน้ำมันอยู่หลายวัน แต่ไม่มีน้ำมันเติมให้
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อมองจากภาพรวมทั้งหมด จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ชาวบ้านทั่วไปจะตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการของรัฐว่าล้มเหลวหรือไม่? และนายกฯ อยู่ไหน?
นั่นคือสัญญาณว่าคนไม่เชื่อรัฐบาลที่บอกว่ามีน้ำมันเพียงพอ เพราะในความเป็นจริงคนเห็นแล้วว่าไม่พอ
ข้ออ้างเรื่องปัญหาการขนส่งโลจิสติกส์น้ำมันเชื้อเพลิง ข้ออ้างเรื่องการตื่นตระหนกกักตุน ฟังได้ในช่วงสัปดาห์แรก แต่จนถึงวันนี้ปัญหามันทอดยาวจนจะครบ 1 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าเบาลง
ท่าทีการสื่อสารของฟากรัฐบาลกลับยิ่งทำให้สถานการณ์ความเชื่อมั่นตกต่ำลงและไปส่งเสริม “ความตื่นตระหนก” ให้ดูสมเหตุสมผลขึ้น
เพราะนอกจากการออกมายืนยันถึงความเพียงพอของปริมาณน้ำมันอย่างต่อเนื่อง กลับอธิบายปัญหาความขาดแคลนที่เกิดขึ้นในข่าวว่าเป็นปัญหาเชิงบุคคล พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติใน 1-2 สัปดาห์
ขณะที่การแก้ปัญหาของรัฐบาล ส่วนใหญ่ยังคงเน้นการแก้ปัญหาแบบรัฐราชการ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นผลการตรวจสอบใดๆ นอกจากข้อค้นพบว่า ทุกอย่างยังปกติ ไม่มีการกักตุน หรือแสวงหาประโยชน์จากวิกฤตแต่อย่างใด
พร้อมๆ กันนั้นก็ยังขับเน้นการแก้ปัญหาวิกฤตครั้งนี้โดยขอให้ประชาชนร่วมมือกันประหยัด รมว.พลังงานถึงกับเสนอแบบขวานผ่าซาก ให้ประชาชนลดการใช้พลังงานลง 10% ก็จะเท่ากับราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ยังไม่นับฝ่ายการเมือง-ราชการ พากันจัดอีเวนต์ พูดจาซ้ำเติมประชาชน
ไม่ว่าจะเป็น ส.จ.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย ที่ไม่รู้อารมณ์ไหน โพสต์ใบเสร็จเติมน้ำมัน V-Power แก๊สโซฮอล์ 95 (V-Power G95) เต็มถัง พร้อมแคปชั่น “ผมก็เติมเต็มถังได้นิครับ ไหนว่าไม่มีน้ำมัน” จนกลายเป็นไวรัล เรียกทัวร์ระบายอารมณ์ลดความเชื่อมั่นรัฐบาล
หรือจะเป็น ส.ว.ท่านหนึ่ง ที่อภิปรายในสภาแนะนำทางออกของวิกฤต ให้ประชาชนหันมาหาวิธีปลูกผัก-เลี้ยงไก่-เลี้ยงปลา กินเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พอถูกวิจารณ์กลับว่าประชาชนไม่ได้มีที่ดินกันทุกคน ก็ยังสั่งสอนประชาชนอีกว่าให้ปลูกผักในกล่องโฟมกินเอง
ยังไม่นับเรื่องฮือฮาอย่างหนึ่งในหน่วยงานองค์กรอิสระอย่าง กกต. ที่มีกำหนดเดินทางไปดูงาน ออสเตรเลีย, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และโปแลนด์ ด้วยงบประมาณสูงลิบ จนคนวิจารณ์กันแซ่ด ต่อเนื่องกันด้วย ศาลยุติธรรมเตรียมบินไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ที่ฝรั่งเศส โมนาโก อิตาลี ก็ถูกกล่าวถึงไม่แพ้กัน
ที่จริงทั้งสองทริปก็ไม่ได้กระทำความผิดตามกฏหมายอะไร แต่เรื่องมันดันมาปะทุเอาตอนคนกำลังโกรธแค้นภาครัฐเรื่องการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตขาดแคลน ที่สุดต้องกลายเป็นแพะรับบาปไป
ขณะที่กลไกรัฐสภาเปิดฉากมาก็ทำให้คนหมดศรัทธาหนักเข้าไปอีก
หลังมีการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตนายกฯ เสร็จ ฝ่ายค้านก็เสนอขอเวลาอภิปรายญัตติด่วนเรื่องปัญหาวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันพุ่ง ให้ฝ่ายรัฐบาลรับทราบ
ค่ายสีน้ำเงินกลับใช้เทคนิคปิดประชุมสภา ไม่ให้มีการอภิปรายใดๆ ยิ่งเป็นการราดน้ำมันในกองไฟ
ต่อให้นายอนุทินจะเปลี่ยนหันมาใช้รถไฟฟ้าป้ายแดงนั่งเข้าทำเนียบ พร้อมสั่งเลิกรถนำขบวน ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกลบต่อการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ดีขึ้น ไม่เชื่อก็ลองอ่านคอมเมนต์ของคนส่วนใหญ่ใต้ภาพข่าวดังกล่าวดู
แม้จะได้รับการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จำนวนเก้าอี้ ส.ส.โหวตหนุนรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินมีอย่างเข้มแข็ง แต่นั่นเป็นเพราะกลไกรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับบทบาท ส.ส.เขตไว้สูง ต้องไม่ลืมว่าคะแนน “เลือกพรรค” ของค่ายสีน้ำเงิน ภาพรวมทั้งประเทศ ก็แพ้พรรคฝ่ายค้านถล่มทลายเช่นกัน
นั่นหมายความว่า แม้จะชนะ ส.ส.เขต แต่ต้องยอมรับว่า “การเมืองเชิงกระแส” ของค่ายสีน้ำเงินก็ไม่ได้เริ่มต้นด้วยดีแต่แรก
แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธว่าสถานะทางการเมืองวันนี้ของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินเข้มแข็งที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา หากมองไปถึงภาพกว้างทางการเมือง
ค่ายสีน้ำเงิน ครองตำแหน่ง ประมุขฝ่ายบริหาร ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ และยังมีองค์กรอิสระฝ่ายตรวจสอบที่ใช้อำนาจเป็นคุณกับค่ายสีน้ำเงินอย่างสูง
แต่สิ่งที่อาจจะทำให้รัฐนาวาสีน้ำเงินไปไม่ถึงฝั่ง หรือไปถึงฝั่งในสภาพการยอมรับลดลง ความศรัทธาและความชอบธรรมทางการเมืองต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ประกอบด้วยหลายปัจจัยที่ท้าทายรัฐบาลนี้
1. วิกฤตพลังงานโลก ซึ่งรัฐบาลและคนไทยกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้
ยังไม่รู้ว่าจุดจบของสงครามอิหร่านจะเป็นอย่างไร แม้จะมีสัญญาณดี อิหร่านยอมให้เรือน้ำมันบางจาก 1 ลำผ่านมาได้ แต่อนาคตก็ยังไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะท่าทีของอิหร่านก็ยังแข็งกร้าวไม่พร้อมเจรจากับสหรัฐ ขณะที่สหรัฐเองก็ไม่สามารถคาดเดาท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้
ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักประเทศหนึ่งของโลก ด้วยเพราะไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบดังกล่าวสูงถึง 60% จนถึงวันนี้ความเดือดร้อนจากวิกฤตครั้งนี้ก็กระทบกับคนจำนวนมาก และยังไม่มีทีท่าเบาลง ปัญหาไม่มีน้ำมันเติมโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ยังคงเป็นเรื่องใหญ่
จากนี้ไปคนไทยอาจจะเจอกับปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นราคา
2. วิกฤตการส่งออกของประเทศ ซึ่งเป็นภาพกว้างกว่าวิกฤตพลังงาน
เพราะแม้นโยบายกำแพงภาษีของประธานาธิบดีสหรัฐจะถูกศาลสูงสั่งยกเลิก
แต่ต้องไม่ลืมว่าวันนี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกสหรัฐขึ้นบัญชีและตรวจสอบเรื่องการเกินดุลการค้า และอาจถูกเล่นงานด้วยนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศของสหรัฐซึ่งเป็นคนละเรื่องกับเรื่องกำแพงภาษี
ดังนั้น ระยะเวลาอีก 3 ปีจากนี้ของโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ไม่รู้ว่า อุตสาหกรรมส่งออกที่เป็นรายได้หลักของประเทศชนิดใด อาจถูกเล่นงานขึ้นภาษีจากรัฐบาลสหรัฐได้
3. วิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมาอย่างยาวนานนับสิบปี
ปัจจุบันไทยมีปัญหาหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงจนถูกองค์กรประเมินความเสี่ยงปรับลดเครดิตลงจากเดิม
กลายเป็นประเทศที่ต้องถูกจับตาเรื่องการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐ
ขณะที่ภาคประชาชนก็มีปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ และยังไม่มีทีท่าจะลดลงง่ายๆ
เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
4. วิกฤตทางการเมือง ทั้งจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
ต้องไม่ลืมว่าค่ายสีน้ำเงินก็มี “แผลเก่า” ในทางการเมืองอยู่หลายแผล แม้จะมีข่าวว่าดีเอสไอยุติการสอบสวนเรื่องฮั้ว ส.ว. หรือกรณีเขากระโดง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นข่าวดีของค่ายสีน้ำเงิน แต่คำร้องเหล่านี้ก็พร้อมกลับมาเป็นอาวุธทิ่มแทงรัฐบาลได้เสมอในอนาคต
ยิ่งวันนี้ได้เห็นพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลุกขึ้นพูดเรื่องฮั้ว ส.ว. ในวันโหวตนายกฯ ก็เป็นอีกสัญญาณว่า “แผลเก่า” ของค่ายสีน้ำเงินคงไม่หายไปง่ายๆ
รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินยังต้องเจอการ “ถล่มทางการเมือง” จากพรรคฝ่ายค้านที่รอบนี้อาจจะแท็กทีมกันระหว่างค่ายสีฟ้า-ค่ายสีส้ม มากยิ่งขึ้นจากนี้
ยังมีปัญหาภายในที่เริ่มเห็นสัญญาณอีกเรื่องคือการก่อตัวของความไม่พอใจในการแบ่งโควต้ารัฐมนตรี โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของ “รัฐมนตรีลูกเทพ” ที่ก็อาจสร้างรอยร้าวมากยิ่งขึ้นกับ ส.ส.เขตในอนาคต
5. ปมทุจริตที่อาจจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้
ด้วยความที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีการใช้ทรัพยากรไปอย่างมากในการเลือกตั้ง หากควบคุมรัฐมนตรีต่างๆ ไม่ดี ก็มีความเสี่ยงที่จะมีการถอนทุนคืนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
ยิ่งพรรครัฐบาลมีภาพลักษณ์ในเรื่องนี้ไม่ค่อยเป็นบวกแต่แรก ก็จะถูกจับจ้องอย่างหนัก หากมีเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่นโผล่ขึ้นมาในอนาคต ก็จะเป็นเครื่องมือล้มรัฐบาลได้ทันที
ต่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งทางการเมือง มีจำนวน ส.ส.ในมือมากแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือความเข้มแข็งที่เกิดจาก ศรัทธา และความไว้วางใจจากประชาชน
เพราะรัฐบาลทหารในอดีตได้พิสูจน์แล้วว่า รัฐบาลที่เข้มแข็ง มีอำนาจเต็มมือจากภายนอก แต่หากไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนแต่แรก ก็จะเป็นรัฐบาลที่ภายในอ่อนแอ ไร้การยินยอมยอมรับ และพร้อมจะส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทุกการดำเนินนโยบาย
วิกฤตน้ำมันรอบนี้จึงถือเป็น คลื่นลูกที่สองที่เคลื่อนมาถล่มรัฐบาล จากคลื่นลูกแรกคือปัญหาความมั่วซั่วในการจัดการเลือกตั้ง
เมื่อจุดเริ่มต้นติดลบ การเดินหน้าทำงานต่อของรัฐบาลก็เสี่ยงจะแล่นไปไม่ถึงจุดหมาย
เพราะเรื่องศรัทธาและความชอบธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องใหญ่ ดังที่ กรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.ภูมิใจไทย พูดไว้ว่า
วิกฤตความเชื่อมั่นวิกฤตศรัทธานี้แหละ ถ้าเกิดขึ้นแล้ว แก้ยากยิ่งกว่าวิกฤตน้ำมัน
