สำหรับคนที่สนใจติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น คงต้องยอมรับว่าได้เกิดเหตุพลิกผันอย่างคาดไม่ถึง
จุดของความพลิกผันเกิดจากกรณีการลอบสังหาร นาย กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. จังหวัดนราธิวาสของพรรคประชาชาติ และผลที่ตามมาได้กลายเป็น “ประเด็นร้อน” ของการถกเถียงในพื้นที่อย่างมาก อีกทั้ง เมื่อเกิดเวทีแถลงข่าวของทางแม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 และคณะ ส่งผลให้ปัญหานี้ทำท่าจะขยายวงเป็น “วิวาทะระดับชาติ” ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และส่อจะเป็นปัญหาการเมืองไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายของการสังหารเป็นผู้แทนราษฎรด้วย

ข้อสังเกตด้านความมั่นคง
บทความนี้ ไม่ได้ต้องการแสวงหาคำตอบในเรื่องทางคดี แต่อยากจะขอตั้งข้อสังเกตในมิติด้านความมั่นคงจากปัญหาและวิวาทะที่เกิดขึ้น ดังนี้
1) ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังเป็นปัญหาความมั่นคงภายในที่สำคัญของรัฐไทย การทำความเข้าใจกับสถานการณ์และความเป็นไปของปัญหา เป็นความจำเป็นสำหรับผู้บังคับบัญชาในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคง และอีกส่วนคือ ฝ่ายการเมืองที่มีความรับผิดชอบในทางนโยบาย จะมองปัญหาความรุนแรงในพื้นที่อย่างปล่อยผ่านเลยไปไม่ได้
2) การจัดวางบุคลากรในตำแหน่งของงานความมั่นคงใน 3 จังหวัดภาคใต้ จะต้องคิดด้วยความรอบคอบ และความละเอียดอ่อน เพราะมีเงื่อนไขทางสังคมจิตวิทยาที่มีลักษณะเฉพาะ แต่ก็เป็นลักษณะเฉพาะที่ต้องการทำความเข้าใจสำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐในระดับต่างๆ รวมถึงฝ่ายการเมืองด้วย
3) ปัญหาข้อถกเถียงที่ไม่มีสูตรสำเร็จ เช่น แม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 ควรมาจากภายนอกคือ มาจากทัพภาคอื่นหรือจะมาจากภายในคือ มาจากนายทหารของกองทัพภาคที่ 4 โดยตรง ปัญหานี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่ต้องการการถกแถลงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้นายทหารที่มีความเหมาะสมกับงาน เพราะดังที่กล่าวแล้วงานในพื้นที่ทัพภาค 4 มีความเฉพาะในบริบททางสังคมจิตวิทยา
4) ปัญหาในข้อ 3 อาจกินความถึงตำแหน่งอื่นในสายงานความมั่นคงอื่นๆ เช่น ตำแหน่งในระดับสูงของฝ่ายตำรวจ แต่เข้าใจว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยนั้น มีความพยายามที่จะแต่งตั้งบุคคลที่เติบโตมาจากพื้นที่โดยตรง เพราะมีความจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจและความคุ้นเคยที่มีต่อประชาชนและพื้นที่ เป็นปัจจัยสำคัญ
5) ปัญหาการก่อความไม่สงบที่ทำให้เกิดความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น มีเงื่อนไขทางสังคมการเมือง และทั้งสังคมจิตวิทยา ที่แตกต่างไปจากปัญหาพื้นฐานของกองทัพภาคและ/หรือภาคอื่นๆบุคลากรที่มารับตำแหน่งในระดับสูงของงานความมั่นคง ควรจะต้องได้รับการ “เตรียมความคิด” หรืออาจจะเรียกว่าเป็น “หลักสูตรเตรียมความพร้อม” ของผู้บริหารงานความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น จะคิดเองโดยปราศจากการทำความเข้าใจสภาวะทางสังคมจิตวิทยาของประชาชนในพื้นที่ไม่ได้

6) ผู้ที่มีตำแหน่งในระดับบริหารของงานความมั่นคงใน จชต. นั้น มีความจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่อง “สงครามก่อความไม่สงบ” ที่มีหลักการสงครามว่า “อะไรควรทำ – อะไรไม่ควรทำ” เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่สภาวะของ “สงครามตามแบบ” ที่นักการทหารคุ้นเคย และต้องการเอาชนะด้วย “สงครามการทหาร” ด้วยความเหนือกว่าในมิติทางทหาร
7) การต่อสู้ในจังหวัดภาคใต้ มีลักษณะของ “สงครามการเมือง” และฝ่ายตรงข้ามมุ่งประสงค์ที่จะเอา “ชนะทางการเมือง” เนื่องจากฝ่ายผู้เหตุไม่สามารถเอาชนะทางการทหารได้ ฝ่ายรัฐต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้เพื่อไม่ให้เกิดการเอียงไปใช้มาตรการทหารจนเกินความจำเป็น และกลายเป็นปัญหาทางการเมืองจากการใช้มาตรการเช่นนั้น
8) สงครามก่อความไม่สงบเป็นสงครามที่รบยาว ไม่มีข้าศึกที่ชัดเจน และบ่อนทำลายทรัพยากรของรัฐอย่างมากดังนั้น ฝ่ายการเมืองต้องทำความเข้าใจ และเข้ามามีส่วนในการกำหนดยุทธศาสตร์และทิศทางในการต่อสู้ในสงครามเช่นนี้ เพราะฝ่ายการเมืองเป็น “ผู้รับผิดชอบทางยุทธศาสตร์” ในงานด้านความมั่นคง จึงเป็นความจำเป็นที่ฝ่ายการเมืองควรต้องมี “ความรู้พื้นฐาน” ในปัญหาสงครามเช่นนี้
9) ยุทธศาสตร์การเอาชนะทางการเมืองของฝ่ายรัฐคือ “การเมืองนำการทหาร” แต่ปัญหาสำหรับฝ่ายการเมืองและฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่คือ การทำความเข้าใจกับแนวคิดทางยุทธศาสตร์นี้คืออะไร และทั้ง เจ้าหน้าที่จะยังต้องรักษาทิศทางเช่นนี้ให้ได้ในการทำงานสนาม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทางการเมือง
10) การสร้าง “กระบวนการคิด” ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายปฏิบัติที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายของพื้นที่เป็นอีกปัญหาที่สำคัญ เนื่องจากเรามักจะทำงานตามความคุ้นเคยภายใต้โครงสร้างการแก้ปัญหาแบบเดิมจนเสมือนกับรัฐไทย “ขาดความคิดริเริ่ม” ในทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ฝ่ายรัฐตกอยู่ในฐานะการเป็นรอง
11) คำถามที่เกิดในรัฐบาลปัจจุบันคือ ใครคือ ผู้ที่มีตำแหน่งในการรับผิดชอบงานภาคใต้? เพราะไม่มีความชัดเจนในรัฐบาลนายกฯ อนุทิน เนื่องจากการไม่มีรองนายกฯ ด้านความมั่นคง และเมื่อเกิดปัญหาขึ้น จึงไม่ชัดเจนว่า จะให้ใครดำเนินการอย่างไรต่อไป เว้นแต่นายกฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด
12) ผลจากการแบ่งงานความมั่นคงนั้น งานข่าวกรอง (สขช.) และงานของศูนย์บริหารภาคใต้ (ศอ. บต.) ไปขึ้นอยู่กับ รองนายกฯ/รัฐมนตรีต่างประเทศ จะตีความได้ไหมว่า รัฐมนตรีต่างประเทศคือ ผู้รับผิดชอบงานภาคใต้ ซึ่งถ้าเป็นจริง ก็จะกลายเป็นความล้มเหลวในตัวเอง เพราะ รมว. กต. น่าจะทำงานภาคใต้ไม่ได้จริง
13) คำถามเฉพาะหน้าคือ นายกฯ จะรับผิดชอบกับงานภาคใต้ได้เพียงใด การทำงานแบบ “นักการเมืองแจกงาน” อาจจะใช้กับงานความมั่นคงไม่ได้ เพราะงานความมั่นคงต้องการ “การกำกับ-ดูแล” และปัญหานี้ ได้กลายเป็น “ข้อสอบยาก” อีกเรื่องสำหรับนายกฯ นอกจากปัญหาเรื่องพลังงาน และจะเป็นปัญหาที่นายกฯหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยในฐานะของการเป็นหัวหน้ารัฐบาล
14) หน่วยงานราชการหลักของรัฐ ที่นายกฯ ชอบใช้ในงานความมั่นคงคือ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ” ถ้าเช่นนั้น สมช. จะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะเรื่องที่เกิดไม่ใช่ปัญหาในระดับพื้นที่อีกต่อไปแล้ว หรือ สมช. จะทำเฉพาะการผลักดันเรื่อง “JCPP” หรือทำแต่เรื่องเจรจาฯ กับฝ่าย BRN เท่านั้น แต่ไม่ทำเรื่องภาคใต้ในภาพรวม เพราะที่ผ่านมาสังคมแทบไม่เห็นข้อเสนอของ สมช. ในการแก้ปัญหาภาคใต้แต่อย่างใด (ยุทธศาสตร์สมช. ที่รองนายกฯ ภูมิธรรม สั่งการในรัฐบาลก่อน น่าจะยังไม่มีจริงในปัจจุบัน)
15) ในทางกฎหมายและการเมือง รัฐบาลนายกฯ อนุทิน จะต้องเร่งรัดในการสร้างความกระจ่างในคดีให้เกิดขึ้น อย่าให้ “ข่าวลือ” ในพื้นที่กลายเป็นภาพลบทางการเมืองของรัฐไทย เพราะจะทำลายความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อรัฐในภาคใต้ ดังนั้น นายกฯ ต้องกล้าในการจัดการกับ “ไอ้โม่ง” ในคดีสังหารนี้ เพราะผลกระทบกำลังเกิดกับรัฐไทย ไม่ใช่แค่กับรัฐบาลไทย หรือกับกองทัพไทยเท่านั้น
ท้ายบท
สังคมหวังว่า คดีนี้คงไม่ต้องรอ “โคนัน ยอดนักสืบ” มาช่วยคลี่คลาย เพราะเชื่อว่าหลังจากฝ่ายเจ้าหน้าที่จับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องได้แล้วหลายคน ก็น่าจะพอมีคำตอบที่จะแกะรอยต่อ เหลือแต่เพียงนายกฯ ในอนาคตจะเปิดตัว “ไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังไหมครับ !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
