สำหรับผู้ที่สนใจติดตามการเมือง มักจะต้องติดตามว่าการจัดคณะรัฐมนตรีอย่างแน่นอน เพื่อให้รู้ว่า ใครจะเข้าดำรงตำแหน่งในกระทรวงใด เนื่องจากการวางตัวบุคคลในคณะรัฐมนตรีจะเป็นการ “ขายภาพ” ชิ้นแรกของรัฐบาล
นอกจากการจัดตัวบุคคลใน ครม. แล้ว บรรดา “คอการเมือง” ยังต้องติดตามการแบ่งสายงานของคณะรัฐมนตรีว่า จะออกมาในลักษณะใด เพราะการแบ่งงานดังกล่าวจะสะท้อนถึงทิศทางและความเป็นไปในแต่ละภาคส่วนของรัฐบาลในอนาคตอีกทางหนึ่งด้วย
ข้อสังเกตด้านความมั่นคง
ดังนั้น หากพิจารณาเฉพาะส่วนของมิติด้านความมั่นคงแล้ว การแบ่งงานของคณะรัฐมนตรีล่าสุดของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล อาจทำให้เราตั้งข้อสังเกตได้ดังนี้
1) รัฐบาลนายกฯ อนุทิน มีความคล้ายคลึงกับรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ที่ไม่มีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ซึ่งในแต่ละรัฐบาล ก็อาจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป แต่ในยุคนั้น งานความมั่นคงอยู่กับนายกฯ เศรษฐาโดยตรง
2) การไม่มีรองนายกฯ ความมั่นคงอาจเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลต้องพึ่งพากลไกของระบบราชการเป็นปัจจัยหลักคือ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งก็เป็นส่วนงานที่นักการเมืองเองก็อาจมีความคุ้นเคย
3) การพึ่งพากลไกเช่นนี้ อาจมีนัยหมายถึง การมอบงานเชิงนโยบายให้กับเลขาธิการสภาความมั่นคง (เลขา สมช.) ให้รับบทบาทหลักในเรื่องของงานความมั่นคง อันอาจทำให้เกิดการตีความว่า นายกฯ ผลักงานในระดับนโยบายในมิติด้านความมั่นคงมาให้ข้าราชการเป็นฝ่ายที่รับภาระแทน
4) การดำเนินงานในลักษณะเช่นนี้อาจเป็นเรื่องง่าย ที่นายกฯ จะมีเลขา สมช. มาเป็นผู้รับมอบงานไปทำแทน แต่ต้องระวังไม่ให้สิ่งที่เกิดกลายเป็น “นโยบายความมั่นคงของรัฐราชการ” เนื่องจาก ฝ่ายการเมืองควรเป็นผู้กำหนดความต้องการทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ปล่อยให้การกำหนดยุทธศาสตร์เป็นเรื่องของข้าราชการ
5) การตัดสินใจของรัฐบาลที่จะไม่มีรองนายกฯ ความมั่นคง อาจเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในทางการเมือง เพราะมีความจำเป็นในการจัดสรรเก้าอี้ของคณะรัฐมนตรีให้ลงตัว เนื่องจากความจำกัดของจำนวน ครม. จึงไม่มีการแต่งตั้งจำนวนเพิ่ม
6) แต่ถ้าจะจัดสายงานตามข้อ 5 ดังกล่าวแล้ว นายกฯ ควรเข้ามาเป็นผู้ดูแลงานความมั่นคงด้วยตัวเอง มิใช่แจกงานบางส่วนไปที่รองนายกฯ บางท่าน ซึ่ง 3 ส่วนงานความมั่นคงหลักที่นายกฯ ควรจะต้องดูแลโดยตรง ได้แก่ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ. บต.)
7) ในระบบงานความมั่นคง สมช. สขช. และ ศอ. บต. ล้วนต้องทำงานประสานกับ กอ. รมน. ที่นายกฯ เป็นประธานด้วย การกำกับดูแลทั้ง 3 หน่วยงานนี้ จึงควรอยู่ภายใต้บุคคลคนเดียวกัน ที่มีอำนาจสูงสุด เพื่อให้เกิดเอกภาพในการทำงาน (ในกรณีที่จะไม่มีการแต่งตั้งรองฯ ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง)
8) การแยกการกำกับการทำงานของ สมช. ไว้ที่นายกฯ และเอา สขช. และ ศอ. บต. ไปไว้ที่รองนายกฯ อาจจะทำให้เกิดปัญหาในระบบงานความมั่นคง และอาจเป็นสัญญาณว่า งานความมั่นคงถูกมองว่าเป็น “งานรองบ่อน” และแยกส่วนไว้คนละที่

9) การแยกงานเช่นนี้ อาจทำให้เกิดการตีความในทางลบว่า นายกฯ ไม่สนใจงานความมั่นคง หรืออาจถูกมองในอีกทางว่า นายกฯ ไม่เข้าใจระบบงานความมั่นคง จึงแยกองค์กรความมั่นคงออกจากการอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาเดียวกัน
10) การแยกงาน สขช. และ ศอ. บต. ไปไว้ที่รองนายกฯ นั้น อาจทำให้เกิดคำถามในทางปฏิบัติว่า รองนายกฯ ท่านนั้น ทำหน้าที่เป็นรองฯ ความมั่นคงด้วยหรือไม่ เพราะต้องกำกับดูแลงานภาคใต้ ซึ่งดำเนินการภายใต้ ศอ. บต. และงานการข่าวของประเทศภายใต้ สขช. อันทำให้เกิดคำถามว่า รองนายกฯ ท่านนั้น จะสามารถรับผิดชอบงานในภารกิจดังกล่าวได้จริงเพียงใด
11) การแบ่งงานเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากจากคนทำงานในจังหวัดภาคใต้ว่า รองนายกฯ ท่านนี้ จะต้องกำกับงานภาคใต้ทั้งหมด ที่รวมถึงเรื่องการเจรจากับ BRN ด้วยหรือไม่ เพราะการเจรจาในปัญหาภาคใต้ จะเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลจะต้องคิดในการกำหนดทิศทาง
12) ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงจากการเมืองโลก และจากความมั่นคงภายใน หากนายกฯ ไม่ต้องการมีรองฯ ความมั่นคง ที่จะช่วยกำกับดูแลเรื่องนี้ นายกฯ ควรนำมาไว้กับตนเอง อย่างน้อยเพื่อเป็นสัญญาณว่า รัฐบาลโดยนายกฯ มีความสนใจงานความมั่นคงอย่างแท้จริง

ความท้าทาย
จากที่กล่าวทั้งหมดในข้างต้น ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานความมั่นคงถูก “มัดรวม” อยู่ภายใต้บุคคลผู้เดียวที่จะเป็นเสมือน “เซ็นเตอร์ความมั่นคง” ของรัฐบาล ซึ่งควรจะเป็นหน้าที่ของนายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบดูแล (ถ้ารัฐบาลตัดสินใจที่จะไม่มีรองนายกฯ ความมั่นคง) มิใช่เกิดภาพของการ “แยกส่วน” งานความมั่นคงออกจากกัน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเอกภาพ มากกว่าการช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่กำลังมีความซับซ้อนมากขึ้น
บทความนี้ เขียนด้วยข้อเสนอที่ต้องการเห็น รัฐบาล “ใส่ใจ” งานความมั่นคง เพราะประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงอย่างที่เราไม่คาดคิดมากก่อน การเตรียมประเทศด้านความมั่นคงจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบัน !
