bg-single

จริยธรรมและทางสองแพร่ง เดิมพัน 120 เสียงพรรคส้ม สู้แค่ตายหรือยอมหมอบ?

18.04.2026

ในประเทศ

การอภิปรายของฝ่ายค้านพรรคประชาชนเมื่อช่วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมคงต้องใช้คำว่า “ออกสตาร์ตได้ค่อนข้างเนือย”

อาจเพราะอาการเมาหมัดอย่างที่ใครพูดถึงกัน โดยเฉพาะฟอร์มของ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ที่มีช็อตดราม่าไปพาดพิงพรรคเพื่อไทยกลางสภาว่า “ยอมขายวิญญาณตัวเอง” เพื่อเข้าร่วมรัฐบาล

จริงอยู่ที่การปะทะคารมหรือความเห็นต่างจะเป็นเรื่องธรรมดาในระบบรัฐสภา แต่ในช่วงจังหวะที่ประเทศกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกำลังลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ หลายฝ่ายเลยอดรู้สึกไม่ได้ว่าช็อตนี้ของผู้นำฝ่ายค้านดูจะ”ผิดคิว” ไปสักนิด

เพราะสปอตไลต์ของประชาชนส่วนใหญ่ พุ่งเป้าไปที่การรอฟาดการทำงานของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะการบริหารจัดการวิกฤตน้ำมัน มากกว่าการมานั่งฟังวาทกรรมสาดโคลนทางการเมือง

มิหนำซ้ำในสภายังต้องมาเจอของแข็งอย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่รอบนี้กลับมาโชว์ฟอร์มฝ่ายค้านตัวพ่อ

กลายเป็นว่าตอนนี้พรรคส้มกำลังถูกกระหนาบทั้งจากภูมิใจไทยในฐานะรัฐบาล และประชาธิปัตย์ในฐานะคู่แข่งฝ่ายค้านที่พร้อมแย่งซีนตลอดเวลา

นั่นคือศึกในสภา แต่ศึกนอกสภาที่สั่นคลอนพรรคประชาชนยิ่งกว่าคือ “นิติสงคราม” จากกรณีที่ ป.ป.ช.ยื่นศาลฎีกาฟัน 44 ส.ส. ปมเข้าชื่อเสนอแก้ไข ม.112 ซึ่งการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงครั้งนี้ โทษของมันไม่ใช่แค่การจับไปพักข้างสนามแต่มันคือ “การประหารชีวิตทางการเมือง” ตัดสิทธิ์กันตลอดชีวิต

และที่เขย่าขวัญที่สุดคือ มันอาจเป็นสารตั้งต้นลามไปถึงขั้น “ยุบพรรคประชาชน” ตามมาอีกระลอก

10 ส.ส.พรรคประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาอยู่ตอนนี้ เป็นส่วนหนึ่งใน 44 รายชื่อที่เสนอร่างนั้น โดยเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง, รังสิมันต์ โรม, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

และ ส.ส.เขต 2 คน ได้แก่ ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร 2 ส.ส.กรุงเทพมหานคร

ประเด็นนี้ถูกขยี้ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในรายการ ประชาธิปไตย 2 สี EP.104 ที่ อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) ได้สนทนากับ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โดยปิยบุตรได้มีการชี้ให้เห็นถึงความวิปริตของการใช้อาวุธทางจริยธรรมไว้ว่า

“ตอนนี้มันกลายเป็นว่ามาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่ผลิตขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จากสิ่งที่โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นมาตรการปราบโกง มันกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังอานุภาพของกลุ่มผู้ถือใบอนุญาตที่ 2 ในการคัดเลือกว่าใครควรจะมาเป็นนักการเมือง เป็นผู้แทนฯ เป็นรัฐมนตรี ในระบอบนี้”

ซึ่งเราก็ต้องไม่ลืมว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้พรรคส้มโดนคดีหนักหนาสาหัสขนาดนี้ มาจากการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยที่ยังไม่ได้บรรจุในระเบียบวาระของสภาเลย ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานที่ ส.ส.ทุกคนทำได้ตามรัฐธรรมนูญแท้ๆ

อำนาจในการคัดกรองนักการเมืองผ่านช่องโหว่ตรงนี้เอง ที่กำลังสร้าง “ความกลัว” ให้ปกคลุมไปทั่วสภา เพราะไม่ใช่แค่การเล็งเป้าเชือด 10 ส.ส. ระดับแกนนำ หรือกวาดล้างทั้ง 44 ส.ส. ให้พ้นทาง

แต่มันคือการวางสนุ้กทางการเมืองอย่างเลือดเย็น เพื่อบีบพื้นที่ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งให้แคบลงเรื่อยๆ

ใครที่กล้าแตะโครงสร้างหรือล้ำเส้นเพดานที่ขีดไว้ แบบแค่คิดหรือจะเสนอก็อาจพร้อมจะถูกเด็ดหัวในทันที

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้แทนราษฎรจะถูกลดทอนคุณค่าและบีบบังคับให้กลายสภาพเป็นเพียง “ไม้ประดับในสภา” ที่วันๆ ทำได้แค่งานรูทีน ปัดกวาดเช็ดถู เลี่ยงการปะทะ และเอาตัวรอดไปวันๆ โดยไม่กล้าคิดอ่านหรือเสนอกฎหมายก้าวหน้าใดๆ อีกต่อไป เพราะกลัวจะโดนคดีและติดคุก

และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ ข้อหาจริยธรรมนี้ไม่ได้จำกัดความน่ากลัวไว้แค่ในปัจจุบัน แต่พร้อมจะตามหลอกหลอนไปถึงอดีตและอนาคตแบบไม่มีวันจบสิ้น

ปิยบุตรได้ยกตัวอย่างสะท้อนความตลกร้ายนี้ไว้อย่างน่าสนใจเพิ่มเติมอีกว่า “สมมุติผมพ้นโทษ (ตัดสิทธิ์ทางการเมือง) 10 ปี คุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) พ้นโทษ 10 ปี หรือวันหน้าคุณพิธา (ลิ้มเจริญรัตน์) คุณชัยธวัช (ตุลาธน) พ้นโทษ 10 ปี เกิดมาลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ เดี๋ยวก็จะต้องมีนักร้องไปร้องอีกว่าการกระทำในอดีตที่ผ่านมาของคุณฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นวันข้างหน้านักการเมืองไทยที่มาจากการเลือกตั้งก็จะถูกบีบให้วงแคบลงเรื่อยๆ”

สภาวะถูกต้อนเข้ามุมนี้เอง ที่นำไปสู่อาการที่ปิยบุตรนิยามว่า พรรคกำลังเผชิญกับภาวะ “2 น้อยไป 2 มากไป” นั่นคือเริ่มสู้รบน้อยไป ไม่กล้ายืนหยัดชนกับโครงสร้างเหมือนในอดีต แต่ดันเป็นราชการมากไป หมกมุ่นอยู่กับงานสภาและงานรูทีนรายวัน จนเผลอยอมจำนนให้ “ความผิดปกติ” ของกติกากลายเป็น “ความปกติใหม่” ไปโดยไม่รู้ตัว

น่าเศร้าที่สุดของการเมืองไทยในยุคนี้คือผู้ที่รับกรรมก็คือประชาชนทั่วไป เพราะในขณะที่ฝ่ายค้านกำลังถูกนิติสงครามล้อมคอกจนเมาหมัด หันไปมองฝั่งรัฐบาลเองก็ดูจะรับมือกับวิกฤตปากท้องของประชาชนได้ไม่ทันท่วงที ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานที่ถาโถม

ประเด็นนี้ ช่อ พรรณิการ์ วานิช จากคณะก้าวหน้า ได้สะท้อนภาพไว้ผ่านรายการ The Politics เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ว่า “ช่วงนี้เนี่ยก็คงจะต้องช่วยกันกดดันนะคะ ประเทศนี้ขับเคลื่อนด้วยการด่าเนี่ยไม่เกินจริง ก็ช่วยกันกดดันว่ารัฐบาลอย่านิ่งนอนใจ ราคาน้ำมันขึ้นไปขนาดนี้ ค่าครองชีพขึ้นไปขนาดนี้เนี่ย ต้องมีมาตรการออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้แล้ว”

ในยามที่รัฐบาลสุขนิยมมุ่งเดินหน้าแต่จะ “มู” และทำงานแบบรอโดนด่า ส่วนฝ่ายค้านก็ถูกกติกาจ้องเล่นงานจนสูญเสียความกล้า พรรคประชาชนจึงกำลังยืนอยู่บน “ทางสองแพร่ง” และต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็น “จุดเป็นจุดตาย” ของพรรคอย่างแท้จริง

โดย ช่อ พรรณิการ์ ได้กล่าวเตือนสติพลพรรคสีส้มไว้สำหรับในเวลานี้ว่า “3 อย่างนี้ชัดเจน คือเรื่องหยุดปฏิบัติชัดเจน กรรมการบริหารชุดใหม่เข้าสู่การบริหาร แล้วเป็นสมัยสภาที่เราก็จะได้เห็นฝีไม้ลายมือของ ส.ส.ชัดเจน ไม่ได้บอกว่าจะดีแน่นอน แต่เอาเป็นว่ามันก็เป็นจุดเป็นจุดตาย ถ้าผ่าน 3 อย่างนี้แล้วพรรคประชาชนยังไม่สามารถทำตามมาตรฐานที่สูงของตัวเองได้ ซึ่งประชาชนคาดหวังไว้สูง คุณก็ตายแค่นั้นเอง”

“ถ้าเกิดผ่านพ้นทั้งหมดนี้ไปแล้ว แล้วคุณยังถีบตัวเองขึ้นมาอยู่ในมาตรฐานที่ประชาชนคาดหวังไม่ได้ คุณก็พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าคุณอาจจะไม่ใช่พรรคที่เป็นความหวังของผู้คน”

จากนี้ไปจึงเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาว่าพรรคส้มจะเลือกจมอยู่กับอาการเมาหมัด หรือจะสลัดความกลัวแล้วถีบตัวเองขึ้นมาพิสูจน์ฝีมือ

เพราะต้องไม่ลืมเด็ดขาดว่า สถานะของพรรคประชาชนในวันนี้ ไม่ใช่พรรคหน้าใหม่ที่เพิ่งตั้งไข่ แต่คือ “พรรคการเมืองอันดับสอง” ที่กำเสียงในสภาไว้กว่า 120 เสียง พ่วงด้วยตำแหน่งสำคัญอย่าง “พรรคแกนนำฝ่ายค้าน”

และที่สำคัญที่สุดเบื้องหลังเก้าอี้ในสภาทุกตัว คือคะแนนความไว้วางใจจากประชาชนนับล้านๆ เสียง ที่ตัดสินใจกากบาทเลือกเข้ามา และยังคงเฝ้ารอคอยให้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียง ตรวจสอบรัฐบาล และยืนหยัดชนกับโครงสร้างอย่างเต็มภาคภูมิ

วิกฤตจากนิติสงครามครั้งนี้อาจดูโหดร้าย แต่มันก็คือเบ้าหลอมชั้นดีที่จะพิสูจน์จุดยืนของพรรคประชาชน

หากพวกเขาสามารถก้าวข้ามจุดเป็นจุดตายนี้ไปได้ ด้วยการกู้ฟอร์มเดิมกลับมาทำงานให้คุ้มค่ากับทุกคะแนนเสียงที่ฝากความหวังไว้ นิติสงครามที่หวังจะกวาดล้าง ก็จะกลายเป็นเพียงแรงผลักดันที่ทำให้รากฐานของพรรคแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

และเมื่อถึงวันนั้น ก็จะได้พิสูจน์ให้ประจักษ์ว่า ท่ามกลางกติกาที่บิดเบี้ยว พวกเขายังคงคู่ควรกับการเป็น “พรรคที่เป็นความหวัง” ของสังคมไทยอย่างแท้จริงหรือไม่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ