bg-single

บลู ช่วย บลู พลัส สู้ ฟัด ส้ม

29.05.2026

ในประเทศ

หลังคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติไม่รับรอง (ปัดตก) ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของกฎหมายสำคัญที่ค้างการพิจารณา

สร้างความผิดหวังให้กับพรรคประชาชนและภาคประชาสังคมที่ผลักดันเรื่องนี้มานาน

แต่ยังไม่ทันที่สังคมส่วนใหญ่จะได้ตั้งคำถามกับความจริงใจของรัฐบาลในการทำตามผลประชามติ

จู่ๆ พรรคภูมิใจไทยสร้างความฮือฮาด้วยการเป็นพรรคแรกที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภา สาระสำคัญคือตั้ง ส.ส.ร. 100 คน โดยใช้วิธีสรรหาแบบไร้คูหาเลือกตั้ง และ “ล็อก” ห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 เด็ดขาด

เป็นการช่วงชิงจังหวะ ตัดหน้าพรรคประชาชน รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองก็มีกำหนดเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเองตามมาเช่นกัน

เป็นการเดินเกม ระดับ “เหนือชั้น” หน้าไมค์ก็ประกาศขอเร่งแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจก่อนการเมืองให้คนตายใจ ให้คอการเมืองมีเรื่องไปคุยกัน

แต่หลังไมค์ก็สั่งกุนซือเขียนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเตรียมไว้เรียบร้อย พอได้จังหวะก็ตบเท้าพร้อมเพรียง ชิงยื่นเข้าสู่วาระพิจารณาทันที

และที่เหนือชั้นชนิดปากกาเซียนไม่พอให้หักก็คือเนื้อหาภายในของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ “แอบแฝงวาระการเมืองสำคัญ”

เจาะลงไปในเนื้อหารายละเอียด ชัดเจนว่าร่างดังกล่าวมุ่งสร้างสภาวะส่อ “รวบอำนาจเบ็ดเสร็จ” ไว้ในมือเครือข่ายผู้มีอำนาจปัจจุบัน

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 100 คน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่ให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก

ไม่ว่าจะเป็น การระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ส.ว.อย่างน้อย 1 ใน 4 ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน

อ่านแล้วก็คงสรุปตรงกันว่า เห็นเค้าลาง “บลูคอนสติติวชั่น” มาอยู่ไกลๆ

อย่าแปลกใจถ้าจะถูกคนวิจารณ์ว่า “เป็นการเปิดทางให้เครือข่ายอำนาจเดิมผูกขาดการกำหนดกติกาประเทศ”

ซ้ำร้ายยังกระทำ ภายใต้ข้ออ้างสวยหรูซ้ำๆ ว่า “ทำตามมติประชาชนจากผลการลงประชามติ” แล้ว

นั่นคือท่าทีแบบฉบับ “ชาวสีน้ำเงิน-บลูสภาล่าง” โอบอุ้มผนึกกำลังกับ “บลูสภาบน” เสริมความแข็งแกร่งผ่านโครงสร้างทางการเมืองใหม่ในฝัน

คนที่เจ็บปวดที่สุดจากละครการเมืองซีซั่นนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก “ค่ายสีส้ม-พรรคประชาชน”

เมื่อรู้แล้วว่าเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองไกลเกินกว่าที่ประเมิน เสียหายหนักกว่าที่ตั้งกำแพงป้องกันไว้

รอบนี้ค่ายส้มรู้แล้วว่าถึงวันนี้มีทางเดียวในการพูดคุยกับ “ชาวบลู” คือต้องตระหนักไว้เสมอว่า คุยด้วยยาก ไม่คุ้มประนีประนอม และไว้ใจไม่ได้

แกนนำค่ายสีน้ำเงินพูดราวกับนัดกันมาในสัปดาห์นี้ น้ำเสียงเยาะเย้ยค่ายส้ม ขอบคุณที่เลือกให้มาเป็นนายกฯ จนไต่เต้าเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ทั้งที่มี ส.ส.แค่ 70 เสียง

แน่นอน ก็ได้เห็นการโต้กลับของชาวสีส้มแบบแรงๆ ครั้งแรก สั่งสัญญาณต่อไปนี้ไม่พร้อมจะคุยดีๆ กับค่ายสีน้ำเงินอีกแล้วเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณจาก อ๋อง-ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภา จากค่ายสีส้ม ออกมาโพสต์ลอยๆ “เนรคุณ โกหก ซื้อเสียง หน้าด้าน คอร์รัปชั่น เลีย โลภ จองหองและกวนตีน”

หรือจะเป็น “เพชร กรุณพล” ส.ส.พรรคประชาชน ที่เรียกร้องให้แกนนำค่ายสีน้ำเงินเลิกสำนึกบุญคุณพรรคส้มได้แล้ว หากไม่คิดตอบแทนด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะมันน่าละอาย มากกว่าน่าภูมิใจ

หรือจะเป็นวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ระบุว่า “จำใส่ใจให้มากๆ สำนึกบุญคุณให้เยอะๆ ด้วยการสร้างรัฐธรรมนูญที่คืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ใช่เนรคุณด้วยการทำรัฐธรรมนูญที่ลิดรอนอำนาจประชาชนมากกว่าเดิม”

นั่นคือตอบโต้ในระดับ “รายวัน”

ขณะที่ในระดับ “ภาพใหญ่” พรรคประชาชน “เปิดแนวรบใหม่” 2 ด้าน

ด้านแรกคือ การจุดประเด็นจากภาพข่าวที่ฝั่งผู้มีอำนาจรัฐ หลัง 9 องคมนตรี มาประชุมร่วมกับนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง

พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์แสดงข้อกังวลให้ระวังการขัดแย้งต่อหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และไม่เข้ามาแสดงบทบาทใกล้ชิดกับฝ่ายบริหารราชการแผ่นดินอย่างเด่นชัด

ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าในบริบทสังคมไทย คำแนะนำหรือคำสั่งการจากองคมนตรีมีน้ำหนักสูงมาก จนทำให้หน่วยงานราชการหรือผู้ปฏิบัติงานปฏิเสธได้ยาก ซึ่งอาจกลายเป็นการใช้อิทธิพลเหนือฝ่ายบริหารโดยทางอ้อม

เป็นเรื่องที่รัฐบาลในฐานะผู้ใช้อำนาจบริหารต้องระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรทำอะไรสุ่มเสี่ยง

เรื่องนี้ นอกจากหน่วยงานรัฐจะออกมาชี้แจงว่าองคมนตรีเดินทางมาร่วมประชุมหลายครั้งแล้ว ก็น่าผิดหวังว่าไม่มีการตอบโต้ด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักข้อกังวลของพรรคประชาชนเท่าที่ควร ส่วนใหญ่มีเพียงการตอบโต้ด้วยวาทกรรมการเมือง

มิหนำซ้ำ ลงท้าย ยังเจอนิติสงครามเพิ่มอีก ถูกนักร้องขาประจำ ยื่นยุบพรรคเสียอย่างนั้น

ผู้ร้องอ้างว่าการพาดพิงองคมนตรีถือเป็นการประทำที่มีเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย

คนติดตามข่าวก็ยิ่งรู้สึกว่า ฝั่งผู้มีอำนาจนอกจากไม่ชี้แจงอย่างสมเหตุสมผลหรือหาทางแก้ไข กลับเลือกใช้วิธีปิดปากด้วยนิติสงคราม

ถือเป็นการขยับเชิงรุกทางการเมืองของค่ายสีส้มอย่างเหนือความคาดหมาย

ในเวลาใกล้กัน พรรคส้มยังเปิดอีกหนึ่งแนวรบใหม่

หลังได้เห็น ทีม “บลูสภาล่าง” ออกมาเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประคองเสริมอำนาจความแข็งแกร่งให้ “บลูสภาบน”

เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จึงนำทีมเปิดศึกแถลงประกาศสู้ “ระบอบน้ำเงิน”

ณัฐพงษ์ชี้ว่า ระบอบนี้เป็นมรดกรัฐประหาร สานต่อโครงสร้างอำนาจที่เติบโตมาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 และฝังตัวอยู่ในองคาพยพต่างๆ เช่น วุฒิสภา (ส.ว.) และองค์กรอิสระ เพื่อ “กินรวบประเทศไทย”

การขยับของค่ายสีส้มเล่นเอา ทีม “บลูสภาบน” นั่งไม่ติดเก้าอี้ นัดทางออนไลน์แท็กทีมกันมา 89 คนเพื่อแถลงข่าวจี้ให้ผู้นำฝ่ายค้านฯ แถลงข่าวขอโทษภายใน 3 วัน มิฉะนั้นจะใช้กฎหมายเล่นงาน ขณะที่ผู้นำค่ายส้มเอง ก็ตอบกลับทันทีว่าไม่จำเป็นต้องขอโทษเพราะคือความจริง และพร้อมชี้แจงและต่อสู้หากถูกฟ้องร้อง

นั่นคือสถานะที่น่าสนใจของผู้นำค่ายสีส้ม การเปิดหน้าชน “ระบอบสีน้ำเงิน” เปรียบเทียบว่าเป็นมรดกคณะรัฐประหาร นัยยะหนึ่งก็น่าสนใจอย่างยิ่ง

เพราะเปิดการยกระดับการต่อสู้ หลัง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นชัดว่าการขยับของเครือข่ายอำนาจฝั่งรัฐบาล ทั้ง “บลูสภาล่าง” และ “บลูสภาบน” ทำงานสอดประสาน แท็กทีมกันเพื่อรุมขย่มวาระทางการเมืองของค่ายสีส้มชนิด “รุกคืบ”

จึงเป็นความจำเป็นที่ค่ายสีส้มก็ต้องยกระดับการต่อสู้ด้วยวาระทางการเมืองที่แหลมคมขึ้น

ยิ่งคดี 44 ส.ส.เพิ่งเข้าไปอยู่ในชั้นศาลฎีกาฯ โดยศาลมิได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ (แบบที่หลายคนดาการณ์และพรรคได้เตรียมพร้อม) การกลับมารอบนี้ยิ่งฮึกเหิม ความรู้สึกกังวลลดน้อยลง

การเมืองไทยช่วงนี้จึงอยู่ในสภาวะ “บลูสภาล่าง” ช่วย “บลูสภาบน” สู้ฟัดส้ม

ดูเหมือนทั้ง 2 บลูจะอยู่ในสถานะเข้มแข็งระดับสูง เพราะยึดกุมอำนาจการเมืองทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไว้เรียบแล้ว แต่สิ่งที่ทั้ง “บลู 2 สภา” ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ คือ “การยินยอมยอมรับจากประชาชน”

ไม่ว่าจะเป็นความชอบธรรมการเมืองที่ลดลงตั้งแต่ปัญหาการบริหารวิกฤตพลังงาน จนถึงวันนี้ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้

ยิ่งนานวัน ประชาชนยิ่งรู้สึกถึงการเมืองของการต่อรองผลประโยชน์, การกินรวบอำนาจ, ประชานิยมระยะสั้นที่ใช้งบประมาณสูง เสี่ยงต่อภาระการคลังในอนาคต, นโยบายที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้, การรวมศูนย์มากกว่ากระจายอำนาจ, การแก้เศรษฐกิจที่ไม่เห็นผล, การชูภาพลักษณ์นักบริหารมืออาชีพ ที่ยังไม่สามารถทำผลงานได้ตามโฆษณา, ปัญหาความโปร่งใสและระบบอุปถัมภ์ ปัญหาผู้มีอิทธิพลเชิงพื้นที่ มากยิ่งขึ้น

ซึ่งตรงกันข้ามกับค่ายสีส้มที่วันนี้ทำอะไรก็อธิบายได้ว่ายังมีหลังที่พิงอยู่กับประชาชน

ไม่ต้องแปลกใจกับการประกาศ “วาทกรรมระบอบสีน้ำเงิน” แล้วคนจะเชื่อ

ไม่ต้องแปลกใจที่ไม่ว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายแจกเงิน แต่แทนที่คะแนนนิยมจะเพิ่มกลับเป็นเสียงบ่น

แค่ภาพนายกฯ ทำงานระหว่างบินจากฝรั่งเศสกลับประเทศไทย คนยังแซวกันยับเยิน

ตอกย้ำสภาวะ “บลู” ยิ่งช่วย “บลู” แบบไม่ลืมหูลืมตา มากเท่าไหร่ “กระแสตรงข้ามกับรัฐบาล” จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ความหมายก็คือ กองหนุนค่ายส้ม จะเพิ่มจำนวนขึ้นในทางการเมือง

ก็เป็นไปตามกรรม เป็นไปตามเหตุและผล

เมื่อจุดเปลี่ยนทางการเมืองมาถึง เมื่อคนรู้สึกถึงความอยุติธรรมที่ชัดเจน

ก็อาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ คนช่วย “ส้ม” สู้ฟัด “บลู”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จับตา รัฐบาลนับหนึ่ง แยกกีฬาฯ รวมวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว
ดร.มัลลิกา ประณามเหตุความรุนแรงชายแดนใต้ เรียกร้องยืนหยัดปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ พร้อมเสนอปฏิรูปสวัสดิการกำลังพลแนวหน้าและความโปร่งใสงบความมั่นคง
“พิชัย” ติง ไทยถูกสหรัฐเก็บภาษีสูงสุด 12.5% เหตุเจรจาล่าช้า จี้ เร่งแก้ไข หวั่นซ้ำเติมขาดดุลการค้าครึ่งปีแรกทะลุ 1.1 ล้านล้านบาท
เวียดนามแซงไทย อาจไม่ใช่แค่วาทกรรมอีกต่อไป?
จากสูตรแคร์สู่บำนาญไฮบริด: ภาคต่อของการปฏิรูปที่มองเห็นชีวิตจริง
กำเนิดระบบทุนนิยมกับสิ่งที่เรียกว่า ‘การสะสมทุนแบบปฐมภูมิ’ (2) (The So-called Primitive Accumulation of Capital)
อสังหาฯ ฉีกตำราสู้
ราตรีสีแดง
ฟุตบอลโลก 2030 ข้อดี-ข้อเสีย กับไอเดีย 64 ทีม
เหลียวลังแลหน้าบอลโลก จากความสำเร็จ ‘กระทิงดุ’ สู่แรงบันดาลใจ ‘ช้างศึก’
ข้าวผัดกะเพราเป็ดสับ ไข่ (เป็ด) ดาว
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 24-30 กรกฎาคม 2569