bg-single

‘ดร.โจ’ ผู้ว่าประชาชน ท้าชิงเก้าอี้ ‘ชัชชาติ’ เปลี่ยนกรุงเทพฯ ง่ายๆ เป็นหลังพิงเมื่อล้ม

08.05.2026

ในประเทศ

ศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตอนนี้เริ่มดุเดือดและทวีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้สมัครอิสระและตัวแทนพรรคการเมือง ทยอยเปิดตัวให้เห็นโฉมหน้ากันบ้างแล้ว พร้อมชูแคมเปญหาเสียงและนโยบายบริหารเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ก่อนเข้าคูหาชี้ชะตาในสมรภูมิเสาชิงช้า วันที่ 28 มิถุนายน 2569

แม้ว่าแชมป์เก่าอย่างผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังไม่ประกาศลงสมัครอย่างเป็นทางการ แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าพร้อมลุยต่อสมัยที่ 2 อย่างแน่นอน สะท้อนให้เห็นผ่านเครือข่ายที่ชื่อว่า Work work work กรุงเทพฯ ทำงาน

“ยอมรับว่ามีแนวโน้มสนใจที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. เพราะยังทำงานเป็นผู้ว่าฯ กทม.อยู่ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องนโยบายก็มีทีมงานอาสาสมัครมาช่วยทำ”

“ก่อนวันที่ 21 พฤษภาคม จะประกาศความพร้อมการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ในเมื่อยังเป็นผู้ว่าฯ อยู่ก็จะไปประกาศตัวเองว่าเป็นผู้สมัครทำไม ต้องทำงานให้เต็มที่ก่อน หากผมบอกว่าไม่ลงสมัครแล้ว ทีมงานก็จะไม่ฟัง และไม่ทำงานต่อ แต่ถ้าบอกว่าลงสมัคร ก็จะกลายเป็นว่าผมทำทุกอย่างเพื่อหาเสียง มันจึงเป็นดาบสองคม” นายชัชชาติกล่าว

ขณะเดียวกันผู้ว่าฯ ชัชชาติยืนยันว่าไม่ได้ให้การสนับสนุนผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) คนใดเลย หลังจากเกิดความเข้าใจผิดในหมู่ผู้สมัคร ส.ก. เพราะบางคนมีการนำรูปและชื่อไปประกอบการหาเสียง จนกลายเป็นประเด็นดราม่าเชื่อมโยงพรรคการเมือง

รวมถึงยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกลุ่ม Better Bangkok ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ และพร้อมทำงานร่วมกับ ส.ก.ทุกคน หากได้นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ต่ออีกหนึ่งสมัย

นอกจากนายชัชชาติที่จะลงสมัครในนามอิสระแล้ว ยังมีรายชื่อของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นคนแรก

รวมไปถึงนายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ก. เขตบางพลัด อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งเป็นทายาททางการเมืองของนายภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ว. หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะ “ซินแสภานุวัฒน์”

“หม่อมกร” ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ โดยเป็นที่รู้จักในฐานะนักวิชาการอิสระ ที่มีชื่อเสียงด้านการตรวจสอบนโยบายพลังงานไทยและประเด็นอธิปไตยทางทะเล (MOU44)

ขณะที่กลุ่มกรุงเทพบินได้ของนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือเต้ พระราม 7 ประกาศส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

พร้อมชูนโยบายสุดโต่ง คลองแสนแสบดื่มได้ คนกรุงเทพฯ เที่ยวนวดคนละครึ่ง วิดพื้นเพิ่มขึ้นเงินเดือนทั้งชาย-หญิง และยกเว้นภาษีให้กับคนที่สุขภาพพลานามัยแข็งแรง ฯลฯ

ส่วนตัวแทนจากพรรคการเมือง เช่น พรรคเพื่อไทยซึ่งก่อนหน้านี้ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัคร ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม. แต่ปรากฏว่ามีสมาชิก ส.ก.บางส่วนมีความประสงค์ขอใช้โลโก้ และลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย ซึ่งทางพรรคก็ไม่ได้ขัดข้อง แต่คงมีไม่ครบทั้ง 50 เขต คาดว่ามีอยู่ประมาณ 20 รายชื่อ และมั่นใจว่าจะรักษาฐานที่มั่นเดิมเอาไว้ได้

เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยที่ประเมินแล้วว่าสนาม กทม. ไม่ใช่พื้นที่ของตัวเอง จึงไม่ส่งผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ส่วน ส.ก. ยังลูกผีลูกคน ต้องรอกรรมการบริหารพรรคเคาะว่าจะส่งหรือไม่ส่ง และยังพอมีเวลา

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเรื่องรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ โดยนายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ออกมายืนยันว่าขณะนี้ได้บุคคลที่จะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

ทั้งนี้ แคนดิเดตคนดังกล่าวเป็นผู้ชายที่มีโปรไฟล์โดดเด่น เคยผ่านการเป็นผู้บริหารในโลกธุรกิจและมีประสบการณ์โชกโชนในงานการเมือง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพราะยังมีกระบวนการอีกนิดหน่อย

นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทัพผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยอดีต ส.ก. จำนวนกว่า 13 ราย ซึ่งมีประสบการณ์ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคการเมืองอื่น ตลอดจนกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจอาสาเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคเป็นครั้งแรก เพื่อสร้างมิติใหม่ในการบริหารงานท้องถิ่นระดับเมืองหลวง

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่หลายคนให้ความสนใจคือผู้สมัครจากพรรคประชาชน ที่เดินเกมรุกชิงขั้วอำนาจในสนามท้องถิ่นเมืองหลวงอย่างสุดกำลัง โดยส่ง ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน วัย 44 ปี ท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. และตั้งเป้ากวาด ส.ก. เพื่อเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน

พร้อมชูแคมเปญ ‘กรุงเทพง่ายๆ BY ผู้ว่าประชาชน’ ผ่าน 4 ชุดนโยบายของพรรคประชาชน เพื่อชีวิตง่ายๆ ของคนกรุงเทพฯ ประกอบด้วย

1. การเลี้ยงครอบครัวง่าย กรุงเทพฯ ต้องช่วยให้คนเลี้ยงลูกง่าย ต้องเป็นเมืองที่ช่วยให้คนกล้าที่จะมีลูก โดยกรุงเทพฯ ต้องลงทุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้พ่อแม่เชื่อมั่น ฝากเลี้ยงมั่นใจ

2. ค้าขายง่าย ไม่ต้องจ่ายส่วย กรุงเทพฯ ต้องให้โอกาสค้าขาย ใช้พื้นที่ของ กทม. และของรัฐ ตลอดจนการสร้างงานสร้างอาชีพ เปลี่ยนโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้เป็นศูนย์ Re-Skill พร้อมกับการจ้างงาน

3. เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพเชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทางวางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนเดินทางง่ายโดยที่ไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพฯ

และ 4. ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็น แล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย

ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง “รอนาน” หรือ “จ่ายใต้โต๊ะ” จะต้องหมดไป คนกรุงเทพฯ จะต้องได้รับบริการที่โปร่งใสและยุติธรรม

นายชัยวัฒน์ที่ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวเต็งอันดับ 2 รองจากนายชัชชาติ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์บนเวที โดยยอมรับว่าการบริหารงานของกรุงเทพฯ มีข้อจำกัดมากมาย ทั้งอำนาจและงบประมาณ แต่ก็ต้องพัฒนาให้ได้มากกว่าข้อจำกัดของกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ต้องทำให้เมืองพัฒนาคน และให้คนกลับไปเป็นพลังในการพัฒนาเมือง ซึ่งการพัฒนาคนสิ่งสำคัญคือเวลา ที่ผ่านมาการใช้ชีวิตต้องเสียเวลาวันละ 3-4 ชั่วโมง ดังนั้น เราจะต้องคืนเวลาเหล่านี้ให้คนกรุงเทพฯ

ชีวิตคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จริงมันยากและเหนื่อยมากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีเงิน ไม่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคน 99% ของกรุงเทพฯ แต่ที่น่าตกใจก็คือคนกรุงเทพฯ ดูจะชินชาและปรับตัวได้ ทุกคนสู้ชีวิต อดทนทำงานหาเงิน เพื่อที่จะใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ

เป้าหมายคือยิ่งมีเงิน ชีวิตเราก็จะยิ่งง่ายขึ้น สบายขึ้น มั่นคงขึ้น เพราะเราเชื่อกันว่ากรุงเทพฯ ก็เป็นแบบนี้แหละ

“นี่คือสัญญาณของความหวังที่หดแคบลง จนคนกรุงเทพฯ ไม่เชื่อว่า กทม. จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ง่ายขึ้น ทุกคนต้องต่อสู้ดิ้นรนเอง จนลืมคิดไปว่าหลายเรื่องไม่ควรจะเป็นเรื่องยากขนาดนี้เลย ผมและพรรคประชาชนจึงเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งนี้ เพื่อเสนอว่ากรุงเทพฯ จะไม่ปล่อยให้คุณต่อสู้เพียงลำพัง”

“เมืองที่มีงบประมาณ 120,000 ล้านบาท และเจ้าหน้าที่เกือบ 100,000 คน สามารถทำได้มากกว่านี้ ไปไกลกว่านี้ พรรคประชาชนไม่ได้เสนอแค่ผู้ว่าฯ กทม. 1 คนมาให้ท่านเลือก แต่เราขอเสนอวาระเมืองกรุงเทพฯ ว่าอนาคตของเมืองนี้ควรจะเป็นอย่างไร”

“ผม โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในฐานะแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. เสนอวาระที่จะทำให้เมืองกรุงเทพฯ เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อคุณพร้อมไปข้างหน้า เป็นเมืองที่คอยโอบรับในวันที่ชีวิตคุณลำบาก”

“และให้โอกาสในวันที่คุณอยากก้าวกระโดดไปข้างหน้า ด้วยปรัชญาการพัฒนาเมืองที่ยึดคนเป็นศูนย์กลาง จากประสบการณ์ที่ผมเคยใช้ชีวิตและทำงานในญี่ปุ่นกว่า 10 ปี เพื่อคืนเวลา 3 ชั่วโมงที่สูญเสียไปในแต่ละวันให้คนกรุงเทพฯ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องทำให้กรุงเทพฯ ง่าย” นายชัยวัฒน์กล่าว

หลังจากนี้คงต้องจับตาศึกเลือกตั้งสนามเมืองหลวง ซึ่งเป็นการวัดพลังกันระหว่าง อิสระ VS พรรคการเมือง

แชมป์เก่าอย่างนายชัชชาติจะต้องมาขับเคี่ยวชิงชัยอย่างดุเดือดกับนายชัยวัฒน์แห่งค่ายสีส้ม และอาจรวมไปถึงผู้สมัครค่ายสีฟ้าที่รอวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ศึกแห่งศักดิ์ศรีครั้งนี้คนกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ชี้ชะตาในสมรภูมิเสาชิงช้า ลุ้นระทึกไปจนถึงบทสรุปสุดท้าย วันที่ 28 มิถุนายน 2569



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘อนุทิน 2’ คะแนนร่วง กระทุ้ง รมต.โลกลืม …ฟื้นเชื่อมั่น!
สูตรแคร์ : บทเรียนสิบปีของบอร์ดที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร
ส่องลึกอิหร่าน: 11) ชนชาติส่วนน้อยกลุ่มต่างๆ ในอิหร่าน
ประวัติศาสตร์ไม่น่ากลัว
ซีซาร์สลัดอะโวคาโดไส้กรอก
พาส่อง JAECOO 6T REEV เอสยูวี ราคาต่ำล้าน-เด่นที่ขุมพลัง
เจาะลึกผลงาน ‘ตบสาวไทย’ เปลี่ยนผ่านคืนสู่ทีมชั้นนำโลก?
Cash is King
ราตรีสีทอง
ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 17-23 กรกฎาคม 2569
E-DUANG | กรณี TH-AI PASSPORT คือ เทคโนโลยี ผสาน การเมือง