บทความขออนุญาตยืมชื่อเพลงของวงดนตรีสุนทราภรณ์ “สุขกันเถอะเรา” มาเป็นชื่อบทความ เพราะการตัดสินใจของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ยกเลิก “MoU 2544” หรือ บันทึกความเข้าใจว่าด้วย เรื่อง “การอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 นั้น เป็นดังการสร้างความสุขให้แก่คนในสังคมไทย ตามความเชื่อของกลุ่มการเมืองปีกขวาจัด
แต่ยกเลิกแล้ว สังคมไทยจะมีอาการ “สุขกันเถอะเรา” หรือไม่นั้น อาจต้องนำมาเป็นประเด็นในการพิจารณา
ข้อสังเกตและปัญหาสืบเนื่อง
การยกเลิก MoU 44 มีข้อสังเกตดังต่อไปนี้
1) บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา หรือ MoU 2544 ฉบับนี้ เคยถูกยกเลิกมาแล้วในเดือนพฤศจิกายน 2552 ในสมัยของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลในขณะนั้น ยกเลิกตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกษิต ภิรมย์
2) การบอกเลิกในครั้งนั้น ไม่มีผลในทางปฏิบัติ เพราะมิได้มีการแจ้งอย่างเป็นทางการไปยังรัฐบาลกัมพูชา และมิได้นำปัญหาเข้าสู่กระบวนการทางรัฐสภาในการยกเลิกสนธิสัญญา จึงเท่ากับไม่มีผลสมบูรณ์
3) การยกเลิกบันทึกความเข้าใจนี้ จะต้องดำเนินการตามวิธีการของการบอกเลิกสัญญาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) มิใช่ประกาศแล้ว จะถือเป็นอันสิ้นสุด และยกเลิกได้เลย
4) การบอกเลิกในปี 2552 เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลกัมพูชาแต่งตั้งนายทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ประกอบกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาขณะนั้น มีปัญหาจากกรณีปราสาทพระวิหารอีกด้วย จึงใช้การยกเลิก MoU เป็นสัญญาณประท้วงรัฐบาลกัมพูชา
5) การบอกเลิกของฝ่ายไทยในครั้งนั้น ใช้ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศว่า การเจรจาภายใต้บันทึกความเข้าใจนี้ ไม่มีความคืบหน้า และข้ออ้าง “ไม่มีความคืบหน้า” ได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2569 ไม่แตกต่างจากเดิม ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ประเด็นนี้เป็นความจริงเพียงใด
6) เมื่อรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้ดำเนินการยกเลิกให้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ MoU ฉบับนี้จึงดำรงอยู่เป็นปกติ และมีผลมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็เผชิญกับการยกเลิกอีกครั้ง
7) การตัดสินใจยกเลิก MoU 44 ในสถานการณ์ปัจจุบัน อาจตีความได้ว่า เป็นผลจากปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้น 2 ครั้งในปี 2568 และเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยึดโยงอย่างแนบแน่นกับกระแสชาตินิยมของผู้นำรัฐบาลไทย
8) ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา มีส่วนโดยตรงในการสร้าง “กระแสชาตินิยมไทย” และถูกกลุ่มการเมืองปีกขวาสุดโต่ง ที่เคยเคลื่อนไหวปัญหาพระวิหารในปี 2551 กลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง ซึ่งทำให้ผู้คนหลายส่วนสังคมไทยปัจจุบันตอบรับกับกระแสนี้ และเป็นอีกส่วนของกระแสที่ส่งผลต่อชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในภาวะนี้ จึงอาจทำให้ผู้นำรัฐบาลยึดติดอยู่กับกระแสนี้ และหวังเสียงสนับสนุนจากกระแสนี้ด้วย
9) ไม่ชัดเจนว่า การยกเลิก MoU นี้มีปัจจัยอื่นอีกหรือไม่ นอกเหนือจากการแสดงภาพของ “นายกฯ ชาตินิยม” เพื่อเอาใจกระแสขวาจัดและบรรดากลุ่มสุดโต่ง เพราะไม่ปรากฏปัญหาแทรกซ้อนอื่น ต่างจากปัญหาในปี 2552 ที่รัฐบาลไทยไม่พอใจการแต่งตั้งที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชา
10) การยกเลิกบันทึกความเข้าใจนี้ ด้วยเหตุผลที่จะเปิดโอกาสให้ไทยและกัมพูชาใช้กฎหมายทะเล (UNCLOS, 1892) น่าจะเป็นเรื่อง “ชวนหัว” เพราะ MoU 44 อิงอยู่กับกฎหมายทะเลอยู่แล้ว คณะผู้จัดทำเดิมไม่ใช่คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องของกฎหมายทะเล และกระทำในสิ่งที่ละเมิดต่อหลักการในกฎหมายทะเล
11) การยกเลิกก็จะต้องหันกลับมาทำกรอบการเจรจาใหม่ในลักษณะของ “กรอบการเจรจาชั่วคราว” (Provisional Arrangement) ที่ไม่ต่างจากการทำบันทึกความเข้าใจนี้ แต่จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร
12) ต้องตระหนักว่า MoU 44 เป็นกลไกในการเจรจา ไม่ใช่สนธิสัญญาระหว่างประเทศในการแบ่งปันผลประโยชน์จากน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย การยกเลิกจึงเป็นการยกเลิกกลไก/กรอบในการเจรจาและยกเลิกคณะกรรมการในการเจรจา
13) ต้องทำความเข้าใจว่า การเจรจาภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจนี้ จะไม่กระทบถึงสิทธิข้อเรียกร้องทางทะเลของฝ่ายไทยที่มีอยู่แต่เดิม หรือ MoU ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อการอ้างสิทธิทางทะเลของไทยตามที่มีการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งแต่อย่างใด
14) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และบรรดาข้าราชการในกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ทั้งระดับอธิบดีและรองฯ ทั้ง 2 น่าจะทราบถึงประโยชน์ของ MoU 44 เพราะอย่างน้อยท่านทั้ง 4 เหล่านี้ล้วนแต่เคยทำงานภายใต้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสุรเกียรติ์ เสถียรไทย และน่าจะไม่เคยแสดงท่าทีคัดค้าน MoU นี้ (โดยเฉพาะในอดีตคือ “ปลัดสีหศักดิ์” ที่น่าจะทราบเรื่องนี้ดี และไม่เคยมีท่าทีคัดค้าน MoU มาก่อน !)
15) อยากเห็นความเป็น “ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ” จากหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วนในการพูดความจริงต่อปัญหา MoU คือจาก 1) กรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ 2) กรมแผนที่ทหาร และ 3) กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ โดยเฉพาะในส่วนที่ 3 นั้น บุคลากรในอดีตจาก อศ. ทร. มีส่วนอย่างสำคัญในการวางกรอบของ MoU 44 เว้นแต่นายทหารเรือที่มีอำนาจในปัจจุบัน จะไม่รู้จักบทบาทของ “ครู” เช่น พลเรือเอกถนอม เจริญลาภ ใน อศ. ทร. ที่ได้สร้างคุณูปการอย่างมากในการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทยมาแล้ว
ท้ายบท
ผู้เขียนตระหนักดีว่า บทท้วงติงนี้คงไม่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการตัดสินใจของนายกฯ ในการยกเลิก MoU 44 ได้ เพราะท่านจำเป็นต้องเอาใจฝ่ายขวาสุดโต่ง และเพื่อแสดงตนในความเป็น “นักชาตินิยม” ให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคม ซึ่ง “นโยบายชาตินิยมสุดโต่ง” อาจใช้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้บ้าง แต่จะใช้เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดนโยบายต่างประเทศไทย น่าจะเป็นปัญหามากกว่า
สุดท้ายนี้ อยากให้ท่านตระหนักว่า การตัดสินใจของท่านได้กระทบกับสิ่งที่เป็น “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของไทยอย่างมาก เพราะการยกเลิก MoU 44 คือ การละทิ้งผลประโยชน์ทางทะเลของไทยในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่คณะเจรจาเดิมได้จัดทำกรอบไว้
เว้นแต่รัฐบาลนายกฯ อนุทิน จะเชื่อเอาเองว่า ท่านสามารถจัดทำกรอบการเจรจาใหม่ทางทะเลได้ดีกว่าชุดเก่า หรือเชื่อว่า ท่านมีคนเก่ง ที่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องกฎหมายทะเลมากกว่าคนอย่าง ศ. ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และพลเรือเอกถนอม เจริญลาภ … เผอิญผมไม่เชื่อครับ และไม่มีทางเชื่อเลย เพราะฟังคนที่อยู่กับรัฐบาล ทั้งพลเรือน กต และทหารเรือแล้ว ยิ่งไม่เชื่อใหญ่เลยครับ !
หมายเหตุผู้เขียน : อยากเห็นผู้นำรัฐบาลอ่านบทวิเคราะห์เรื่อง MoU 44 ที่เขียนโดย ศ.ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ตีพิมพ์เป็นจุลสาร 2 ฉบับในปี 2554 และบทวิเคราะห์ของ พลเรือเอกถนอม เจริญลาภ ตีพิมพ์เป็นจุลสารในปี 2555 และจุลสารทั้ง 3 ฉบับนี้ตีพิมพ์ซ้ำในปี 2567 … ไม่อยากเห็นผู้นำไทยติดใจหมกมุ่นอยู่กับการสร้าง “วาทกรรม” ของฝ่ายขวาสุดโต่ง ที่ไม่อิงอยู่กับหลักกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด
