bg-single

ปรัชญาแห่งพริกแกง : นัยของอาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ โดย เกษียร เตชะพีระ

27.09.2016

cqbn1rvuiaeqh4j

ข้อความกระชับชัดเกี่ยวกับมโนทัศน์และการประเมินค่าอาหารไทยของคุณแทนทอง (แสดงโดย นิรุตติ์ ศิริจรรยา) ตัวละครครูสอนการทำอาหารไทยในบทภาพยนตร์เรื่อง “พริกแกง” ข้างต้น นอกจากจะเปรียบต่างอย่างหน้ามือเป็นหลังมือกับมโนทัศน์และการประเมินค่าซูชิญี่ปุ่นของจิโร่ ยอดครูซูชิในสารคดี “Jiro Dreams of Sushi”

กล่าวคือ [อาหารไทยต้องคงเดิม vs. ซูชิญี่ปุ่นหาทางพัฒนา] (ดูบทวิจารณ์ “พริกแกง : วัตถุดิบชั้นเลิศที่ไม่สามารถปรุงให้อร่อยได้” ของ ปากกาแดง) แล้ว

มันยังทำให้ผมนึกถึงข้อความแปลกๆ ตอนหนึ่งใน การิทัตผจญภัย : นิยายปรัชญาการเมือง ของ สตีเว่น ลุกส์ (ฉบับแปลตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2541) ที่อธิการบดีมหานาเนกวิทยาลัย (Unidiversity) แห่งชุมชนนคร (Communitaria) ซึ่งยึดหลักคิดสัมพัทธนิยมเชิงพหุวัฒนธรรม (multicultural relativism) ได้ตั้งข้อสังเกตชวนฉงนสนเท่ห์เกี่ยวกับนัยทางปรัชญาของภารกิจแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ (the best possible world) ของศาสตราจารย์การิทัตว่า :

“อันที่จริงผมเคยได้ยินเรื่องภารกิจของคุณมา ศาสตราจารย์การิทัต” อธิการบดีพูด “ในฐานะเพื่อนนักปรัชญาคนหนึ่ง ผมขอส่งเสริมให้กำลังใจคุณในการแสวงหา ในฐานะชาวชุมชนนคร ผมขอชื่นชมคุณว่าคิดถูกแล้วที่มาค้นหามันที่นี่ คำตอบต่อคำถามของคุณที่ว่า “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” นั้น ผมแน่ใจว่ามันอยู่ต่อหน้าต่อตาคุณแล้ว

“กระนั้นก็ตาม ในฐานะอธิการบดีของมหานาเนกวิทยาลัยแห่งนี้ ผมจำต้องบอกคุณว่าเราไม่เห็นชอบกับคำถามของคุณสักเท่าไหร่ เพราะมันบ่งบอกเป็นนัยว่าโลกต่างๆ ทั้งหลายเอามาเปรียบเทียบกันได้ และตัดสินว่าเหนือกว่าหรือด้อยกว่ากันได้ นั่นเป็นการละเมิดหลักสัมพัทธนิยมในแง่พหุวัฒนธรรมซึ่งพวกเราในฐานะชุมชนอันเป็นที่รวมแห่งชุมชนทั้งหลายยึดมั่นอยู่

“ในอีกแง่หนึ่ง ผมต้องยอมรับว่าอดใจไม่ไหวที่จะรู้สึกเพลิดเพลินไปกับปฏิทรรศน์อันสนุกน่าคิดที่ว่าถ้าเผื่อเจอโลกที่คนเขาคิดว่าคำถามของคุณไม่พึงถามอีกต่อไปเข้าแล้ว เราย่อมมิอาจปรับปรุงโลกแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้” (น.175)

ปมเงื่อนสำคัญอยู่ในย่อหน้าสุดท้าย ตรงข้อเสนออันเป็นปฏิทรรศน์ (paradox ย้อนแย้งกันในตัวเอง) ที่ว่า “ถ้าเผื่อเจอโลกที่คนเขาคิดว่าคำถามของคุณไม่พึงถามอีกต่อไปเข้าแล้ว เราย่อมมิอาจปรับปรุงโลกแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้” นั้น มันหมายความว่าอย่างไร?

ก่อนอื่นควรเคลียร์แต่แรกว่า “คำถามของคุณ” ที่เอ่ยอ้างถึงในประโยคนี้ ย่อมหมายถึงคำถามที่ยกมาข้างต้นที่ว่า “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” นั่นเอง

ประเด็นก็คือ ถ้าเราไปเจอโลกที่ไม่ต้องถามอีกต่อไปแล้วว่า “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” ทำไมเราจึงมิอาจปรับปรุงโลกแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้เล่า?

สิ่งที่ต้องทำให้กระจ่างก่อนตอบคำถาม “ทำไม?” ที่ว่านี้ก็คือ โลกประเภทไหนกันที่ไม่ต้องถามอีกต่อไปแล้วว่า “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” ?

ผมคิดว่ามีคำตอบที่เป็นไปได้ 3 แบบ ได้แก่

1) โลกที่ถือหลักสัมพัทธนิยมเชิงพหุวัฒนธรรมอย่างชุมชนนครของท่านอธิการบดีมหานาเนกวิทยาลัย

2) โลกที่มองโลกในแง่ร้ายว่าไม่มีดอกยูโทเปียประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ อย่ามัวไปเสียเวลาหาอยู่เลย เช่น เสนานคร (Militaria) ที่ปกครองในระบอบเผด็จการทหาร และ

3) โลกที่มองว่าโลกของตัวเองนี่แหละประเสริฐสุดที่เป็นไปได้แล้ว หรือนัยหนึ่งโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่นี่แล้วนั่นเอง!

ผมขออนุญาตโฟกัสที่โลกประเภทที่ 3 นี้แหละ
เพราะตรงกับกลุ่มอาการ “พริกแกง” พอดี

เมื่อประสบพบเจอโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้เข้าแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าไม่มีทางจะแสวงหาเจอ, ประสบพบ, หรือมีโลกที่ประเสริฐหรือดียิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว

ในเมื่อเป็นโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ก็ย่อมไม่มีทางจะปรับปรุงหรือปฏิรูปหรือเปลี่ยน แปลงโลกใบนั้นให้ดีขึ้นหรือก้าวหน้าขึ้น (the idea of progress) ไปกว่าที่มันเป็นอยู่ได้อีกแล้วนั่นเอง

และในโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ คนเราก็ย่อมหมดความจำเป็นที่จะต้องมองโลกในแง่ดี (optimism) เพราะโลกดีที่สุดที่เป็นไปได้หรือมองเห็นได้อยู่ต่อหน้าต่อตาเราแล้ว คนเราไม่มีเหตุผล (rationalism) ปัญญาความสามารถใดๆ จะไปทำให้โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ประเสริฐมากขึ้นกว่าที่มันเป็นอยู่ตอนนี้อีกแล้ว

ถึงตอนนั้นและในสภาวะนั้น การเปลี่ยนแปลงหรือพยายามเข้าไปปรับปรุงใดๆ ต่อโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้จึงไม่พึงปรารถนาและต้องไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น เพราะถ้าเปลี่ยนไปจากสภาวะประเสริฐสุดที่เป็นไปได้แม้แต่น้อยแล้ว ก็ย่อมมีแต่เสื่อมถอยลงอย่างเดียวและทางเดียวเท่านั้น ไม่มีทางเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นได้อีก จึงทำให้มองความเปลี่ยนแปลงปฏิรูปปรับปรุงใดๆ ในแง่ร้าย (pessimism)

นั่นแปลว่าหน้าที่ของคนเราในโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ก็ย่อมมีอยู่อย่างเดียวคือดื้อรั้นดิ้นรนอนุรักษ์สภาวะเดิมอันดีที่สุดที่เป็นไปได้อยู่แล้ว (status quo) เอาไว้อย่างสุดชีวิตจิตใจ ตลอดกาลและตลอดไปนั่นเอง

เมื่อเจอโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้เข้าแล้ว (และเพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องถามอีกต่อไปแล้วว่า “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?”) เราจึงย่อมมิอาจปรับปรุงโลกแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้อีก ได้แต่อนุรักษนิยม (conservatism) มันไว้สุดโต่งสุดกู่ท่าเดียวด้วยประการฉะนี้

ย้อนแย้งดีไหมครับ?

การประสบพบเจอโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ กลับนำไปสู่ ” ท่าทีที่อนุรักษนิยม, ปัดปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง ความก้าวหน้า การมองโลกในแง่ดี เหตุผลนิยม ฯลฯ อันเป็นการปัดปฏิเสธแก่นแท้สารัตถะของปรัชญายุครู้แจ้ง (the Enlightenment) ที่รองรับระเบียบอำนาจแบบเสรีประชาธิปไตยสมัยใหม่เสียฉิบ

โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ฉันใด อาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ก็ฉันนั้น ไม่เชื่อก็ลองแทนที่คำว่า “โลก” ด้วยคำว่า “อาหาร” และแทนที่วลี “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” (the best possible world) ด้วยวลี “อาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” (the best possible cuisine) ในข้อถกเถียงหลายย่อหน้าข้างต้นดูเถิด ก็จะได้ข้อสรุปแบบ “พริกแกง” เป๊ะๆ ทีเดียว

นั่นแปลว่าอะไรต่อไปได้อีก? ผมคิดว่ามีแง่คิด 2 ประการที่ควรนำมาเปรียบเทียบคำนึงต่อไป

– ถ้าคิดแบบ “ปรัชญาแห่งซูชิ” แทนที่จะคิดแบบ “ปรัชญาแห่งพริกแกง” ซูชิก็ไม่ใช่อาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ที่มีสำเร็จรูปเรียบร้อยแล้วในมือเรา (ชาวญี่ปุ่นหรือชนชาติใดก็ตามทีเถอะ)

นี่ไม่ได้แปลว่าต้องปัดปฏิเสธความเป็นไปได้หรือการดำรงอยู่มีอยู่ของ “อาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” แต่อย่างใด มันอาจมีอยู่ก็ได้ ใครจะรู้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือมันไม่ได้มีอยู่ในมือเราตอนนี้ และหน้าที่ของเราทั้งหลายผู้แสวงหา “อาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” ก็คือ เดินหน้าแสวงหาต่อไป แต่แสวงหาเพื่อที่จะไม่พบ เพราะคุณค่าที่แท้ของการแสวงหาอาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ไม่ใช่อยู่ตรงได้พบมัน (พบเมื่อไหร่เป็นเสร็จมัน เป็นอันหยุดนิ่งชะงักหมด) แต่อยู่ตรงเรี่ยวแรงความมานะเพียรพยายามค้นคิดค้นคว้าทดลองที่อุตส่าห์ทุ่มเทลงไปในการแสวงหานี่แหละที่ทำให้อาหารที่มีอยู่ของเราเปลี่ยนแปลงปรับปรุงปฏิรูปไปในทางที่ดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆ

แทนที่จะหยุดนิ่ง อนุรักษ์ หลงพึงพอใจในตนเอง หลงเป็นไทยได้อย่างเดียว

สิ่งที่เราคิดว่าประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นโลกหรืออาหาร เอาเข้าจริง คนอื่น/ชาติอื่นอาจคิดต่างออกไปก็ได้ พูดอีกอย่างก็คือ ยากมากและแทบเป็นไปไม่ได้ทีเดียวที่จะบรรลุฉันทามติสากลครอบจักรวาลอย่างเป็นเอกฉันท์ (unanimous universal consensus) ว่าอะไรคือโลก/อาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้

ฉะนั้น พูดให้ถึงที่สุดแล้ว “โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” ก็ดี, “อาหารประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” ก็ดี ไม่ใช่ความจริงภายนอกทางภววิสัย (objective reality) ที่จะแสวงหาให้พบมันได้ แต่มันคือสภาวะจิตทางอัตวิสัยชนิดหนึ่ง (a subjective state of mind) ต่างหาก ที่เผอิญเชื่อ ดันเชื่อ ว่าของอั๊วนี่แหละเว้ยเฮ้ย ดีที่สุดที่เป็นไปได้แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงปรับปรุงพัฒนาใดๆ อีกแล้วเพราะดีที่สุดแล้ว

และพอเชื่ออย่างนั้นเข้าปั๊บ ก็อนุรักษนิยมปุ๊บ ปฏิเสธความก้าวหน้า-การมองโลกในแง่ดี-เหตุผลนิยม-ปรัชญายุครู้แจ้ง-ระเบียบอำนาจเสรีประชาธิปไตยทั้งพรวนไปโดยอัตโนมัติ

ความเป็นไทยแบบพริกแกงก็มีด้วยประการฉะนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร