bg-single

ศาสนากับสงครามของทรัมป์! | สุรชาติ บำรุงสุข

06.04.2026

สงครามอิหร่านยังคงเดินหน้า เพราะสหรัฐและอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านไม่หยุด ความหวังที่จะเห็นข้อตกลงสันติภาพดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พร้อมกันนี้ ทรัมป์โพสต์ขู่ที่จะเปิดการโจมตีอิหร่านไม่หยุด

ฉะนั้น ใครที่ติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน จะต้องคอยติดตามว่า ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ จะโพสต์อะไร เนื่องจาก ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีที่ไม่อาศัยการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว เป็นสถานที่หลัก หากแต่ทรัมป์เป็นคนที่ชอบสื่อสารทางตรง เขาจึงสื่อสารถึงทั้งชาวอเมริกัน ชาวโลก และฝ่ายตรงข้าม ผ่านการโพสต์ของเขา

ในวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้สื่อสารเรื่องสงครามอิหร่านอีกครั้ง โดยการโพสต์ด้วยตัวเขาเองดังเช่นที่ผ่านมา … ถ้าเราอ่านโพสต์นี้ของทรัมป์ เราอาจจะคิดว่า โพสต์นี้เป็นข่าวปลอม ไม่ใช่โพสต์ของประธานาธิบดีอเมริกัน เพราะภาษาที่ใช้นั้น หยาบ และมีนัยทางศาสนาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

สาระของการโพสต์นอกจากขู่ในการโจมตีอิหร่านแล้ว ยังขู่ว่า “จะเปิดช่องแคบหรือจะไปอยู่ในนรก” และทั้งยังเอยนามของพระเจ้าในศาสนาอิสลาม การกระทำเช่นนี้ ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะประเด็นทางศาสนาเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนอยู่ในใจคน และอาจขยายความขัดแย้งให้มากขึ้น

อ่านข้อความที่ทรัมป์ในวันที่ 5 แล้ว อดกังวลว่า ความไม่ละเอียดอ่อนของทรัมป์จะทำให้ปัญหาสงครามอิหร่าน ยกระดับไปเป็น “สงครามศาสนา” หรือถ้าใช้ภาษาทางรัฐศาสตร์แล้ว สิ่งที่ทรัมป์กล่าวนั้น อาจนำไปสู่ “ความขัดแย้งทางอารยธรรม” เช่นที่เคยมีความกังวลกันมาแล้ว


ในวงวิชาการรัฐศาสตร์ คำนี้มาจากงานของนักวิชาการรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันคือ ”แซมมวล ฮันติงตัน” ในบทความทางวิชาการเรื่อง “The Clash of Civilizations” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Foreign Affairs ในปี 1996 (พศ. 2539) [เขาเสียชีวิตในปี 2008]

ฮันติงตันเสนอว่า ความขัดแย้งของโลกในยุคหลังสงครามเย็นถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้ที่วางอยู่บนความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์หรือเศรษฐกิจ ที่เป็นเช่นนี้เพราะอัตลักษณ์ทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมนั้น เป็นปัจจัยที่สูงสุดในความเป็นอัตลักษณ์แห่งชาติ และมีความเป็นตัวตนสูงสุดของความเป็นมนุษย์ในสังคม

เมื่อแนวคิดในเรื่องของ “การปะทะทางอารยธรรม” ถูกนำเสนอในเวทีสาธารณะนั้น บทความถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเฉพาะถูกมองว่า เป็นการตีความที่ผิวเผิน และตีความช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งในเวทีโลกต่อไปในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์

แต่ก็ต้องยอมรับว่า แนวคิดนี้ถูกนำไปขยายความอย่างกว้างขวางในเวลาต่อมา เนื่องจากได้เกิดเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน 2001 โดยขบวนการก่อการร้ายของชาวมุสลิม อันนำไปสู่ความขัดแย้งสำคัญในยุคหลังสงครามเย็นคือ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ที่ขยายตัวออกไปในหลายพื้นที่ของโลก และกลายเป็นทิศทางสำคัญของสงครามในเวทีโลกในต้นศตวรรษที่ 21

สงครามต่อต้านการก่อการร้ายหรือ “War on Terror” ตามคำของผู้นำสหรัฐนั้น เป็นสงครามที่รัฐบาลอเมริกันเปิดการต่อสู้กับกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่สหรัฐเชื่อว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน ซึ่งในด้านหนึ่ง ปัญหานี้ถูกตีความให้เป็นเสมือนกับการต่อสู้ระหว่าง “สหรัฐ vs. โลกมุสลิม” หรือถูกมองว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของ “ตะวันตก vs. โลกอิสลาม” ตามแนวคิดของฮันติงตัน

ในความเป็นจริง สถานการณ์ไม่ได้ไปไกลถึงจุดที่จะเป็น “การปะทะทางอารยธรรม” ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายก็ประคับประคองที่จะไม่ให้กลายเป็น “ความขัดแย้งระหว่างอารยธรรม” เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงแล้ว สงครามในลักษณะเช่นนี้จะยิ่งควบคุมได้ยาก และมีความรุนแรงมากขึ้น

แม้ในยุคสงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่สหรัฐรับบทบาทเป็นแกนนำในการทำสงครามต่อสู้กับขบวนติดอาวุธของปีกมุสลิมสุดโต่ง จนทำให้สงครามยกระดับขยายเป็นการบุกอัฟกานิสถาน และอิรักในเวลาต่อมา แต่ก็ไม่ได้มีการหยิบยกประเด็นทางด้านอารยธรรมขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงเท่าใดนัก

แต่การโพสต์ของทรัมป์ในวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า เป็นการใช้ภาษาที่มีความล่อแหลม และอาจชวนให้พี่น้องมุสลิมในหลายส่วนของโลก ไม่พอใจกับคำกล่าวของทรัมป์ (โดยไม่จำเป็นว่า คนเหล่านั้นจะต้องเห็นด้วยกับระบอบการปกครองอิหร่านหรือไม่ก็ตาม) อันอาจทำให้เกิดการตีความว่า ทรัมป์กำลังทำให้สงครามอิหร่านกลายเป็นความขัดแย้งทางด้านอารยธรรมระหว่าง “คริสต์ vs. อิสลาม” ไปด้วย

เราคงต้องยอมรับความจริงว่า ผู้นำอย่างทรัมป์ไม่ใช่คนที่ตระหนักถึงความละเอียดอ่อนทางด้านศาสนาและวัฒนธรรม และไม่ตระหนักว่า ผู้นำรัฐไม่ควรก้าวล่วงไปแตะต้องสิ่งที่เป็น “อัตลักษณ์” ของความเป็นมนุษย์ และเป็น “อัตลักษณ์แห่งชาติ” ที่วางอยู่บนเรื่องของอารยธรรม เพราะการกระทำเช่นนี้จะยิ่งกระตุ้นให้สงครามรุนแรงขึ้น และจบได้ยากขึ้น
ถ้าสงครามจบลงได้จริง ความบาดหมางในใจ อันเป็นผลจากการแตะต้องเรื่องของศาสนาเช่นนี้ ก็อาจกลายเป็น “บาดแผลทางอารยธรรม” ที่ทำให้สงครามจบลงจริงๆ ได้ยาก
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงความสำเร็จของการช่วยเหลือนักบินอเมริกันอีกนาย ด้วยการใช้คำที่มีนัยทางศาสนาว่า ความสำเร็จครั้งนี้เป็น “ความมหัศจรรย์ของเทศกาลอีสเตอร์” (The Easter Miracle) ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของชาวคริสต์ เสมือนหนึ่งความสำเร็จนี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้าในศาสนาคริสต์ประทานให้

ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดการตีความว่า เส้นแบ่งระหว่างศาสนา อันมีนัยเป็นเรื่องของความศรัทธากับนโยบายการเมืองทรัมป์ กำลังถูกทำให้หายไป และทรัมป์กำลังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการทำสงครามกับอิหร่าน และคนใน ครม. ของทรัมป์ ก็มีท่าทีในการอ้างอิงด้วยเรื่องทางศาสนาเช่นเดียวกับทรัมป์ จนทำให้เกิดความกังวลว่า ทรัมป์กำลังใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม

ดังนั้น หลังจากเห็นโพสต์วันที่ 5 เมษายน ของทรัมป์แล้ว จึงอดคิดถึงข้อเขียนของฮันติงตันเรื่อง “การปะทะทางอารยธรรม” ไม่ได้ กระนั้น ก็หวังอย่างมากว่า สงครามอิหร่านจะไม่กลายเป็น “สงครามอารยธรรม” ดังเช่นประวัติศาสตร์ของสงครามครูเสดในอดีต ที่รบกันตั้งแต่ปี 1095 จนสิ้นสุดในปี 1291… สงครามรบยาว 196 ปี ซึ่งโลกยุคปัจจุบันทำเช่นนั้น ไม่ได้อย่างแน่นอน !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา