ในประเทศ

กลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน

หลังอินฟลูเอนเซอร์ขายของออนไลน์ผ่านการไลฟ์สดชื่อดัง ทำคลิปประชาสัมพันธ์ประกาศจะเอาทุเรียนมาขายลูกละร้อย

เจ้าตัวโชว์การหยิบพูทุเรียนมากิน พร้อมบรรยายรสชาติความครีมมี่ของทุเรียนเกรดพรีเมียม กำหนดจำนวนไว้ที่ 1 ล้านลูก

ใครได้ยินก็หูผึ่ง ทุเรียนลูกในคลิปขนาดประมาณ 6-7 กิโลกรัม หากจะต้องซื้อเอง อย่างถูกๆ แบงก์ 500 ในกระเป๋ายังไม่น่าจะพอ

นี่จะเอามาขายในราคาลูกละร้อย ก็เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือ

แต่ไฮไลต์อยู่ที่ท้ายคลิป เมื่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เดินเข้ามาหาอินฟลูเอนเซอร์รายนั้น พร้อมให้คำมั่นเสียงดังฟังชัดว่าเป็นเรื่องจริง พร้อมอนุมัติ!

มากกว่านั้น นางศุภจียังให้เหตุผล “โปรทุเรียนราคาถูก” ครั้งนี้อย่างสมจริงไปอีกว่า เป็นเพราะอุปทานตลาดทุเรียนปีนี้เพิ่มสูง คาดว่าผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นถึง 33%

ทันทีที่เรื่องนี้ถูกพูดถึงในสังคมอย่างมาก ก็มีอีกความเห็นของเจ้าของสวนทุเรียนที่ออกมาระบุตรงกันว่าถ้ารัฐสนับสนุนการขายทุเรียนพรีเมียมลูกละร้อยจริง คนที่พังที่สุดคือเกษตรกร และระบบค้าทุเรียนในประเทศ

ร้อนจนกระทรวงพาณิชย์และคุณศุภจีเองต้องชี้แจงในเวลาต่อมาแบบดื้อๆ เลยว่า ราคาลูกละร้อยเป็นแค่โปรโมชั่น เทคนิคการตลาด ไม่ได้เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์

กระทั่งเมื่อถึงช่วงเวลาไลฟ์สด ความจริงจึงปรากฏ ว่าทุเรียนที่ขายลูกละร้อย เป็นทุเรียนตกเกรดหรือในภาษาชาวสวนเขาเรียกว่า “ทุเรียนป๊อกแป๊ก” ขนาดลูกเล็ก 1 ลูกอาจมีเพียง 1 พู น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม ซึ่งก็ไม่ได้ต่างกับที่ตลาดทั่วไปค้าขายกันอยู่

ขณะที่ทุเรียนลูกใหญ่เกรดพรีเมียม ราคาตกลูกละหลายร้อยเช่นเดิม

“มูฟ” นี้ของศุภจี จากที่เคยเป็นความหวังของรัฐบาล ที่จะใช้ความเป็น “มือโปร” มาช่วยด้านการตลาดของรัฐบาล กลายเป็น “มูฟที่ผิดพลาด”

แม้จะเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้ต่องบประมาณภาครัฐ แต่ก็เป็น “มูฟ” ที่สร้างปัญหาขึ้นไม่น้อย

1. กระทบต่อชาวสวน ก่อให้เกิดความปั่นป่วน คิดว่ารัฐจะเข้ามาแทรกแซงราคา ทำกลไกตลาดเกิดปัญหา

2. เกิดผลกระทบต่อตลาดทุเรียน โดยเฉพาะระบบขนส่ง พ่อค้าคนกลาง เพราะความปั่นป่วนจากข่าวดังกล่าว ทำให้ตลาดรับซื้อทุกเรียนจากหน้าสวน จนถึงแผงขายผลไม้เกิดความไม่มั่นใจในราคา

3. เกิดผลกระทบต่อคนซื้อ ช่วงแรกคนจำนวนมากถูกทำให้รู้สึกดีว่าจะได้บริโภคทุเรียนดีในราคาถูก แถมได้ช่วยเหลือเกษตรกรจากผลผลิตล้นตลาด แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

4. กระทบกับความเชื่อมั่นรัฐบาล จากการโฆษณา “โปรราคาถูก แต่ความจริงกลับไม่เป็นดังโฆษณา ไม่มีทุเรียนพรีเมียมลูกละร้อยจริง

ท้ายที่สุดรัฐบาลก็เสียเครดิตเอง จากปัญหาความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

จากที่รัฐบาลจะได้แต้มบวก กลายเป็นแต้มลบ คนมองว่ารัฐบาลจ้องแก้ปัญหาด้วยอีเวนต์แบบการตลาดภาคเอกชน มากกว่าจะคิดเชิงภาพรวม

ประเด็นทุเรียนยิ่งชัดว่ารัฐบาลมองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า

เพราะก่อนหน้านี้ชาวสวนและผู้บริโภคทุเรียนก็มี “ปัญหาล้งจีน” ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ยังจะมีปัญหาทุเรียนอ่อน ปัญหาลักลอบนำเข้า จนถึงปัญหาต้นทุน ที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไข แต่กลับไม่ได้รับการพูดถึง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการใช้การตลาดแบบเอกชน หรือการพึ่งพาอินฟลูเอนเซอร์กระจายสินค้า มิใช่เรื่องผิด แต่รอบนี้ดูเหมือนปัญหาจะอยู่ที่ความไม่รอบคอบด้านการสื่อสาร ทำเอาคนบ่นกันทั้งบ้านทั้งเมือง

ไม่น่าเชื่อว่าจากเสียงบ่นรัฐบาลในขณะนี้ เกิดขึ้นในบริบทการเมืองที่รัฐบาลนี้เองก็เพิ่งเข้ามามีอำนาจเต็มในทางการเมือง ยังไม่ทันได้มีเวลาทำนโยบายอะไรเลย

ซึ่งก่อนหน้านี้ตัวนางศุภจีก็เต็มไปด้วยปัญหาวิ่งเข้าใส่ไม่เว้นแต่ละวัน

ตั้งแต่วิกฤตราคาปาล์มจากปัญหาการจำกัดส่งออกจนราคาปาล์มดิ่งหนัก ชาวสวนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข

หรือจะเป็นปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ ที่นางศุภจีมีแนวคิดตั้ง “ล้งกลาง” รับซื้อสินค้าจากเกษตรกร แก้ปัญหาล้งจีน แต่จนถึงวันนี้การดำเนินการดังกล่าวก็ไม่มีความคืบหน้า

เช่นเดียวกับปัญหาราคาปุ๋ยแพง ที่นางศุภจีถูกวิจารณ์เรื่องการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลทำให้ราคาปุ๋ยลดลง การยืนยันว่ามีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงว่ารัฐไม่สามารถคุมราคาปุ๋ยได้ ขณะที่นโยบาย “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” ก็หาซื้อไม่ได้จริงตามอ้าง

หรือเป็นวิธีแก้ปัญหาของแพงด้วยรถพุ่มพวง ก็ถูกวิจารณ์เรื่องการลงทะเบียนล่าช้า เรื่องสิทธิประโยชน์ที่เข้าใจยาก และความเหลื่อมล้ำ โครงการกระจายไม่ทั่วถึงจริง จนนโยบายนี้ถูกเรียกว่า “รถทัวร์ลง”

ยังมีปัญหามะม่วงล้นตลาดที่วันนี้ชาวสวนมะม่วงเริ่มออกมาโวย แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแลมากนักจากรัฐบาล

มากกว่านั้นคือหมดจากฤดูทุเรียนหรือมะม่วง รัฐบาลก็จะเจอกับอีกสารพัดผลไม้

คำถามคือ รัฐบาลจะใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยอินฟลูเอนเซอร์อีกหรือไม่?

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนางศุภจี จึงเป็นสัญญาณแรกของการหวังจะใช้ “เทคโนแครตมือโปร” กู้หน้ารัฐบาล แต่กลับดูมีเค้าลางจะไม่ถึงฝัน เพราะแค่ออกสตาร์ตก็เต็มไปด้วยอุปสรรค

ขัดกับภาพช่วงแรกที่มีการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาจำนวนมาก หลายคนเป็นนักบริหาร นักคิดระดับชั้นนำ แต่ผลงานที่ออกมา “พลาดเป้าไปไกลโข”

คงตระหนักแล้วว่าการบริหารภาครัฐ จะยกเอาวิธีคิดทางการตลาดแบบเอกชนมาใช้ทั้งแท่งแบบไม่ดูบริบท นั่นเป็นไปได้ยาก

เพราะในโจทย์ที่เป็นประโยชน์สาธารณะ มันมีมิติทางการเมืองและจิตใจของผู้คนเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่ามิติเรื่องกำไรขาดทุน

มากกว่านั้นคือต้องชั่งน้ำหนักเรื่องความเป็นจริง ความถูกต้อง และโดยเฉพาะความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายต่างๆ ด้วย

“มือโปรแบบศุภจี” ภายใต้บริบทการเมืองวันนี้จึงไม่ง่าย จะไม่ทำอะไรเพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกวิจารณ์ก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำแล้วผิดพลาด ก็ไม่ได้เหมือนกัน ปัญหาของประเทศวันนี้วิกฤตเกินกว่าจะเสียต้นทุนไปกับการทดลองถูกผิด

รัฐบาลจึงต้องมองการแก้ปัญหาระยะยาว มากกว่านั้นคือการดำเนินนโยบายอะไร ต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชนก่อน อย่าคิดนโยบายจากบนลงล่างฝ่ายเดียว

มิฉะนั้น จากจุดสตาร์ตแค่เริ่มต้น จะมองไม่เห็นอนาคต ภาพวิมานในฝันที่ดูดี ในความเป็นจริง ไม่ง่าย

ตัวอย่างคือนโยบายแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลหวังเดินหน้า วันนี้ก็เต็มไปด้วยปัญหาเกิดเสียงต่อต้านล้นหลาม ตรงข้ามกับเสียงหนุน

หรือรัฐบาลจะลดค่าไฟให้บ้านที่ใช้ไม่เกิน 200 หน่วยแรกต่อเดือน ก็เจอปัญหาว่า เป็นการลด โดยไปเพิ่มค่าไฟบ้านที่ใช้เกินกว่า 400 หน่วย นั่นเท่ากับว่ารัฐไปสร้างปัญหาให้ชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับล่าง ไปจนถึงเอสเอ็มอีที่อยู่ในที่อาศัยต้องจ่ายเงินเพิ่ม โดยไม่กล้าทุบทุนใหญ่เสือนอนกิน

เช่นเดียวกับเรื่องน้ำมันแพง รัฐบาลก็มุ่งแก้ปัญหาไปที่การบีบค่าการกลั่น จนทุนต่างชาติหวาดผวา ขู่จะย้ายลงทุนออกจากประเทศกันแล้ว เพื่อกลบความผิดพลาดที่จนถึงวันนี้รัฐยังจับ “ไอ้โม่ง” กักตุนหาประโยชน์จากวิกฤตพลังงานไม่ได้

ขณะที่อีกหนึ่งมือโปรฯ อย่าง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ก็เร่งเดินหน้าผุดนโยบายแจกเงิน แต่ก็เจอปัญหาใหญ่คืองบฯ ไม่พอ จนทำทีเหมือนจะต้องกู้เงินมาแจกเพิ่ม หรืออาจถึงขั้นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มไปอีก

ยังไม่นับข่าวรัฐบาลจะเก็บเงินคนไทยที่ไปต่างประเทศทุกคนคนละพันบาท หวังจะได้เงินหมื่นล้านต่อปี อ้างว่ามาอุดหนุนท่องเที่ยวในประเทศ ยังไม่นับข่าวประหยัดพลังงานด้วยการปิดไฟทาง จนคนส่งเสียงวิจารณ์แซด

ทั้งหมดคือตัวอย่างสะท้อนว่ารัฐบาลสีน้ำเงินยังมุ่งคิดแก้ปัญหาระยะสั้น มากกว่าการมองไปข้างหน้าระยะยาว

แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีความเข้มแข็งจากความชอบธรรมทางกฎหมายอย่างสูง ครองอำนาจบริหาร นิติบัญญัติอย่างเบ็ดเสร็จ มีฝ่ายตรวจสอบเป็นใจให้ แต่ปัญหาวันนี้คือรัฐบาลเริ่มขาดความชอบธรรมทางการเมืองจากการยอมรับของประชาชน

ยิ่งมาเสียทรงจากการบริหารผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางจนถึงวิกฤตนิติธรรม ที่รัฐบาลเริ่มก่อขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้ว ส.ว. คดีเขากระโดง ล่าสุดคือ กรณี ป.ป.ช.ไฟเขียวยกฟ้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตแกนนำค่ายสีน้ำเงิน

บริบทการเมืองและโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบนี้ การจะหวังให้เทคโนแครตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นไปได้ยาก

“วิมาน” ในฝันที่วาดไว้ หวังจะกอบกู้ศรัทธาประชาชน จึงปรากฏกลายเป็น “วิมานหนาม”

เช่นที่กำลังเกิดขึ้นกับกระทรวงพาณิชย์เวลานี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”