ทะลุภาพลวงตา ‘ชัชชาติ’ ถึงเวลาโชว์ของจริง จับตา ‘ส.ก.’ อวตารอิสระ ผ่าสนามตัวแทนเดือด!
ในประเทศ
สัปดาห์นี้ถือเป็นการลั่นระฆังเปิดศึกอย่างเป็นทางการ สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569
แม้จะพยายามปลุกให้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ดุเดือดแค่ไหน แต่ก็ต้องยอมรับว่าภาพที่ปรากฏออกมาผ่านหน้าสื่อและโพลสำนักต่างๆ ก็ดูเหมือนจะชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นี่เป็นศึกที่ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ในฐานะแชมป์เก่าจะนอนมา
แต่ทว่าในสมรภูมิเลือกตั้งรอบนี้ใช่จะไร้ซึ่งความเข้มข้น ด้วยประชาชนไม่ได้ต้องการแค่ผู้ว่าฯ ที่เป็น ‘ไอดอล’
แต่พวกเขาต้องการพ่อเมืองที่สามารถแก้ปัญหาระดับโครงสร้างได้จริง
หากมองวาระกรุงเทพฯ ให้กว้างกว่าแค่การมองที่ตัวบุคคล จะพบว่าโจทย์ใหญ่ของชัชชาติในสมัยที่สอง ไม่ใช่การแข่งกับใคร
แต่คือการแข่งกับ ‘ความคาดหวัง’ ของคนกรุงเทพฯ และ ‘ผลงาน’ ของตัวเอง
จากนโยบายกว่า 200 โครงการที่เคยประกาศไว้ในช่วงหาเสียงครั้งแรก ต้องยอมรับความจริงว่ายังมีอีกหลายมิติที่ทำได้ไม่ถึงเป้า
แม้จะมีการลงไปดูโครงการเส้นเลือดฝอย ปรับปรุงทางเท้า การจัดการขยะ หรือเพิ่มพื้นที่สีเขียว สวน 15 นาที แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างระดับเส้นเลือดใหญ่ ทั้งวิกฤตโครงสร้างเมืองที่เละเทะ ปัญหารถติดที่แก้ไม่ตก หรือกระทั่งสัมปทานต่างๆ ที่ยังคาราคาซัง
ล้วนเป็นบททดสอบที่รอการพิสูจน์
การกลับมาลงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในสมัยที่ 2 รอบนี้ จึงถึงเวลาที่ชัชชาติจะต้อง ‘โชว์ของจริง’ ว่าจะสามารถงัดข้อกับกลไกราชการและทลายข้อจำกัดเดิมๆ ได้มากน้อยแค่ไหน
และอยู่ที่ความกล้าในการพุ่งชนกับ ‘เผือกร้อน’ ในระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น มหากาพย์สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่ยังติดหล่มคาราคาซังหาทางลงไม่เจอ หรือโปรเจ็กต์โรงเผาขยะหมื่นล้านที่หลายฝ่ายจ้องจับผิดเรื่องความโปร่งใส จนปล่อยให้กลิ่นของปัญหาขยะลอยฟุ้ง
สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของหลายๆ ปัญหาที่รอให้พิสูจน์ว่าคนชนะไม่ว่าจะชัชชาติหรือใครก็ตาม จะกล้าพอหรือไม่ในการหักดิบ
หรือจะยอมประนีประนอมแล้วปล่อยให้ปัญหาถูกซุกไว้ใต้พรมเหมือนที่ผ่านมา
แม้หลายคนจะมองว่าแชมป์เก่าอย่างชัชชาติกุมความได้เปรียบไว้มหาศาล
แต่ก็ต้องไม่ประมาท ‘ผู้ท้าชิง’ จากค่ายต่างๆ ที่พร้อมลงมาสกัดดาวรุ่งและเปิดแผลการทำงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของชัชชาติ
ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งจากพรรคประชาชนอย่าง ‘โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร’ ที่จ้องจะเจาะฐานเสียงคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลาง
หรือคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ อย่าง อนุชา บูรพชัยศรี ที่พร้อมเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดฐานเสียงโหวตของชนชั้นกลางในเมือง
ผสมโรงกับ ‘ขั้วอนุรักษนิยม’ ที่พยายามชูประเด็นความปลอดภัย ความสงบ ก็จ้องกลับมาทวงคืนพื้นที่เมืองหลวงเหมือนกัน
แม้จะต่างที่มาต่างสังกัดกันแต่ทุกผู้สมัครที่ตบเท้าเข้ามาท้าชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ในรอบนี้ ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการลากชัชชาติลงมาจากหอคอยความนิยม เพื่อให้ลงมาคลุกฝุ่นแลกหมัดกับผู้ท้าชิงถึงปัญหาของคนเมือง
ซึ่งเป็นเรื่องดีที่เราจะได้เห็นมิติของปัญหาและพิสูจน์ฝีมือให้เห็นชัดๆ ว่าแต่ละคนจะสามารถจัดการกับสารพัดปัญหาที่ยังหมักหมมอยู่ใต้พรมได้อย่างไร
เมื่อเราหันไปมองอีกกระดานที่ถูกจับตาว่าจะเป็นสมรภูมิที่ดุเดือดและถือเป็น ‘จุดแตกหัก’ ของจริง ในการเลือกตั้ง กทม.รอบนี้ คือสนามเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 เขต ที่รอบนี้เกิดปรากฏการณ์ของผู้สมัคร ส.ก.หลายกลุ่มหลายคนที่พยายามสวมเสื้อ ‘อิสระ’ ไม่ยอมติดโลโก้พรรคการเมือง เดินลงพื้นที่ด้วยภาพลักษณ์คนทำงานเพื่อชุมชน
ทว่า ในความเป็นจริง หากเจาะลึกลงไปถึงฐานหัวคะแนน ท่อน้ำเลี้ยง และเครือข่ายอุปถัมภ์เบื้องหลัง แทบทุกคนและกลุ่มล้วนมีเงาของ ‘การเมือง’ หรือพรรคการเมืองใหญ่คอยชักใยอยู่ทั้งสิ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะถล่มทลายของชัชชาติในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองท้องถิ่น กทม. นั่นคือคนกรุงเทพฯ ซื้อไอเดีย ‘คนทำงานอิสระ’ มากกว่า ‘นักการเมืองสังกัดพรรค’
ผู้สมัคร ส.ก. ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าจึงพากันลอกการบ้านโมเดลนี้ ปรากฏการณ์สวมเสื้อ ‘อวตารอิสระ’ จึงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งกลุ่มคนทำงาน, กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว หรือกลุ่ม Better Bangkok (โดยมีเพียงไม่กี่ค่ายอย่างพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเศรษฐกิจที่ยังกัดฟันส่งผู้สมัคร ส.ก. ในนามพรรคตัวเอง)
แล้วยิ่งกับทางผู้สมัคร ส.ก. ที่หลายคนต่างก็เป็นคนทำงานในพื้นที่ตัวจริงมาอย่างยาวนาน พวกเขาก็รู้ดีและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าถ้าขืนลงสมัครในนามพรรค ซึ่งที่ผ่านมาแต่ละพรรคก็มีแผลเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะส้ม แดง ฟ้า หรือน้ำเงิน การแปลงร่างมาตั้งชื่อกลุ่มเก๋ๆ ฟังดูเป็นมิตรอย่าง Better Bangkok หรือ Life ลงตัว น่าจะเป็นการ ‘รีแบรนด์’ เพื่อสลัดภาพความขัดแย้ง สลายสีเสื้อ และเจาะเข้าหาคะแนนเสียงได้ทุกกลุ่ม
โดยไม่ต้องแบกรับผลกรรมที่พรรคก่อไว้
ในแง่การเมืองภาพใหญ่ สมรภูมิ ส.ก.รอบนี้จึงไม่ใช่แค่การชิงอำนาจเพื่อเข้าไปหั่นเค้กตรวจสอบงบประมาณระดับแสนล้านบาทของ กทม.
แต่คือการทำสงครามตัวแทน (Proxy War) แบบเต็มรูปแบบ เพื่อยึดหัวหาดและทดสอบสรรพกำลังเครือข่ายบ้านใหญ่ในเมืองหลวง
เพราะทุกพรรคการเมืองต่างรู้ดีว่า การกุมฐานเสียง ส.ก. ในวันนี้ คือการปูพรมรวบรวมขุนพลและเช็กกระสุนดินดำให้พร้อมที่สุด เพื่อเตรียมต่อยอดไปสู่สมรภูมิใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไปรอบหน้า
ส.ก.จึงเป็นเสมือนด่านหน้าที่ทุกพรรคการเมืองต้องยึดเอาไว้ให้ได้ หากสามารถเจาะพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญๆ ยกตัวอย่าง เช่น พื้นที่คลองเตย ซึ่งถือเป็น Sandbox ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำสูงสุดของเมืองหลวงได้สำเร็จ
มันก็เหมือนการประกาศชัยชนะล่วงหน้าและข่มขวัญคู่แข่งในสนามใหญ่ไปในตัว
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเกมการเมืองบนกระดานผู้ว่าฯ และกระดาน ส.ก. จะพลิกแพลง ซ่อนรูปแค่ไหน แต่ตัวแปรสำคัญที่สุดที่จะต้องชี้ขาดอนาคตของเมืองนี้ก็คือ ‘คนกรุงเทพฯ’ เอง
ดังนั้น เดิมพันของคนกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 จึงไม่ใช่แค่การเดินเข้าคูหาไปกากบาทเลือกใครมาลอกท่อ ปะผุถนน หรือเก็บขยะหน้าบ้านให้ตรงเวลาอีกต่อไป
แต่คือการต้องอ่านเกมให้ขาดทะลุภาพลวงตาของผู้สมัครที่แฝงร่างมาในคราบอวตารอิสระให้ได้ ว่าแท้จริงแล้วพวกเขาจะเข้ามาทำอะไรให้กับ กทม.ของเราในอีก 4 ปีข้างหน้า
การเลือกตั้งครั้งนี้ เราต้องเรียกร้องให้ผู้สมัครทุกคน ไม่ว่าจะลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ หรือเก้าอี้สภา กทม. ต้องกางแผนวิสัยทัศน์ออกมาให้เห็นชัดเจน มองไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิต มากกว่าแค่การนั่งชื่นชมตัวเลขสถิติการแจ้งเตือนในแอพพลิเคชั่น Traffy Fondue จนหลงลืมการตั้งคำถามถึงทิศทางของเมืองในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
เราจะจัดการกับความเหลื่อมล้ำสุดขั้วที่กัดกินเมืองนี้อย่างไร?
เราจะแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชนที่ไร้คุณภาพจนเกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซากได้อย่างไร?
เราจะมีนโยบายที่อยู่อาศัยสำหรับทุกคนอย่างไร?
และเราจะเปลี่ยนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ สำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่สำหรับคนที่มีกำลังจ่ายได้อย่างไร?
นี่คือวาระของเมืองที่ผู้ท้าชิงทุกคนต้องตอบให้เคลียร์ก่อนถึงวันเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง
สุดท้ายวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จึงเป็นวันพิสูจน์วุฒิภาวะของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง ว่าเราจะยอมปล่อยให้เมืองหลวงแห่งนี้เดินวนอยู่ในอ่างแบบนี้ต่อไป หรือจะใช้สิทธิและปลายปากกาในมือขีดเส้นทางใหม่ เพื่อบังคับให้ผู้มีอำนาจต้องลงมาสร้างโครงสร้างอนาคตของกรุงเทพฯ
ให้เป็น ‘ของจริง’ อย่างที่เราทุกคนคู่ควร
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
