ในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า มีคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ออกมาอย่างน่าสนใจ แม้ในอีกด้านจะมีข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องของการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดรวมถึงปัญหาการลอบยิง สส. ในพื้นที่ก็ตาม
สัญญาณจากรัฐบาล
คำสั่งแรกที่คาดไม่ถึงอย่างมากคือ การแต่งตั้ง ดร. ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง (สขช.) เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุข พร้อมกับการแต่งตั้งพลเอกสุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ
การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณในทางการเมืองว่า รัฐบาลไทยพร้อมที่เริ่มต้นกระบวนการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธ BRN ในฐานะที่เป็นกองกำลังหลักของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในพื้นที่ 3 จังหวัด เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา กลุ่ม BRN พยายามส่งสัญญาณให้รัฐบาลไทยเปิดการเจรจามาโดยตลอด
ดังนั้น ในรายละเอียดเฉพาะหน้าจึงเสมือนกับการรอให้มีการจัดตัวบุคคลในคณะพูดคุยให้เรียบร้อย ซึ่งน่าจะใช้เวลาอีกไม่นานนัก นอกจากนี้ ก็มีข่าวว่า นายกฯ จะลงนามแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯ ขึ้นคู่ขนานกับการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย
ข่าวที่ปรากฏตามมาในช่วงแรกจึงได้แก่ การแต่งตั้งพลเอกอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพกองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะพูดคุย เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้ง ดร. วันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้
การเตรียมแต่งตั้งใน 3 ส่วนนี้ ทำให้เห็นการวางแนวทางของรัฐบาลในการแก้ปัญหาผ่าน 3 ส่วนงานคือ คณะผู้แทนพิเศษ คณะพูดคุย และประธานที่ปรึกษาของนายกฯ โดยมีการจัดวางตัวบุคคลในการแก้ปัญหาคือ พลเอกอุดมชัย นายฐนัตถ์ และอาจารย์วันนอร์ ตามลำดับ
ส่วนงานและบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจะเป็นดัง “3 เสาคอนกรีต” สำหรับรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ แต่แล้ว ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงคำสั่ง โดยมีการแต่งตั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้ารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษ แทนพลเอกอุดมชัย
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ในการแต่งตั้ง “คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมีกรรมการทั้งหมด 22 คน อันเป็นดัง “22 อรหันต์” ในการคุมงานในภาคใต้ และในจำนวนนี้ 8 คนมาจากกระทรวงที่สำคัญ และ 7 คนมาจากหน่วยงานหลักด้านความมั่นคง และเป็นดังสัญญาณของการประกาศการเริ่มต้นของรัฐบาลอนุทินในการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ด้วยการแต่งตั้งเช่นนี้ เท่ากับเป็นสัญญาณว่า นายสีหศักดิ์คือ รองนายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคง และจะเป็นผู้ที่มีอำนาจเต็มในการคุมงานความมั่นคงเรื่องภาคใต้ของรัฐบาล ซึ่งเห็นชัดถึงบทบาทอีกส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงไทยคือ ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในกรณีของการจัดทำเขตแดนทะเลตามหลักของกฎหมายทะเล (UNCLOS) ตลอดรวมถึงปัญหาการเจรจาสันติภาพในเมียนมาร์ ซึ่งเราได้เห็นบทบาทของรองนายกฯ สีหศักดิ์ ในการติดต่อกับฝ่ายนิยมทหารในการเมืองเมียนมาร์มาแล้ว

ผู้มีอำนาจเต็มในภาคใต้
ถ้าเปรียบแล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า รองฯ สีหศักดิ์ จะต้องรับบท “นักดับเพลิง” เพราะจะต้องเข้าไปดับ “ไฟ 3 กองใหญ่” ของความมั่นคงไทยคือ ไฟใต้ ไฟกัมพูชา และไฟพม่า ซึ่งแน่นอนว่า บทบาทเช่นนี้ ไม่ง่ายอย่างแน่นอน เพราะงานของกระทรวงต่างประเทศที่ต้องรับผิดชอบอย่างเดียว ก็มีภารกิจใหญ่มากแล้วในการต้องจัดวางนโยบายต่างประเทศไทยในยุคความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์เช่นปัจจุบัน
ดังนั้นนับจากนี้ จึงน่าสนใจว่า รองนายกฯ สีหศักดิ์และคณะ หรือ “22 อรหันต์” แห่งงานภาคใต้นั้น จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยในภาคใต้อย่างไร
แต่ในอีกด้าน ก็มีความกังวลว่า การแต่งตั้งผู้แทนของปลัด 8 กระทรวงนั้น จะกลายเป็นคำสั่งแบบ “รัฐราชการ” เพราะการประชุมอาจจะเป็นแค่การมาของผู้แทนของหน่วย แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบงานจริง หรือเป็นการประชุมแบบราชการคือ เป็นเวทีการประชุมทำหน้าที่ให้ฝ่ายการเมืองรับทราบความคืบหน้าที่หน่วยงานแต่ละส่วนได้รับมอบไปดำเนินการ แล้วกลับมารายงานในเวทีนี้
ส่วนผู้แทน 7 หน่วยงานความมั่นคงนั้น ก็เป็นส่วนงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ซึ่งว่าที่จริง หน่วยงานความมั่นคงมีเวทีประชุม กอ. รมน. รองรับอยู่แล้วอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นหน่วยงานที่ต้องทำงานโดยตรง
ในโครงสร้างแบบรัฐราชการ อำนาจของ “22 อรหันต์” ถูกกำกับว่า ต้องดำเนินการให้ “สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พศ. 2561-2580)” และดำเนินการตาม “นโยบายความมั่นคง (พศ. 2566-2570)” ซึ่งข้อกำหนดเช่นนี้เท่ากับชี้ว่า คณะกรรมการชุดนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “คณะกรรมการยุทธศาสตร์” ในการแก้ปัญหาภาคใต้ เป็นแต่เพียงทำหน้าที่เป็นผู้ขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้แล้ว
ถ้าตีความตามคำสั่ง คณะกรรมการ “22 อรหันต์” อาจไม่มีสถานะเป็น “ครม. น้อย” หรือ “ครม. ภาคใต้” แต่อย่างใด เพราะหน้าที่หลักไม่ใช่การคิดยุทธศาสตร์ แต่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ หรือทำหน้าที่เป็น “ส่วนราชการใหม่” ที่นำเอานโยบายไปสู่การปฏิบัติในการแก้ปัญหาภาคใต้ ซึ่งก็มีอำนาจอีกแบบ เพราะเป็นองค์กรที่จะคุมงานความมั่นคงภาคใต้ทั้งระบบ
ความท้าทายในอนาคต
การรับบทบาทเช่นนี้ ฝ่ายเลขาฯ จะต้องมีความเข้มแข็งในการติดตามงานอย่างมาก มิฉะนั้นแล้ว งานในเชิงนโยบายอาจจะขยับไม่ได้จริง ถ้าฝ่ายเลขาฯ ไม่สามารถติดตามงานได้ เช่น ปัญหาการเปลี่ยนกำลังในการควบคุมพื้นที่ในปี 2570 ตามข้อกำหนดของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือประเด็นปัญหาในทางยุทธศาสตร์ที่ต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกับคณะพูดคุย หรือเชื่อมต่อกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด เป็นต้น
ประเด็นเช่นนี้ แน่นอนว่าท้าทายอย่างมากกับรองนายกฯ สีหศักดิ์ ที่ต้องดับ “ไฟ 3 กองใหญ่” และท้าทายอย่างมากกับนายกฯ อนุทิน ที่จะต้องก้าวข้ามข้อวิจารณ์ที่ว่า “นายกฯลอยตัวจากปัญหา” ให้ได้ เพราะตอนนี้ สังคมรู้สึกว่า นายกฯ มอบงานรอบบนี้ไว้กับ “3 แม่ครัว” เท่านั้น เพราะขณะนี้ คณะ 3 แม่ครัว “ออกร้านโชว์” จนงานล้นเกินมือแล้วในยามนี้
สุดท้ายก็อดคิดไม่ได้ว่า ด้วยความเป็นนักการทูตจากกระทรวงต่างประเทศนั้น อาจจะไม่ถนัดกับงาน “คลุกฝุ่น” แบบปัญหาในภาคใต้ แล้วถ้ารองนายกฯ สีหศักดิ์ต้องเป็น “ผู้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใต้” เขาจะทำอย่างไรกับปัญหาความมั่นคงในรูปแบบของ “สงครามก่อความไม่สงบ” เช่นนี้ เพราะปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ไม่ใช่งาน “ใส่สูท-ออกดินเนอร์-ดื่มไวน์” กับนักการทูตอีกฝ่าย เนื่องจากอีกฝ่ายในเวทีการทูตเป็นรัฐ แต่อีกฝ่ายในภาคใต้เป็น “ตัวแสดงไม่ใช่รัฐ” … จุดต่างแค่นี้ก็ “ปวดหัว” แล้วครับ !
