โกเกี๊ยะ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ ขุนพลพลังงาน-พลังงอม สะบักสะบอมตั้งแต่ออกสตาร์ต
ในประเทศ
รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาและปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ท่ามกลางข้อสังเกตเรื่องไอ้โม่ง หรือกลุ่มทุนรายใหญ่ ที่ฉวยโอกาสกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรส่วนต่างบนความเดือดร้อนของประชาชน
ตามมาด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน เขย่าเสถียรภาพของรัฐบาลขั้นรุนแรง จุดกระแสแบนปั๊มน้ำมันพีที งดซื้อกาแฟพันธุ์ไทย เพื่อดัดหลังนักการเมืองที่อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน
โดยเฉพาะกรณีของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ที่กลายเป็นตำบลกระสุนตก ต้องรับแรงกระแทกจากทั่วทุกสารทิศ เปรียบเสมือนหนังหน้าไฟ หลังถูกแต่งตั้งให้มานั่งหัวโต๊ะ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.)
ทั้งที่ภูมิหลังเป็นถึงเจ้าพ่อน้ำมันรายใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือพีที ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ในวงการค้าปลีกน้ำมัน จนทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลสีน้ำเงินสั่นคลอนอย่างหนักในสายตาประชาชน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานายพิพัฒน์ถูกฝ่ายค้านล็อกเป้าโจมตีในสภา โดนอภิปรายแบบจัดหนักจัดเต็มและตั้งคำถามว่ามีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายพลังงานหรือไม่ อย่างไร
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซัดแรงว่านายพิพัฒน์แก้ปัญหาแบบวัวหายล้อมคอก และยังสลัดไม่หลุดจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมย้อนเกล็ดนายพิพัฒน์ที่เคยบอกว่าจะจับไอ้โม่ง
แต่พอนายกฯ อนุทินมานั่งหัวโต๊ะ กลับลำบอกว่าไม่มีไอ้โม่ง มีแต่กองทัพมดหรือประชาชนที่ตื่นตระหนกกันไปเอง กลายเป็นการโยนบาปให้คนธรรมดาเพื่อปกป้องกลุ่มทุนหรือไม่
ขณะที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาตำหนินโยบายแก้วิกฤตพลังงานของรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อน โดยระบุว่า รัฐมนตรีพิพัฒน์ตรรกะพังมาก ไม่ลดภาษีสรรพสามิต เพราะกลัวรายได้รัฐบาลลด และงบฯ ปี 2570 ที่รัฐบาลจะใช้ได้จะน้อยลง แต่เลือกใช้กองทุนน้ำมันมาอุดหนุนแทน แล้วพอน้ำมันลงค่อยไปบวกเงินคืนจากประชาชนเพื่อชดเชยกองทุน
สรุปคือรัฐบาลเลือกให้ประชาชนรับภาระและเป็นหนี้ในอนาคต แทนที่ตัวเองจะรับภาระแทนประชาชน โดยการรัดเข็มขัดหรือลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ถ้าผู้บริหารประเทศคิดแบบนี้ ก็ไม่สมควรมาบริหารประเทศ
วิกฤตราคาน้ำมันที่ว่าหนักแล้ว แต่รัฐบาลนายอนุทินยังเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต สอบตกเรื่องการสื่อสารกับประชาชน โฆษกป้ายแดงแห่ง ศบก. โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา ประเดิมงานแรกก็เรียกขบวนรถทัวร์ทันที
หลังออกมาปกป้องและแก้ต่างให้นายพิพัฒน์ ปมลักหลับขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก เพราะโฆษกกับรัฐมนตรีพูดกันไปคนละทิศคนละทาง และย้ำว่านายพิพัฒน์ไม่ได้โกหก แต่ปัจจัยอยู่ที่ตลาดโลก
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่สร้างความเดือดร้อนกับประชาชนเป็นวงกว้าง จึงมีกระแสเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ลาออกจากตำแหน่ง ผอ.ศบก. เพื่อลบข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจในครอบครัว
โดยขุนพลพลังงาน-พลังงอมรัฐบาลนายอนุทินเปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง ผอ.ศบก. ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทแล้ว แต่นายกฯ ไม่อนุมัติ
“ผมได้ยื่นใบลาออกไปแล้ว ท่านหัวหน้า (อนุทิน) บอกว่าจะลาออกไปทำไม ท่านนายกฯ บอกว่าไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องลาออก”
“เราทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เมื่อเราโปร่งใสจริง ผลประโยชน์ทับซ้อนก็อย่าไปฟัง ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์คิด แต่การกระทำของตัวเราเอง หรือความบริสุทธิ์ของใจเราเอง นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าเรารับได้หรือไม่ได้”
“ผมโดนทัวร์ลงหนักขึ้นทุกวัน ผมออกจากธุรกิจตอนนี้ก็ 24 ปีแล้ว การถือหุ้นขณะนี้ จริงๆ มีออกข่าวไปแล้ว ส่วนตัวเหลืออยู่ 2 ล้านหุ้น จากที่ผมเคยถือหุ้นอยู่ทั้งหมดสูงสุด 75 ล้านหุ้นในอดีต และผมทยอยขายมาเรื่อย”
“ผมเป็นรัฐมนตรีแล้วรวยมาก ก็ขายหุ้นไปเรื่อย กินไปเรื่อย ตอนนี้เหลือ 2 ล้านหุ้น ส่วนหุ้นที่อยู่ในโฮลดิ้งผมไม่มีสิทธิ์ไปแตะต้องในการซื้อขาย หรือการเทรดทั้งหมด และหุ้นในส่วนนั้นตามรัฐธรรมนูญ ผมต้องไปฝากไว้ที่หลักทรัพย์” รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าว
ต้องยอมรับว่ามรสุมทางการเมืองครั้งนี้ทำให้คนในตระกูล ‘รัชกิจประการ’ ถูกสังคมมองว่าเป็นกอบโกยผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมัน ท่ามกลางความเดือดร้อนของประชาชน กลายเป็นปัจจัยเชิงลบเล่นงานโกเกี๊ยะจนสะบักสะบอม สะเทือนแรงไปยังความเชื่อมั่นและเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่ออกสตาร์ต ครม.อนุทิน 2
จับตาประเด็นปัญหาปากท้อง อาจเป็นเงื่อนไขปลุกม็อบออกมาขับไล่รัฐบาลได้ทุกเมื่อ
สอดรับกับสัญญาณยอมถอย หลังนายพิพัฒน์เปิดใจผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand โดยระบุว่าต้องการให้นายกฯ ทบทวนการกำกับดูแลงานของรองนายกฯ และแสดงเจตจำนงไม่ขอกำกับดูแลกระทรวงพลังงานอีกต่อไป
“เมื่อสังคมมีความกังวล ไม่ต้องการให้ผมกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ผมอาจจะขอว่าหยุดเถอะ หากสังคมไม่ยอมรับ ก็อาจไปทำหน้าที่สนับสนุนกระทรวงอื่นแทน เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น และนายกฯ อาจแต่งตั้งที่ปรึกษาเฉพาะด้านเข้ามาช่วยงานได้” นายพิพัฒน์กล่าว
โดยนายกฯ อนุทินได้วางตัวนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้มานั่งคุม ศบก.แทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชนและนายพิพัฒน์เอง
ขณะที่มุมมองของ รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟและคอลัมนิสต์ ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ The Politics ข่าวบ้าน การเมือง วิเคราะห์ภาวะผู้นำของนายอนุทินในสถานการณ์วิกฤตได้อย่างน่าสนใจ
รศ.ดร.บัณฑิตชี้ว่าการบริหารนโยบายพลังงานแบบไม่โปร่งใส ทำให้สังคมเกิดข้อกังขา ซึ่งในยามวิกฤตนายกฯ อนุทินจำเป็นที่จะต้องคิดนอกกรอบ หรือหักจุดยืนบางอย่าง เพื่อตัดสินใจว่ามันคือผลประโยชน์ของพวกพ้อง หรือผลประโยชน์ของประเทศชาติ
“ปัญหาที่บอกว่านักการเมืองไม่ควรถือหุ้นสื่อ ในทางกลับกันเรื่องน้ำมัน เรื่องพลังงาน ทำไมเราถึงปล่อยให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Conflict of interest (ผลประโยชน์ทับซ้อน) คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถือหุ้นสื่อกี่บาท ยังถูกให้ออกเลยนะ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เซ็นเรียบร้อยแล้ว ก็ยังโดน”
“แต่คนที่ถือหุ้นพลังงานไปตัดสินใจเรื่องพลังงาน คุณจะมีหุ้น 10-20 ล้าน ก็ไม่สมควร คุณจะตอบเรื่อง Conflict of interest ยังไงล่ะ เรื่องน้ำมันนี่คือความเป็นความตายของประเทศในเรื่องพลังงานเลยนะ”
“แล้วความเป็น Leadership ของคุณ ก็จะไม่ปรากฏ ถ้ายังทำกันแบบนี้นะ ซึ่งในความเป็นจริงมีวิธีการบริหารที่โปร่งใสได้มากกว่านี้ มีช่องทางที่ดีกว่านี้ แต่ทำไมรัฐบาลไม่เลือกใช้” รศ.ดร.บัณฑิตกล่าว
ส่วนประกิต กอบกิจวัฒนา สะท้อนว่าปัญหาตอนนี้คนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล เพราะนายกฯ อนุทินล้มละลายทางความเชื่อมั่นไปแล้ว เหตุยับยั้งนายพิพัฒน์ไม่ให้ลาออกจากตำแหน่ง ผอ.ศบก.
“คุณอนุทินเอาความมั่นใจอะไรไปการันตีคุณพิพัฒน์ บนความไม่เชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล”
“ถ้าคุณอนุทินเซ็นใบลาออกให้คุณพิพัฒน์ ก็จะช่วยทำให้ความเชื่อมั่นกลับมา เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนที่มีสปิริต ผมว่าสปิริตอย่างนี้สังคมไทยต้องการ”
“แต่นายกฯ กลับไปยับยั้งท่านทำไม คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากช่วยดันกันไป คุณไม่ได้อยู่ในห้องของคุณนะ แล้วมีแต่คนส่งเสียงเชียร์ คุณลองมาฟังเสียงชาวบ้านคุยกันสิ” ประกิต กอบกิจวัฒนา วิจารณ์การทำงานของนายกฯ อนุทิน ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินจนสะบักสะบอม
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดันค่าครองชีพประชาชนให้เดือดร้อนกันทั่วหน้า
สุดท้ายวาทกรรม “พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว” จึงกลายเป็นมีมล้อเลียนและเป็นตลกร้ายของชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์กับวิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
