ในประเทศ
ภาพการต่อคิวยาวเป็นกิโลๆ เพื่อเลี้ยวเข้าปั๊มรอเติมน้ำมันกันข้ามวันข้ามคืนช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาคลี่คลายลงไปเป็นที่เรียบร้อย
มิใช่เกิดจากรัฐบาลบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ
มิใช่เพราะรัฐบาลสื่อสารเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสในกระบวนการขนส่งและกระจายน้ำมัน
มิใช่เพราะรัฐบาลเดินหน้าเอาผิดไอ้โม่งผู้แสวงหากำไรในสภาวะวิกฤต
แต่เป็นเพราะการประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท กลางดึก จากที่ทยอยขึ้นมาครั้งละ 1-2 บาท และต่อด้วยการประกาศขึ้นน้ำมันกลางดึกในเวลาต่อมาอีก
จากวิกฤตน้ำมันไม่พอเติม เปลี่ยนเป็นไม่มีเงินเติมน้ำมัน และมากกว่านั้นคือ สินค้าอุปโภคบริโภค ร้านขายอาหารเครื่องใช้ต่างๆ ทยอยกันขึ้นราคาโดยที่ภาครัฐเองกลายเป็นเสือกระดาษ แทบจะไม่มีบทบาทควบคุมหรือเข้าไปแทรกแซงได้ กลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
นั่นคือปัญหาเบื้องต้นที่เกิดขึ้นภายใน
ขณะที่ปัจจัยภายนอกก็ยังส่งสัญญาณวุ่นวายไม่รู้จะจบยังไง
เพราะโดนัลด์ ทรัมป์ บริหารประเทศแบบพ่อค้านักธุรกิจที่เอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่สนโลก
ภาพจึงออกมาเป็นความวุ่นวายและทำนายไม่ได้อย่างที่เห็น
วันดีคืนดีก็ตัดสินใจยิงขีปนาวุธ ส่งฝูงบินรบไปปลิดชีพผู้นำอิหร่าน ทำโลกเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบฉับพลัน แต่ไม่กี่วันถัดมาก็ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาให้ทิศทางความตึงเครียดในภูมิรัฐศาสตร์ดูเหมือนจะดี แต่จู่ๆ ก็ยิงขีปนาวุธเข้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางการทหาร ปลิดชีพผู้นำระดับสูงของอิหร่านอีก จากนั้นก็ส่งสัญญาณขอเจรจา ล่าสุด ก็ประกาศจะนำทหารออกจากสมรภูมิอิหร่านใน 3 สัปดาห์
นั่นคือโลกที่ปั่นป่วน ควบคุมไม่ได้
แต่ความวัวไม่ทันหายความควายก็ต่อคิวเข้ามาแทรกรัฐบาลไทยต่อ
พลันก็เกิดวิกฤตฝุ่นพิษขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นพิษ PM 2.5 ตลอดเวลา ข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์แสดงผลชัดเจนในสัปดาห์นี้ว่าภาคเหนือของไทยกลายเป็นจุดที่คุณภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดในโลก
นั่นคือเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่เข้ามาท้าทายรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าบริหารงาน
ต้องไม่ลืมด้วยว่าก่อนวิกฤตดังกล่าวจะพัดเข้าถล่ม ประเทศเราก็ประสบภาวะวิกฤตเชิงโครงสร้างหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว
1. วิกฤตโครงสร้างการเมืองจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชน มีความพยายามผ่าตัดปัญหาทางการเมืองดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ โดยรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแก้ไขในภาพรวม
2. วิกฤตโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่สะสมจากปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และหนักหนามากขึ้นในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มาจากการรัฐประหาร
ปัจจุบันไทยกำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจากความตึงเครียดการส่งออกสินค้า ความวิตกกังวลจากมาตรการกำแพงภาษีและการกีดกันทางการค้า, ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคเอกชนที่มีอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์จนเป็นอุปสรรคขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ, ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่หนักหนาสาหัสขึ้น จนกลายเป็นประเทศเหลื่อมล้ำติดอันดับโลก
ทั้งหมดยังส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่ไม่ดึงดูดการลงทุนเช่นที่เคยเป็นในอดีต ยิ่งนานวันระดับทางอุตสาหกรรมและการผลิตของไทยยิ่งวิ่งตามโลกห่างไกลขึ้นทุกวัน
จนสื่อเศรษฐกิจระดับโลกให้ฉายาประเทศไทยช่วงปีที่ผ่านมาว่าเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย”
ผลการเลือกตั้งช่วงต้นปีที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าเก้าอี้ ส.ส.ได้ถึง 191 คน ช่วงแรกทำให้นักวิเคราะห์มองว่าการเมืองไทยน่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ฝ่ายบริหารแทรกซึมสร้างเครือข่ายอำนาจผ่านกลไกการเมืองตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้สำเร็จ น่าจะมีความเข้มแข็ง
แต่ก็ดันมาเจอปัจจัยภายนอก วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกปั่นป่วนตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล
นี่คือความท้าทายแรกของรัฐบาล หลังบริหารจัดการผ่านไป 1 เดือน ต้องยอมรับว่ารัฐบาลสีน้ำเงินมีผลงานติดลบในการบริหารจัดการเรื่องวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ก็คือประเด็นเรื่องความโปร่งใสในการชี้แจงต้นเหตุของปัญหาการขาดแคลนตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการชี้แจงให้ผู้คนเข้าใจ
รูปธรรมสิ่งที่ค้างคาในจิตใจผู้คน เช่น การที่นายกรัฐมนตรีตั้งรองนายกฯ และ รมว.คมนาคมซึ่งมีหุ้นหลักล้านหุ้น มีคนในครอบครัวเป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทค้าปลีกน้ำมันลำดับต้นของประเทศ เข้ามาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารสถานการณ์วิกฤต
ซึ่งรองนายกฯ คนดังกล่าวก็เป็นนายทุนคนสำคัญของพรรค ที่ร่วมหัวจมท้ายนำทัพสีน้ำเงินเข้าวิน
แม้จะมีการกดดันอย่างหนัก ฝ่ายค้านหลายคนออกมาส่งเสียงตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้นำรัฐบาล
เมื่อประเมินแล้วว่าไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้ ต้องยอมปล่อยให้เกิดการลอยตัวของน้ำมัน ลดการพยุงราคา สถานการณ์หน้าปั๊มคลี่คลาย นายกฯ จึงประกาศตั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นผู้บริหารสถานการณ์คนใหม่
วิกฤตศรัทธาที่ประชาชนในสังคมตั้งคำถามกับรัฐบาลเรื่องการบริหารจัดการน้ำมันจึงมีผลลัพธ์ติดลบตั้งแต่แรก
มากกว่านั้นยังเป็นครั้งแรกๆ ที่คนไทยได้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศอย่างกว้างขวางแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ผู้คนเริ่มเข้าใจเรื่องโครงสร้างราคา และเริ่มมองเห็นความไม่เป็นธรรมในระบบพลังงานไทย
แม้สัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยจะได้หน้าตาคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่เลือกตั้ง แต่ผลโพลที่ออกมาช่วงนี้ก็สะท้อนดัชนีความเชื่อมั่นรัฐบาลลดลงทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มทำงานอย่างจริงจัง
อาจเป็นเพราะเกือบ 20 คนในรัฐบาลใหม่ก็เป็นรัฐมนตรีจาก ครม.ชุดเดิม จึงคาดการณ์ว่าน่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญ
การเมืองเชิงพื้นที่และระบบโควต้ายังมีผลอย่างสำคัญต่อระบบการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ผู้คนมองไม่เห็นวิสัยทัศน์แบบแผนทางนโยบาย ทิศทางที่ ครม.จะผลักดันให้นโยบายต่างๆ เกิดขึ้นว่าจะมีรูปธรรมแบบใด
เมื่อรัฐบาลเป็นแบบโควต้า การเปลี่ยนแปลงที่จะดำเนินการต่อภาคส่วนราชการ จนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเดิมก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ล้วนมีเจ้าของ-ระบบเครือข่ายความสัมพันธ์เดิมครอบงำอยู่
เมื่อไม่สามารถแตะต้องระบบราชการได้ การจะทำให้กลไกรัฐ โครงสร้างการบริหารมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม หรือปรับให้ทันโลก ก็คงไม่เป็นไปได้โดยง่าย
มากกว่านี้ จนถึงวันนี้คนก็ยังไม่เห็นวาระทางการเมือง เป้าหมายทางนโยบายของนายกรัฐมนตรีเองว่าจะนำรัฐบาลไปในทิศทางใด จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เพราะอย่างน้อย หากตัวนายกฯ มีความชัดเจนว่าตัวเองมีความ “ปรารถนาทางการเมือง” ในทิศทางใด ก็จะเป็นการรักษากระทั่งฟื้นฟูศรัทธาทางการเมืองให้กลับคืนมาได้บ้าง
ขณะที่ฝ่ายบริหารยังไม่มีความชัดเจนทางทิศทางการเมืองและนโยบายรูปธรรม แต่ฝ่ายค้านมีความชัดเจนอย่างมาก
ไม่ว่าพรรคส้มจะเจอนิติสงครามมากี่ครั้ง ก็สามารถรักษาองคาพยพของการเมืองแบบก้าวหน้าให้เดินเครื่องต่อได้อย่างแทบไม่สะดุด มีนักการเมืองเจเนอเรชั่นใหม่ออกมารับไม้ต่อ วิ่งสู้ฟัด ตรวจสอบรัฐบาลอย่างแข็งขัน
รอบนี้รัฐบาลสีน้ำเงินยังต้องเจอกับฝ่ายค้านสีฟ้า-ค่ายประชาธิปัตย์ นำทีมตัวตึงโดยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พร้อมขย่มรัฐบาลด้วยวิธีการแบบรู้ไส้รู้พุงค่ายสีน้ำเงินเป็นอย่างดี
แน่นอนว่า ความท้าทาย ปัญหาและวิกฤตจะถาโถมพุ่งเข้าหารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างต่อเนื่องหลังจากนี้ เพราะจนถึงวันนี้แนวโน้มราคาพลังงานก็ยังไม่มีท่าทีลดลง แนวโน้มราคาสินค้าค่าครองชีพยังคงพุ่งสูง ขณะที่รัฐบาลนายอนุทินบริหารวิกฤตนี้มาแล้ว 1 เดือน จนถึงวันนี้ต้องยอมรับว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยประเมินว่ารัฐบาลอาจจะควบคุมวิกฤตนี้ไม่อยู่
แต่ก็เป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลใหม่จะมีโอกาสใช้อำนาจบริหารสถานการณ์อีกครั้ง เพราะรอบนี้ค่ายสีน้ำเงินควบคุมกระทรวงเศรษฐกิจไว้ในมือแทบทั้งหมด ดังนั้น หากฝ่าวิกฤตได้ รัฐบาลก็มีอนาคตสดใส แต่ถ้าทำไม่ดี ก็ไม่สามารถโทษใครได้ แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาล
วันนี้รัฐบาลสีน้ำเงินมีสถานะทางการเมืองเข้มแข็งมาก ควบคุมกลไกการเมืองตามรัฐธรรมนูญได้เกือบเบ็ดเสร็จ แต่ที่คุมไม่ได้คือ “เสียงของประชาชน”
วิกฤตพลังงานรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาสะท้อนชัดว่ารัฐบาลมีปัญหาด้านการบริหารการสื่อสารกับประชาชน
ไม่ว่าจะเป็นกรณีการประกาศพยุงราคาล่วงหน้าจนทำสถานการณ์หน้าปั๊มเกิดวิกฤต / ปรากฏการณ์ขึ้นราคาแบบลักหลับหลายรอบ / ความไม่โปร่งใสในการชี้แจงข้อมูล
ทั้งหมดสะท้อนว่ารัฐบาลมีความผิดพลาดด้านการประเมินสถานการณ์ ยังดีที่นายอนุทินจมูกไว เอ่ยปากขอโทษก่อนที่สถานการณ์ความไม่พอใจจะพุ่งถึงจุดสูงสุด
ซึ่งด้วยวัฒนธรรมแบบไทย ใครผิดพลาด และยอมรับผิดขอโทษ คนไทยก็จะให้อภัยและให้โอกาส
แน่นอน 4 ปีจากนี้ไม่ง่าย รัฐบาลนายอนุทินจะถูกตรวจสอบอย่างหนักจากทุกฝ่าย ตัวอย่างคือสัปดาห์นี้เองที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ก็เจอสื่อปีกอนุรักษ์ขุดประวัติการศึกษาออกมาเล่นงาน
หรือกรณี นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ก็นัดนักกิจกรรมการเมืองปีกอนุรักษนิยม ยื่นหนังสือคัดค้านรัฐบาลกรณีปัญหาการบริหารราคาน้ำมัน ต่อจากสัปดาห์ก่อน ที่เป็นการเคลื่อนไหวต้านรัฐบาลจากนักกิจกรรมปีกก้าวหน้านำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
แม้จะไม่ได้เป็นการเคลื่อนไหวระดับใหญ่ แต่นี่คือสัญญาณการเมืองว่า 4 ปีจากนี้ไม่ง่าย รัฐบาลอนุทินจะถูกตรวจสอบจากทุกขั้วอุดมการณ์การเมืองอย่างเข้มข้นทุกประเด็น
ชะตากรรมเรื่องน้ำมันราคาพลังงานของรัฐบาลนี้อยู่ในมือค่ายสีน้ำเงิน ซึ่งมอบไว้ในการนำของขิง เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ในฐานะ รมว.พลังงาน ต้องมาดูกันว่าจะสุดซอยแค่ไหน ทำแบบที่ทำกับกระทรวงอุตสาหกรรมไหม
เพราะตอนที่อยู่กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ก่อวีรกรรมไว้ไม่น้อยทีเดียว ทุกการกระทำจากนี้ แกนนำค่ายสีน้ำเงินจะเป็นผู้รับผิดชอบทางการเมืองอย่างเต็มสูบ
แม้ค่ายสีน้ำเงินจะชนะทางการเมืองได้เสียง ส.ส.เขตมากที่สุด แต่ต้องไม่ลืมว่าค่ายสีน้ำเงินแพ้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตแบบขาดลอย ดังนั้น หากรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินเริ่มด้วยการบริหารประเทศโดยระดับความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลต่ำเตี้ยเรี่ยดิน / ความหวาดระแวงทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง / ความไม่ไว้วางใจทางการเมืองอยู่ระดับสูง
หากยังเดินย่ำในเส้นทางการเมืองแบบที่เป็นมา เพราะเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของใบอนุญาตทางการเมืองที่ค่ายสีน้ำเงินได้รับ ไม่กล้าคิดใหม่ ไม่กล้าสร้างเจตจำนงทางการเมืองใหม่ให้ผู้คนเห็นพ้องต้องกัน และยังเดินหน้าแก้วิกฤตในอนาคตด้วยวิธีการเดิมๆ
วิกฤตความท้าทายในอนาคตจะยิ่งทำให้ความชอบธรรมของใบอนุญาตอำนาจจากประชาชนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
เมื่อลดลงถึงขีดสุด ประชาชนไม่อนุญาตให้มีอำนาจได้ เมื่อนั้นรัฐบาลก็อยู่ยาก
รัฐบาลยังมีโอกาสฝ่า “วิกฤตช่องแคบความชอบธรรม” นี้ได้ หากสามารถสร้างความหวังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนได้
ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ต้องพูดความจริงว่า “ยังไม่เห็น”
