บทความนี้คงเป็นการนำเสนออย่างสังเขปถึงแนวคิดของธูซิดิดิส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก อันเป็นผลจากคำกล่าวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กล่าวคำว่า “กับดักธูซิดิดิส” (Thucydides Trap) และเสนอว่า จีนและสหรัฐจะต้องไม่เข้าไปติดกับดักนี้
กับดักนี้คืออะไร … กับดักนี้เกี่ยวข้องกับสงครามอย่างไร ?
มุมมองต่อการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ
ในท่ามกลางการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่คือ สหรัฐอเมริกากับจีนในศตวรรษที่ 21 นั้น ผู้แทนของประเทศทั้ง 2 ได้พบกันหลายครั้งในหลายโอกาส และพวกเขามักจะกล่าวถึงผลงานวิชาการของธูซิดิดิส เรื่อง “ประวัติศาสตร์ของสงครามเพโลโพนิเซีย” (The History of Peloponnesian War) ซึ่งหนังสือเล่มนี้เป็นดัง “มหาตำรา” ของนักเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์ในทุกยุคทุกสมัย
สาระสำคัญของหนังสือที่แม้จะเป็นเรื่องราวของสงครามระหว่างนครรัฐกรีกในยุคก่อนคริสตกาล แต่ข้อสรุปของหนังสือที่กล่าวถึงการต่อสู้แข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ และจบลงด้วยสงครามนั้น ยังเป็นสิ่งที่ถูกหยิบมาเป็นข้อถกเถียงในศตวรรษที่ 21 อย่างไม่ล้าสมัย ซึ่งการแข่งขันนี้ก็คือ เส้นทางที่พารัฐมหาอำนาจเข้าไปติด “กับดักสงคราม” อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
ถ้าเช่นนั้น การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐจะจบลงเช่นสงครามระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตาหรือไม่ ? … 2 มหาอำนาจใหญ่ของโลกในปัจจุบันจะเข้าไปติด “กับดักธูซิดิดิส” หรือไม่
การแข่งขันที่เกิดระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ในยุคสมัยของเรา นำมาซึ่งคำถามของสงครามนั้น จึงเสมือนกับการ “ปลุกวิญญาณ” ของธูซิดิดิสให้ฟื้นคืนชีพ เพื่อมาเป็นพยานของประวัติศาสตร์อีกครั้ง
อีกทั้ง เมื่อผู้นำจีน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวชวนผู้นำอเมริกัน ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ก้าวข้าม “กับดักธูซิดิดิส” ให้ได้ จึงเป็นเหตุให้พวกเราทั้งหลายต้องกลับมาสนใจงานของธูซิดิดิสกันอีกครั้ง
ว่าที่จริง หากเราย้อนกลับไปพิจารณาช่วงเวลาที่ผ่านมา เราอาจจะเห็นถึงความพยายามของผู้แทนทั้ง 2 ฝ่าย ที่จะฝ่าข้ามกับดักนี้ เพราะตระหนักดีว่า สงครามของรัฐมหาอำนาจใหญ่นั้น มีนัยโดยตรงถึงการเกิดของ “สงครามโลก” ซึ่งก็คือ “สงครามโลกครั้งที่ 3” นั่นเอง
การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่มีนัยอะไร
การแข่งขันเช่นนี้บ่งบอกถึง “การเปลี่ยนผ่านของอำนาจ” (Power Transition) จากมหาอำนาจหนึ่งในฐานะของการเป็นผู้ควบคุมระเบียบระหว่างประเทศ ไปสู่อีกมหาอำนาจหนึ่ง โดยเฉพาะ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนได้ขยับตัวขึ้นมาเป็น “รัฐมหาอำนาจอันดับ 2” ของโลกทั้งในทางเศรษฐกิจและการทหาร อันนำไปสู่คำถามว่า จีนจะแซงหน้าขึ้นเป็น “อันดับ 1” แทนที่สหรัฐได้หรือไม่
การเติบโตของจีนในอีกทางหนึ่ง เห็นได้ชัดว่า สหรัฐอยู่ในสภาวะถดถอย ไม่ว่าจะเป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน ขณะเดียวกัน สหรัฐเองก็แบกรับภาระกิจสงครามที่อาจจะเกินขีดความสามารถในทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้ถึงบทบาททางทหารของสหรัฐในอัฟกานิสถาน อิรัก จนถึงสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน ตลอดจนการตกลงของสถานะของสหรัฐในปัจจุบัน และยิ่งพิจารณาจากมิติของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีแล้ว เห็นได้ชัดถึงการที่จีนพยายามจะแซงสหรัฐให้ได้
ในอีกด้าน การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเช่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่พึงพอใจ” ของจีนต่อสถานะของตนเองในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจาก มหาอำนาจที่เป็นฝ่ายเติบโตย่อมต้องการที่จะทดแทนบทบาทของมหาอำนาจเดิมที่ถดถอยลง ซึ่งบทบาทของมหาอำนาจเดิมมีฐานะของการเป็น “ฝ่ายที่เป็นหลัก” คือเป็น “ฝ่ายที่ครองความเป็นใหญ่” ในเวทีโลก (คือเป็น “เจ้าโลก”)
การที่รัฐฝ่ายที่เติบโตใหม่ย่อมต้องการเข้ามาแทนในบทบาทเช่นนี้ จึงเป็นดัง “ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ” ในการเมืองโลก หรือที่เรียกในทางวิชาการว่า “The Power Transition Theory” และความน่ากังวลใจก็คือ การเปลี่ยนของอำนาจเช่นนี้ กระทำผ่านเงื่อนไขของสงคราม อันทำให้เกิดคำถามในอีกด้านหนึ่งว่า การเติบใหญ่ของจีนจะเป็นเส้นทางอย่างสันติหรือไม่ ?
สำหรับรัฐที่เติบโตเป็น “รัฐมหาอำนาจใหม่” ย่อมไม่มีความพึงพอใจต่อการดำรงสถานะเดิมในเวทีโลก เพราะเชื่อว่า ระเบียบโลกที่เป็นอยู่ในแบบเดิมนั้น เอื้อประโยชน์กับรัฐมหาอำนาจเดิม มากกว่าจะตอบสนองต่อผลประโยชน์ของฝ่ายที่ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งขัน
เวลาที่อันตรายของโลก
การเปลี่ยนผ่านของอำนาจเช่นนี้ เห็นเงื่อนไขอย่างสำคัญ 3 ประการ คือ
- การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของมหาอำนาจใหม่
- การขยายตัวของอำนาจทางทหารของฝ่ายอำนาจใหม่
- การขยายอำนาจใน 2 ส่วนนี้ ทำให้รัฐมหาอำนาจใหม่ต้องการที่จะเปลี่ยนสภาวะเดิมของระเบียบโลก เพราะเชื่อว่า ฝ่ายตนมีอำนาจมากพอที่น่าจะเป็น “มหาอำนาจอันดับ 1” ของโลกได้แล้ว
ดังนั้น จุดที่อันตรายที่สุดที่จะนำไปสู่สงครามระหว่างมหาอำนาจ มี 2 เงื่อนไขคือ
- สภาวะที่มหาอำนาจเดิมที่เป็นฝ่ายที่ครองความเป็นใหญ่กำลังรู้สึกว่า รัฐมหาอำนาจใหม่ที่ไม่พอใจกับระเบียบเก่า กำลังจะเป็นฝ่ายที่เข้าแทนที่เขา ฝ่ายมหาอำนาจเดิมจึงตัดสินใจเปิดสงครามเพื่อป้องกันการเปลี่ยนอำนาจในเวทีโลก
- รัฐมหาอำนาจใหม่รู้สึกว่า ระเบียบแบบเก่าที่ดำรงอยู่นั้น เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของฝ่ายตน และตัดสินใจใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบใหม่
ความท้าทายในอนาคต
เวลาที่น่ากลัวของการแข่งขันของมหาอำนาจใหญ่เช่นนี้คือ สภาวะของการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจ ที่มหาอำนาจเก่าต้องการคงระเบียบแบบเดิม แต่มหาอำนาจใหม่ต้องการระเบียบใหม่ ซึ่งก็คือ สงครามที่ชิงความเป็น “เจ้าโลก” อันมีนัยถึงการต่อสู้เพื่อเป็น “มหาอำนาจอันดับ 1” ในเวทีโลก
สภาวะเช่นนี้ก็คือ ”กับดักธูซิดิดิส” ที่เป็นภาพสะท้อนของสงครามนครรัฐกรีกระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตาในยุคก่อนคริสตกาล ถ้าเช่นนั้นแล้ว การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐในศตวรรษที่ 21 จะย้อนรอยสงครามเอเธนส์กับสปาร์ตาอีกหรือไม่ ? … คำถามของยุคสมัยที่ยังไม่มีคำตอบ !
