นับถอยหลัง เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ชัชชาติ นิ่ง ผู้ท้าชิง เนือย สมรภูมิการเมือง ท้าทายคนกรุงฯ
ในประเทศ
เป็นอันว่ารัฐบาลชุดใหม่ผลจากเลือกตั้งใหญ่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้เข้ามามีอำนาจเต็มอย่างสมบูรณ์แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเสร็จสิ้นพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทน
ท่ามกลางวิกฤตถาโถมประเทศ ก็เบาใจไปอย่าง ว่าอย่างน้อย เราก็มีรัฐบาลที่สามารถตัดสินใจใช้อำนาจด้วยทรัพยากรที่มีในกรณีฉุกเฉินได้แบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังว่าจะผิดกฎหมาย
แต่การเลือกตั้งครั้งสำคัญของประเทศยังไม่จบ เพราะกลางปีนี้ยังมีศึกเลือกตั้งสำคัญอีกอย่าง ที่คนไทยทั้งประเทศจับตาคือศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
รอบที่แล้วนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กวาดคะแนนถล่มทลายมากสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.38 ล้านคะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสอง ที่ได้คะแนนเพียง 2.5 แสนคะแนน
รอบที่แล้ว อานิสงส์ของความคึกคักน่าจะมาจากเพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่ คสช.ยึดอำนาจประเทศ ปกครองต่อเนื่องนานหลายปี จนคนเบื่อหน่ายผู้ว่าฯ จากการแต่งตั้ง
ชัยชนะครั้งนั้นยิ่งใหญ่ระดับเกิดกระแสผู้ว่าฯ ชัชชาติฟีเว่อร์ คนแห่ดูไลฟ์สดต่อเนื่อง ไม่ว่าผู้ว่าฯ จะไปทำอะไร
แต่รอบนี้โจทย์การเมืองเปลี่ยนไป รัฐบาลส่วนกลางมาจากการเลือกตั้งตามระบบ ผู้ยึดกุมอำนาจรัฐคือรัฐบาลภูมิใจไทย มีแนวโน้มทางการเมืองและนโยบายแบบอนุรักษนิยม ขณะที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กลับเทคะแนนเลือกตั้งพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลภูมิใจไทยด้วยคะแนนล้นหลาม
จึงเกิดคำถามว่า ผลพวงจากการเมืองระดับชาติ จะส่งผลต่อศึกการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่จะเกิดขึ้นวันที่ 28 มิถุนายนนี้หรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?
มาดูกันที่ว่าที่ผู้ลงสมัคร เริ่มจากมือวางอันดับ 1 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.คนปัจจุบัน ที่ชนะเลือกตั้งถล่มทลายเมื่อครั้งก่อน จนถึงวันนี้นายชัชชาติก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งต่อหรือไม่ ให้เหตุผลว่าขอรอดูสถานการณ์หลังเลือกตั้ง แต่ล่าสุดสื่อหลายสำนักก็รายงานตรงกันว่ามีการขยับของทีมงาน เซ็ตทีมใหม่ทั้งทีมวิชาการ นโยบายและทีมหาเสียง เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งต่ออีกสมัย
จึงมีแนวโน้มสูงที่นายชัชชาติจะประกาศลงสนามอีกสมัย โดยจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ และคงเป็นการลงในนามอิสระ ไม่สังกัดพรรคเช่นเดิม
แม้ภาพรวม กระแสการทำงานของนายชัชชาติจะเป็นไปด้วยดี แต่การทำงานที่ผ่านมาก็พบเจอปัญหาอุปสรรคไม่น้อย ด้วยการลงแข่งในนามอิสระ ไม่มีเก้าอี้ ส.ก.เป็นทีมสนับสนุนแบบจริงจัง ทำให้การตัดสินใจทางนโยบายหลายครั้งล่าช้า ติดขัด รอบนี้จึงเป็นโจทย์ใหม่ของนายชัชชาติว่าจะทำอย่างไร ให้เมื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ แล้ว จะมีทีม ส.ก.ที่เข้มแข็งช่วยสนับสนุนยกมือให้ในวาระญัตติต่างๆ
ซึ่งก็มีข่าวว่า มีนักการเมืองท้องถิ่น กทม.รวมตัวกันเพื่อลงแข่งในศึก ส.ก.ในนามผู้สนับสนุนนายชัชชาติ
นอกจากนี้ นายชัชชาติยังมีความท้าทายว่าเขาและทีมผู้สมัครที่สนับสนุน จะช่วงชิงคะแนนจากฐานการเมืองค่ายสีส้ม ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญที่เพิ่งคว้าเก้าอี้ ส.ส.แบบยก กทม.ทั้ง 33 เขตเมื่อเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมาได้อย่างไร
นายชัชชาติยังมีความท้าทายเรื่องนโยบายหาเสียง เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนหลักทางนโยบายของนายชัชชาติเป็นเรื่องการมุ่งแก้ปัญหาที่ “รากฝอย” มากกว่า “รากแก้ว” แม้คนจะเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมใกล้ชิด สัมผัสได้ แต่ปัญหา “รากแก้ว” ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในการแก้ปัญหาเมือง ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาหรือริเริ่มวางรากฐานเท่าที่ควร
เช่นการแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยการลอกท่อระบายน้ำที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่เห็นการวางแผนแก้ไขเชิงโครงสร้างที่จะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในเมืองในระยะยาว
นี่คือตัวอย่างความท้าทายถึงนโยบายการหาเสียงของนายชัชชาติว่าจะเดินไปในทิศทางใด จะมุ่งแก้ไปที่รากฝอย อีกหรือไม่ หรือจะมีเมกะโปรเจ็กต์ โครงการแก้ปัญหากรุงเทพฯ ในภาพที่กว้างขึ้นใน 4 ปีนี้
ด้านพรรคประชาชน อีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญของนายชัชชาติที่เลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมาสามารถคว้าชัยชนะ ส.ส.ทั้ง 33 เขตใน กทม.มาได้ทั้งหมด ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวว่าจะส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. มีเพียงข่าวปล่อยก่อนหน้านี้ ว่าพรรคอาจจะส่ง นาวาอากาศตรีศิธา ทิวารี หรือ “ผู้พันปุ่น / แด๊ดดี้ศิธา” เตรียมลงสมัครท้าชิงผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคประชาชน
ซึ่งถ้าหากเป็นจริง ก็ต้องติดตามว่าพรรคประชาชนจะเซ็ตนโยบายกรุงเทพฯ และทีมนโยบายที่มาบริหารอย่างไร
เพราะพรรคประชาชนมีจุดแข็งเรื่องการเมืองพื้นที่กรุงเทพฯ การันตีผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่หากต้องสู้กับนายชัชชาติ ซึ่งก็มีจุดแข็งว่าสามารถทำงานร่วมกับใครก็ได้ / เน้นการเมืองปฏิบัตินิยม พรรคประชาชนจะแก้เกมของนายชัชชาติอย่างไร
นั่นคือ พรรคประชาชนต้องประกาศนโยบายการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัด เห็นผลเป็นรูปธรรมกว่า หรือมีทีมรองผู้ว่าฯ ทีมบริหารที่เข้มแข็ง มีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นการขยับจากพรรคประชาชน
จึงไม่แปลกถ้าจะมีคนรู้สึกว่า พรรคประชาชนอาจไม่จริงจังกับศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งนี้มากเท่าที่ควร หรือมากกว่านั้นคือ อาจรู้สึกว่าพรรคประชาชนรู้ตนเองดีว่าคงสู้นายชัชชาติไม่ได้ ต้องยกธงขาวอีกสมัย หากจะส่งคนสู้ก็ส่งเป็นสีสันไว้รักษาคะแนนนิยม แล้วส่งจริงจังแค่สนามเล็ก สภา กทม. ก็เพียงพอ
1 เดือนต่อจากนี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะบอกว่าพรรคประชาชนจะจริงจังกับสนาม กทม.แค่ไหน
โดยล่าสุด น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบุคคลที่จะสมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้ว เป็นนักการเมืองในพรรค เป็นที่รู้จัก มีคุณสมบัติเป็นผู้นำ มีวิสัยทัศน์ที่จะฉายภาพว่าจะเห็น กทม.ดีกว่าเดิมได้อย่างไร
ขณะที่พรรคเพื่อไทย ดูเหมือนยกธงขาวไปเรียบร้อย จากรายงานข่าวที่ออกมาก่อนหน้าที่ว่า พรรคพิจารณาดูแล้วว่าไม่คุ้มค่า
เพราะการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.กรุงเทพฯ แค่ 1 คน ขณะที่ปี 2569 เพื่อไทยไม่ได้ ส.ส.กรุงเทพฯ แม้แต่คนเดียว คงจะทำแบบปี 2565 คือ สนับสนุนนายชัชชาติทางอ้อม เพราะความสัมพันธ์ของนายชัชชาติกับพรรคเพื่อไทยมีความใกล้ชิดกันมากที่สุด
หรือหากจะพิจารณาส่งผู้สมัครในโค้งสุดท้าย ก็อาจเป็นการส่งเพื่อ “ประคอง” กระแสคะแนนนิยมของพรรคจำนวนหนึ่งที่ยังเหลืออยู่ มากกว่าหวังชัยชนะ
สนาม กทม.รอบนี้ดูเหมือนจะเฉื่อย เนือย แต่ก็ยังมีสีสันอยู่บ้าง หลังแคนดิเดตผู้สมัคร ผู้ว่าฯ อิสระต่างๆ เริ่มเปิดตัว ไม่ว่าจะเป็น มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตนักการเมืองพรรคดังที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ฝีปากกล้า, ยังมี เต้ มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้ขายนโยบายหลุดโลก ประกาศขอมาสู้ด้วย
พร้อมๆ กับยังมีข่าว มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เข้ามาอยู่ในเรดาร์ด้วย
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง ว่าคนกรุงเทพฯ จะเลือกผู้ว่าฯ ด้วยการยึดโจทย์ทางการเมืองแบบใด
เพราะต้องไม่ลืมว่า ในประวัติศาสตร์ผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ มักเลือกผู้ว่าฯ กทม.ที่เป็นพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามผู้มีอำนาจนำเป็นรัฐบาลของประเทศมาแต่ไหนแต่ไร
กระทั่งล่าสุดปี 2565 ก็เลือกนายชัชชาติที่อดีตเคยเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย สู้กับรัฐบาลมรดกรัฐประหาร
ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลรอบนี้ ดูจะเหลือแค่พรรคประชาชนเป็นกำลังหลัก ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าค่ายสีส้มจะเอาอย่างไร? เช่นเดียวกับค่ายสีฟ้า พรรคประชาธิปัตย์จะสู้แค่ไหน หลังจากที่พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งมาต่อเนื่อง
ขณะที่นายชัชชาติเองก็มีภาพวางตัวเป็นกลาง ทำงานร่วมกับรัฐบาลภูมิใจไทยและทุกฝ่ายได้อย่างราบรื่น
ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.รอบนี้ที่ดูเหมือนจะเฉื่อย เนือย ไม่มีอะไร
แต่จริงๆ ท้าทายสถานะทางการเมืองของทุกฝ่าย อย่างยิ่ง!
