ร้องไห้กับเสียงกระซิบที่ดอนเมือง ! | สุรชาติ บำรุงสุข
สำหรับคนที่ติดตามหัวข้อข่าวเรื่องทหารกับการเมืองแล้ว ข่าวจากกรุงเทพธุรกิจลงวันที่ 9 เมษายน 2026 เป็นประเด็นที่ชวนให้ต้องอ่านเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไปร่วมงานในวันเกิดของกองทัพอากาศไทย เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา และปรากฏเป็นหัวข้อข่าวว่า “นายกฯ อนุทิน” ร่วมงานเลี้ยง “วันกองทัพอากาศ” ร้องไห้พูดความในใจ เผยได้รับเสียงกระซิบทำให้มั่นใจรบชนะกัมพูชา … ในงาน ผู้บัญชาการทหารอากาศ ได้มอบระเบิดจำลอง Mark 82 เป็นที่ระลึกให้กับนายกรัฐมนตรี
ว่าที่จริง ถ้าจะสรุปและตีความจากข่าวนี้ ก็คือ นายกฯ อนุทินเชื่อมั่นว่า กองทัพไทยจะรบชนะกัมพูชาอย่างแน่นอน ด้วยการใช้กำลังทางอากาศ และต้องเรียกความมั่นใจครั้งนี้ว่า “เสียงกระซิบที่ดอนเมือง” !

ความเชื่อของนายกฯ ไทย
ความเชื่อของนายกฯ อนุทินคงสรุปในมิติทางการเมืองได้ว่า ไทยจะชนะสงครามกัมพูชา ด้วยการใช้กำลังทางอากาศโจมตี แล้วในที่สุด กัมพูชาจะเป็นฝ่ายประกาศการยอมแพ้ไทย แต่จนถึงปัจจุบัน สภาวะเช่นนี้ ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด … กำลังทางอากาศอาจเป็นพลังอำนาจทางทหารที่น่ากลัว แต่สุดท้ายแล้ว อาจจะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้รัฐต้องยอมแพ้ในสงครามสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อว่า รัฐสามารถชนะสงครามได้ด้วยการใช้กำลังทางอากาศนั้น มีรากฐานมาจากความคิดที่เชื่อว่า การโจมตีทางอากาศจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของรัฐข้าศึก จนในที่สุด รัฐนั้นจะเป็นฝ่ายที่ยอมแพ้ เพราะในทางทฤษฎี การโจมตีทางอากาศอย่างหนักจะทำให้รัฐคู่พิพาทไม่มีขีดความสามารถในการทำสงคราม และสังคมเองก็ประสบความเสียหายอย่างหนัก จนต้องยอมรับการยอมแพ้
ในความเป็นจริงนั้น การแพ้-ชนะในสงครามมีความซับซ้อนมากกว่าความเชื่อในทฤษฎีการสงครามทางอากาศ แต่การอธิบายเพื่อให้เกิดความเชื่อสำหรับการ “สร้างวาทกรรมสงคราม” นั้น อาจทำได้ด้วยการลดทอนคำอธิบาย แต่การทำเช่นนั้น อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดสำหรับฝ่ายการเมืองในทางยุทธศาสตร์ ตัวอย่างของวาทกรรมว่ารัฐสามารถชนะได้ด้วยการใช้กำลังทางอากาศคือ ตัวแบบจากสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991
ในสงครามครั้งนั้น กำลังทางอากาศของสหรัฐมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมาก ทำลายขีดความสามารถของกำลังรบทางบกของอิรักได้อย่างมาก แต่ชัยชนะสุดท้าย กระทำด้วยการส่งกำลังทางบกของสหรัฐเข้าสู่คูเวต หากปราศจากการใช้กำลังทางบกเข้าควบคุมพื้นที่แล้ว การยอมแพ้จะไม่เกิดขึ้นจริง … ปัจจัยชี้ขาดสุดท้ายคือ สงครามทางบก
สงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งนั้น อาจทำให้เกิดจินตนาการว่า กำลังทางอากาศจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้รัฐศัตรูยอมแพ้ และยิ่งเทคโนโลยีทางอากาศมีความทันสมัยมากเท่าใด ความเชื่อเช่นนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น จนบางครั้ง ทำให้เราละเลยเงื่อนไขทางสังคมการเมืองของรัฐเป้าหมาย
อีกทั้ง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทหาร อาจทำให้เราละเลยเงื่อนไขทางสังคมจิตวิทยาเช่นที่ปรากฏในงานวิจัยว่า สังคมที่ถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนัก อาจจะไม่ทำให้สังคนนั้นล่มสลายและยอมแพ้ แต่อาจส่งผลในด้านกลับ ที่ทำให้คนในสังคมเกิดเอกภาพในการต่อสู้กับศัตรูภายนอกมากขึ้น ไม่ใช่การแพ้อย่างที่ประมาณการในทางทฤษฎี
ในทางปฏิบัติ สงครามมีผลด้านกลับเสมอ นักการทหารที่หวังผลด้านเดียวจากอำนาจการทำลายของอาวุธสมัยใหม่ อาจจะต้องเผื่อใจที่ผลของอำนาจการทำลายอาจจะไม่ให้ผลตามความต้องการแบบอัตวิสัย
นักการทหารในประวัติศาสตร์สงครามที่มีอัตวิสัยด้วยความเชื่อแบบด้านเดียว ไม่เคยรบชนะข้าศึก … นักการเมืองที่มีแต่อัตวิสัย และไม่มีความเข้าใจเรื่องสงคราม เขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถเอาชนะข้าศึกได้เท่านั้นหากแต่ยังอาจนำประเทศความเพลี่ยงพล้ำในสงครามได้ด้วย
ความเชื่อของทำเนียบขาว
ดังนั้น ถ้าเราติดตามข่าวสงครามอิหร่านแล้ว เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู น่าจะมีความเชื่อในแบบเดียวกันว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล จะทำให้ระบอบการปกครองแบบจารีตนิยมของอิหร่าน ต้องล่มสลาย และเกิดการ “เปลี่ยนแปลงระบอบ” การเมืองของอิหร่าน (เกิด regime change ในทางทฤษฎี) และอิหร่านจะยอมรับการยอมแพ้

ความเชื่อเช่นนี้คือ การโจมตีทางอากาศแต่เพียงอย่างเดียว จะทำให้สหรัฐ และอาจรวมถึงอิสราเอลชนะสงคราม ซึ่งโดยนัยก็คือ อิหร่านแพ้แน่นอน และสหรัฐจะไม่จำเป็นต้องส่งกำลังรบทางบกเข้าสู่สนามรบในอิหร่าน เช่นที่สหรัฐประสบปัญหามาแล้วในอัฟกานิสถาน และอิรัก
แต่จนถึงวันนี้ ระบอบการปกครองของอิหร่านไม่ล้ม … พลังอำนาจทางทหารของอิหร่านถูกทำลาย แต่อิหร่านยังมีอำนาจในการรบ และเปิดการโจมตีกับอิสราเอล และกับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย
บทความนี้ไม่ได้คาดหวังให้ผู้นำทหารไทยปรับเปลี่ยนความคิดไปกับบทเรียนของสงครามในเวทีโลกเพราะระบบความเชื่อและวัฒนธรรมองค์กรของทหารไทย ไม่ได้ถูกออกแบบให้เกิดการปรับตัว และไม่มีความยืดหยุ่นพอในการปรับความคิด (วิจารณ์มากกว่านี้ ก็จะโกรธกันเสียเปล่าๆ !)
อีกทั้ง ยังเกิดการยึดมั่นในกระแสชาตินิยมสุดโต่งที่เชื่อว่า พลังอำนาจทางทหารของไทยจะทำลายอำนาจกำลังของฝ่ายตรงข้ามได้หมด ซึ่งเป็นความเชื่อในยุทธศาสตร์ทหารที่ไม่เป็นจริง และเป็น “กับดักสงคราม” ที่ทำให้ผู้นำการเมืองไทยหมกมุ่นอยู่กับความเชื่อในการใช้กำลังจัดการกับรัฐเพื่อนบ้าน
ว่าที่จริง ทรัทป์และเนทันยาฮู ก็คิดเช่นนี้ไม่แตกต่างกันในการโจมตีอิหร่าน … ผู้นำไทยก็ดูเหมือนจะอยู่ในกระแสความคิดแบบเดียวกัน
ปัญหาทางยุทธศาสตร์
วันนี้ กองทัพอากาศกัมพูชามีเพียงแค่เครื่องบินขนส่งทั้งแบบปีกติดและปีกหมุน ไม่มีเครื่องบินขับไล่ ไม่มีเครื่องบินรบที่ทันสมัย แต่กัมพูชามีพันธมิตรในเวทีโลกที่พร้อมจะช่วย จนบางที “ระเบิดแบบมาร์ค 82” ของไทยอาจไม่ได้มีความหมายในทางยุทธศาสตร์อะไร
ดังนั้น บทเรียนที่สำคัญคือ สงครามทางอากาศอาจทำให้รัฐตรงข้ามอ่อนแอ แต่อาจไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้รัฐแพ้สงคราม เช่นในกรณีของอิหร่าน
ประเด็นทางยุทธศาสตร์เช่นนี้ ฝ่ายการเมืองไทยควรจะต้องคิดไตร่ตรอง …สงครามกัมพูชาอาจจะสนองตอบผู้นำทหารสาย “นิยมสงคราม” และบรรดาสาย “ชาตินิยมสุดโต่ง” เพราะได้แสดงอำนาจทางทหารของไทยเหมือนการจัด “รายการเรียลริตี้” อีกแบบ
สงครามเช่นนี้ อาจจะ “สร้างวีรบุรุษ” แต่ไม่อาจสร้าง “ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์” ได้จริง … ไม่ต่างกับสงครามอิหร่านที่ก็ไม่ให้ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์กับทรัมป์ ยกเว้นสนองความ “สะใจ” ของเนทันยาฮู !
ปล.: เมื่อนายกฯ ไปหลั่งน้ำตาที่ดอนเมือง ย่อมทำให้ผู้ที่ติดตามข่าวตีความกันว่า เดี๋ยวกองทัพอากาศก็คงจะ“ของบ” ไปซื้ออาวุธในยุคน้ำมันแพงเช่นปัจจุบัน แต่ปัญหาคือ อีก 2 เหล่าทัพ จะเชิญนายกไป “หลั่งน้ำตา” บ้างไหมในยามนี้ (555)
