bg-single

ฝากจดหมายน้อย ถึง อ.เชน : สุรชาติ บำรุงสุข

02.05.2026

ฝากจดหมายน้อยถึง อ. เชน

เรียน ท่านอาจารย์เชน ครับ

   ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับอาจารย์อีกครั้ง เนื่องในโอกาสที่ท่านอาจารย์ได้รับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีกระทรวง อว. อย่างสมบูรณ์แล้วในทางการเมือง

   อีกทั้ง ต้องขอแสดงความชื่นชมที่ท่านอาจารย์พยายามที่จะผลักดันผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยให้ออกสู่สังคมวงกว้าง หรือได้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่อาจารย์อยากเอางานวิจัยในมหาวิทยาลัยลงจาก “หอคอยงาช้าง” เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของสังคมไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน

    ผมเชื่อว่า สิ่งที่อาจารย์พยายามขับเคลื่อนเช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกเราชาวมหาวิทยาลัยอยากเห็น เพราะจะทำให้งานวิจัยที่พวกเราในสาขาต่างๆ ที่ทำขึ้นนั้น จะได้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

   แต่อย่างที่เคยเรียนอาจารย์มาแล้วในจดหมายฉบับก่อนว่า ในขณะที่มหาวิทยาลัยอาจจะดูเชิดหน้าชูตาด้วยผลงานวิจัย ดังที่อาจารย์พยายามนำเสนอนั้น แต่ในอีกด้านของมหาวิทยาลัยอาจจะดู “มืดดำ” ที่องค์กรนี้ มีเรื่องภายในที่ไม่ปรากฏออกสู่สังคมภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาประโยชน์ของอธิการและพวก การใช้อำนาจในการกลั่นแกล้งบุคลากร การเล่นพรรคเล่นพวกในการเข้าสู่ตำแหน่งที่สำคัญของงานบริหารมหาวิทยาลัย จนเรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นคดีฟ้องร้องในศาลปกครอง หรือมีการร้องเรียนใน ปปช. จำนวนมาก

    ภาวะเช่นนี้ อาจทำให้มหาวิทยาลัยถูกวิจารณ์ว่าเป็น “Dark Academia” ซึ่งผมเชื่อว่า ในความเป็นอาจารย์นั้น อาจารย์คงได้มีโอกาสได้รับรู้เรื่องราว “ด้านมืด” กับชีวิตของมหาวิทยาลัยมาบ้าง ซึ่งเรื่องราวที่เกิดภายในของมหาวิทยาลัยบางแห่งนั้น ถ้านำออกมาแฉ หรือนำออกมาเล่าให้สังคมภายนอกได้รับรู้แล้ว เราอาจจะถูกตั้งคำถามแบบไม่น่าเชื่อว่า พฤติกรรมด้านมืดที่กล่าวถึงนั้น จะยังทำให้องค์กรนี้มีความเป็นมหาวิทยาลัย หรือยังดำรงความเป็นสถาบันการอุดมศึกษาอยู่อีกหรือไม่

    อาจารย์คงทราบดีว่า พวกเราชาวมหาวิทยาลัยมักจะมี “ความฝัน” อยู่เสมอ และอาจจะเป็นเพราะความเป็นคนช่างฝันเช่นนี้ จึงทำให้พวกเราหลายคนตัดสินใจสร้างชีวิตและตัวตนในมหาวิทยาลัย … แน่นอนว่า เราฝันอยากเห็นมหาวิทยาลัยของเรามีความก้าวหน้าทั้งทางการเรียน การสอน และการวิจัย

    ขณะเดียวกัน เราก็ฝันอีกด้วยว่า มหาวิทยาลัยจะเป็น “เทวสถานของความเป็นธรรม” ที่สร้างอยู่บนหลักการของความเป็นธรรมาภิบาล ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความเท่าเทียม เช่น คนที่อยู่บนสุดของยอดปิรามิด ไม่ใช่คนที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และจะต้องไม่บริหารมหาวิทยาลัยในแบบ “บริษัท อธิการ จำกัด” หากแต่พวกเขาเป็นเหมือนคนอย่างพวกเรา เพียงแต่ต้องขึ้นไปทำงานบนยอดปิรามิดเท่านั้น

    ผมตระหนักดีว่า ความฝันในส่วนหลังนี้ กระทรวง อว. อาจจะไม่อยากที่จะเข้ามามีส่วนในการฝันกับพวกเราในการสร้าง “ธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” หรือถ้าเปรียบเทียบแล้ว งานสร้างฝันชุดนี้ เป็นงาน “คลุกฝุ่น” ที่ผู้บริหารของ อว. อาจจะไม่อยากเข้ามากำกับ

    ผมใช้คำว่า “กำกับงานธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัย” เพราะบทบาทของหน่วยงานของกระทรวงอย่าง สป. อว.  นั้น สามารถทำหน้าที่ “กำกับ” มหาวิทยาลัยให้มีกติกาที่มีธรรมาภิบาล และมีกระบวนการต่างๆ ที่โปร่งใส ได้ด้วยสถานะในเชิงหลักการที่มหาวิทยาลัยจะต้องมีองค์ประกอบเช่นนั้น เพราะมหาวิทยาลัยไม่ใช่ “บริษัทส่วนตัว” ของอธิการและพรรคพวก

     อาจารย์คงทราบดีว่า ไม่มีหลักเกณฑ์ข้อไหนในเชิงวิชาชีพของความเป็นอาจารย์ และในเชิงวิชาการที่เราจะอนุญาตให้อธิการและพรรคพวก ใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ทำมาหากิน หาประโยชน์ส่วนตน ใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่ขนเอาพรรคพวกที่สนิทสนมมากินตำแหน่งที่มีความสำคัญในการบริหารมหาวิทยาลัย เช่น สภามหาวิทยาลัย หรือใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ของการสร้างและกระชับอำนาจ ทั้งเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว และการกลั่นแกล้งผู้เห็นต่างในมหาวิทยาลัย

    อย่างไรก็ตาม ถ้าจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “Dark Academia” ดังเช่นที่กล่าวถึงนั้น ผมคิดว่า การกำกับพฤติกรรมของผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วย “กติกาธรรมาภิบาล” ที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในภาวะปัจจุบันที่ในวันนี้ การฟ้องร้องคดีมหาวิทยาลัยในศาลปกครองมีเป็นจำนวนมาก จนอาจกล่าวได้ว่า มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยราชการที่มีการฟ้องคดีในศาลปกครองเป็นจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะคดีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้องและเป็นธรรมของฝ่ายบริหาร

     ในจำนวนคดีที่มากนั้น มีคดีฟ้องอธิการเป็นส่วนประกอบที่สำคัญด้วย และน่าเสียดายคดีฟ้องร้องของมหาวิทยาลัยในศาลปกครองนั้น มักจะใช้เวลานาน หรือบางทีก็นานมาก เช่นมากกว่า 4 ปี ซึ่งเกินกรอบวงรอบของเวลาในการดำรงตำแหน่ง จึงเปิดโอกาสให้อธิการในเงื่อนไขเช่นนี้ เสมือนขึ้นรถเมล์ด้วย “ตั๋วโดยสารฟรี” ด้วยการดำรงตำแหน่ง “อธิการรักษาการ” อย่างยาวนาน

     ที่ต้องเรียกร้องให้อาจารย์ในฐานะรัฐมนตรีเข้ามาใช้อำนาจโดยตรงในการกำกับงานธรรมาภิบาลมหาวิทยาลัยบ้าง เพราะที่ผ่านมา สป. อว. มักจะมีความคิดว่าในสถานการณ์ที่เกิดปัญหาข้อเรียกร้อง ตลอดรวมถึงข้อขัดแย้งในสภามหาวิทยาลัยนั้น สป. อว. จะถือเอาอธิการเป็นหลัก และไม่รับฟังนายกฯ สภาเท่าที่ควรผมไม่แน่ใจว่า แนวคิดเช่นนี้มาจากวิธีคิดของฝ่ายใดในองค์กร หรือเป็นผลของการรับข้อมูลด้านเดียว จึงเกิดอาการที่ละเลยที่จะฟังข้อมูลในแบบ “รอบด้าน” ในมหาวิทยาลัยที่มีปัญหา

     ในมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาเช่นนี้ ไม่ใช่แก้ปัญหาในแบบที่ สป. อว. ชอบพูดว่า ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นตัวตัดสิน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะอาการ “สภาแตก” ที่เป็นผลจากการใช้อำนาจอย่างเกินเลยและไร้ธรรมาภิบาลของฝ่ายบริหารนั้น ผมคิดว่า สป. อว. ควรเข้าไปแสวงหาข้อเท็จจริง หรืออย่างน้อย สป. อว. ควรตอบคำถามเรื่องธรรมาภิบาลอย่างมีหลักการ ไม่ใช่ตอบนายกสภาฯ แบบหนึ่ง และตอบอธิการอีกแบบเพราะจะยิ่งทำให้เกิดอาการ “สภาแตก” มากขึ้น หรือตอบแล้วทำให้เกิดการละเมิดธรรมาภิบาลของฝ่ายบริหารมีมากขึ้น และกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม เพราะมีหนังสือรับรองมาจาก อว.

      นอกจากนี้ ผมอยากขออนุญาตฝากอาจารย์ในฐานะของรัฐมนตรี ที่การออกแนวทางปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลน่าจะต้องมีความชัดเจน เพื่อใช้เป็น “กติกากลาง” ในการแก้ปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่โปร่งใส โดยเฉพาะอาการ “ผลัดกันเกาหลัง” ระหว่างอธิการกับกรรมการสภาฯ และไม่ใช่กติกาธรรมาภิบาลที่ออกด้วยการใช้คำว่า มหาวิทยาลัย “ควรทำ” ซึ่งอาจารย์ก็ทราบดีว่า แนวทางปฏิบัติในภาษาแบบนี้ ไม่มีผู้บริหารคนไหนทำ

      อาจารย์คงทราบดีว่า ปัญหาด้านมืดของมหาวิทยาลัยตอบได้ด้วยคำตอบประการเดียวคือ สภาวะไร้ธรรมาภิบาลนั่นเอง กระนั้น ผมไม่ได้คาดหวังว่า เราจะทำมหาวิทยาลัยให้สะอาดได้ทั้งหมดในระยะเวลาชั่วข้ามคืนเป็นแต่เพียงหากทาง อว. จะช่วย “ทำความสะอาด” บ้าง มหาวิทยาลัยก็น่าจะเกิด “ความโปร่งใส-ความเป็นธรรม” ได้บ้าง

     ที่ต้องเรียนอาจารย์ถึงปัญหาที่น่ากวนใจเช่นนี้ เนื่องจากตอนนี้มีคำถามในหมู่ชาวมหาวิทยาลัยที่ต่อสู้เรื่องธรรมาภิบาลว่า “สป. อว. มีไว้ทำไม?” หรือในอีกระดับคือ “ฝ่ายกฎหมาย สป. อว. มีไว้ทำไม?” เนื่องจากตอนนี้มหาวิทยาลัยบางแห่งไม่ใช่แค่มีปัญหา แต่ต้องถือว่ากำลังมี “วิกฤตธรรมาภิบาล” อย่างมากด้วย และภาวะเช่นนี้ ต้องการกำกับเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และความถูกต้องในกิจการของมหาวิทยาลัย มิใช่ สป. อว. จะทำหน้าที่เป็นองค์กร “ผู้พิทักษ์อธิการอธรรม” และละเลยต่อปัญหาที่เกิดขึ้นแบบไม่ใส่ใจ

      ผมตระหนักดีว่า อาจารย์กำลัง “ลุย” กับการเอางานวิจัยมหาวิทยาลัยขึ้นสู่เวทีการแก้ปัญหาประเทศ แต่อยากขอเวลาอาจารย์ช่วย “ชายตา” สักนิด มองปัญหาด้านมืดในมหาวิทยาลัยบ้าง เพราะวันนี้ คนที่ต่อสู้ปัญหาธรรมาภิบาล ไม่เพียงแต่รู้สึกโดดเดี่ยวเท่านั้น หากพวกเขายังรู้สึกว่า อว. “ใจร้าย” และ “หันหลัง” ให้กับปัญหาเช่นนี้แบบไม่สนใจกับ “ความเลวร้าย” ที่เกิดภายในมหาวิทยาลัยเลย เสมือนธุระไม่ใช่

     ผมขออนุญาตฝากปัญหา “Dark Academia” ไว้แทนเพื่อนๆ อาจารย์ที่ยังยืนหยัดต่อสู้ ด้วยความหวังที่จะเห็น มหาวิทยาลัยที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาลเกิดขึ้นในระบบการศึกษาไทย ผมตระหนักดีว่า การต่อสู้กับปัญหาเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมมหาวิทยาลัยไทย เพราะปัญหา “เส้นสายและการวิ่งเต้น” ของฝ่ายบริหารแต่ถ้าเราไม่เริ่มกวาดขยะ ขยะในมหาวิทยาลัยก็มีแต่จะกองใหญ่มากขึ้นไม่หยุด และนำไปสู่คำตอบที่ให้กับคนในประชาคมว่า “อธิการเส้นใหญ่” แม้แต่ส่วนกลางก็ไม่กล้าแตะ !

    ผมไม่อยากเห็นกระทรวง อว. ในยุคของอาจารย์อยู่กับ “คำนินทา” ของคนในมหาวิทยาลัยเช่นนั้น เพราะเชื่อมั่นเสมอว่า อ. เชน เป็นคนที่อยากเห็นมหาวิทยาลัยดีขึ้น และสะอาดขึ้นในมิติของการบริหาร เพราะได้มีโอกาสได้รับทราบถึงความตั้งใจและความมุ่งมั่นของอาจารย์ตั้งแต่สมัยเป็นรองอธิการฯ แล้ว และการดำรงตำแหน่งใน อว. ของอาจารย์ น่าจะเป็นสิ่งที่ “ถูกฝา-ถูกตัว” มากที่สุดแล้วใน ครม. ชุดนี้

     สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์ฝ่าฟันทุกปัญหาใน อว. ไปให้ได้ เพื่อสร้างอนาคตของการอุดมศึกษาไทยทั้งในปัจจุบันและในอนาคตครับ/

2 พฤษภาคม 2569



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย