‘ผีปอบ ผีก๊ะ ขี้ทูด กุฏฐัง’ ยุทธการล่าแม่มดยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์

หมายเหตุ : บทความนี้ตัดมาจากบทความฉบับเต็มชื่อ “ยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม ผีปอบ ผีก๊ะ ขี้ทูด กุฏฐัง ถึง”ผู้ก่อการร้าย” เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2554
ในยุคสมัยที่การศึกษายังไม่แพร่หลายนัก ผู้นำทั่วโลกมักนำเครื่องมือแปลกๆ มาใช้จัดระเบียบสังคมให้เกิดความสมดุลอาทิ การจับลอยแพ ลุยไฟ บูชายัญ การปั้นประติมากรรม “นางแล้ง” แล้วบั่นคอทิ้ง ดังที่เคยเขียนถึงเมื่อหลายฉบับก่อน ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสรรหา “แพะรับบาป”
นักโบราณคดีมานุษยวิทยาเห็นว่าการขับไล่ กีดกัน ใส่ร้ายป้ายสี รุมประณามคนที่มีความแตกต่างไปจากคนหมู่มากของสังคม ไม่ว่าจะเห็นต่างด้านแนวคิดทางการเมือง หรือมีพฤติกรรมแปลกแยกออกไปเนื่องด้วยวัฒนธรรมจารีตประเพณีก็ดี หรือแตกต่างในด้านชาติพันธุ์วรรณาก็ตาม แล้วยัดเยียดข้อกล่าวหาให้นั้น
ล้วนเป็นกระบวนการทางการเมืองหรือเกมทางอำนาจ ภายใต้ข้ออ้างที่ว่ามีความจำเป็นต้องรีบตัดเนื้อร้ายก้อนเล็กๆ เพื่อรักษาสังคมส่วนใหญ่ไว้
ดังเช่นกรณีที่สังคมไทยยัดข้อหาอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มคนเสื้อแดงผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ณ บริเวณผ่านฟ้า-ราษฎร์ประสงค์ ว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย”
เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ เคยเกิดขึ้นมานานแล้วอย่างซ้ำซาก ดังจะขอยกกรณีศึกษาสองเหตุการณ์ในเมืองลำพูนที่อุบัติขึ้นตั้งแต่ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นอุทาหรณ์
ดินแดนล้านนาในอดีตราวสองร้อยปีที่ผ่านมา เป็นยุคที่มีการเกณฑ์ประชากรจากบ้านเล็กเมืองน้อยในแว่นแคว้นสิบสองปันนา ตามนโยบาย “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” เพื่อเพิ่มไพร่พลให้แก่นครเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน เนื่องจากก่อนหน้านั้นล้านนาถูกปกครองโดยพม่า ผู้คนหลบหนีทิ้งเมืองจนร้าง
ประชากรชาว “ไท” หลากเผ่าพันธุ์ได้กลายมาเป็นไพร่อาศัยอยู่ในแผ่นดินล้านนายุคฟื้นฟู ประกอบด้วยชาวไทโยน ไทลื้อ ไทยอง ไทเขิน (ไทขึน) ไทใหญ่ อาศัยปะปนกับเจ้าถิ่นเดิมที่อยู่มานานกว่าพันปี อาทิ ชาวลัวะ ชาวเม็ง (มอญ) ชาวกะเหรี่ยง
แต่แน่นอน ไม่ว่าไพร่หรือเจ้า เมื่ออยู่รวมกันหมู่มากย่อมกระทบกระทั่งระหองระแหง แก่งแย่งช่วงชิงพื้นที่ถือครองเป็นธรรมดา
กรณีคู่ขัดแย้งที่รุนแรง จนลุกลามไปถึงการแตกแยกทางศาสนา เห็นจะไม่มีชุมชนไหนโดดเด่นเท่าที่บ้านแป้น ปัจจุบันได้แก่บริเวณบ้านเหมืองจี้ ต.บ้านแป้น อ.เมือง จ.ลำพูน
ประชากรกลุ่มใหญ่เป็น ชาวไทยอง ซึ่งถูกเกณฑ์มาจากเมืองมหิยังคณะหรือเมืองยองในพม่าตอนเหนือ ส่วนชนกลุ่มน้อยเป็น ชาวไทเขิน ซึ่งถูกเกณฑ์มาจากเมืองเขมรัฐหรือเมืองเชียงตุง
ปัจจุบันนักวิชาการท้องถิ่นล้านนานิยมเรียก “ไทเขิน” ว่า “ไทขึน” หรือ “ขึน” เฉยๆ ตามสำเนียงที่ชาวเชียงตุงเรียกขานตัวเอง อันคำว่า “ขึน” หรือ “ขืน” นี้เป็นชื่อลำน้ำสายหนึ่งที่ไหลทวนขืนขึ้นไปจากทิศใต้สู่ทิศเหนือ
ในความเป็นจริง ทั้งชาว “ไทยอง” และ “ไทขึน” ต่างก็มีรากบรรพบุรุษเป็นชาวไทลื้อชาติพันธุ์เดียวกัน มีผิวพรรณหน้าตาการแต่งกายที่ละม้ายคล้ายคลึง ภาษาสำเนียงผิดแผกเพียงผาดผิว เพียงแต่อาจมีพิธีกรรมไหว้ผีบรรพบุรุษที่แปลกแตกต่างกันไปบ้าง
ชาวไทขึนในมาตุภูมิก่อนการอพยพเคยเป็นชนกลุ่มใหญ่ เข้มแข็งกว่าไทยองในเกือบทุกด้าน ขณะที่ชาวไทยองเคยเป็นชนกลุ่มน้อยต้องอยู่แบบเจียมเนื้อเจียมตัว ผิดกับเมื่อเข้ามาตั้งรกรากในลำพูนกลับกลายเป็นชนกลุ่มใหญ่ นี่อาจเป็นปมขัดแย้งที่ซ่อนเร้นอยู่ตามติดข้ามพรมแดนมา
ทุกครั้งที่กลุ่มไทขึนกระทำพิธีเซ่นไหว้ใดๆ ก็ตาม ชาวไทยองมักมารุมดูพฤติกรรมด้วยความสงสัย ในที่สุดกล่าวประณามว่าชาวไทขึนบ้านแป้นกลุ่มนี้ไม่ใช่คนปกติ เป็นพวกวิปริตนอกคอก เหมือนดั่ง “ผีก๊ะ” หรือผีปอบของทางอีสานนั่นเอง
คำว่า “ก๊ะ” ในภาษาล้านนา หมายถึงการถูกทอดทิ้งหรือปล่อยให้หิวโหย โดยปกติแล้วผู้เป็นทายาทต้องดูแลเลี้ยง “ผี” หรือวิญญาณบรรพบุรุษในแต่ละตระกูลมิให้ผอมโซ “ผีก๊ะ” จึงมีความหมายเหมือน “ผีปอบ” ว่าเป็นผีที่ผู้เลี้ยงทอดทิ้ง ดูแลไม่ดี ปล่อยให้อดๆ อยากๆ ผีจึงเข้าสิงสู่ร่างคนอื่น และเมื่อถูกขับออกจากร่าง หมอผีจะถามว่าเป็นใคร เมื่อผีนั้นบอกนามเจ้าของ ทำให้ได้รับความอับอายขายหน้า ถูกชาวบ้านตั้งข้อรังเกียจ
ข่าวเรื่อง “ผีก๊ะ” กระจายออกไปไกลจากบ้านแป้นแพร่สะพัดไปถึงเวียงลำพูน-เชียงใหม่ รู้ถึงคณะหมอสอนศาสนาคณะอเมริกันคริสเตียน ในนาม “คริสตจักรเบ็ธเอล” จึงได้หยิบยื่นไมตรีจิตเข้ามาทำหน้าที่เยียวยาจิตวิญญาณของพวก “ผีก๊ะ” ที่ถูกพุทธศาสนิกชนขับไล่ ให้เข้ารีตหรือ “รับเชื่อ” เป็นชาวคริสเตียนอย่างง่ายดาย (ภาษาล้านนาที่บันทึกไม่ใช้คำว่า “เข้ารีต” แต่ใช้คำว่า “รับเชื่อ”)
ชาวบ้านแป้นคนแรกที่ “รับเชื่อ” เป็นคริสเตียน มีชื่อว่า “พ่อหนานใจวะนะ” เมื่อปี พ.ศ.2428 ถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผีก๊ะ” ขณะขี่ช้างลากซุง ถูกเผาบ้านช่องและยุ้งฉางข้าวถึงสองครั้ง ถูกต่อต้านและขับไล่ออกจากหมู่บ้าน จนต้องหนีซมซานไปพึ่งพาศาสนจารย์ชาวคริสเตียน
เมื่อยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ ชาวไทขึนบ้านแป้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้รับการศึกษาสูงกว่าชาวไทยอง ข้อสำคัญไม่ต้องทนถูกกล่าวหาจากใครๆ ว่าเป็น “ผีปอบ-ผีก๊ะ” อีกต่อไป
ในกรณีของชาวเม็งหรือชาวมอญโบราณที่ตกค้างมาตั้งแต่ยุคหริภุญไชย ณ บ้านบ่อคาว-บ้านหนองดู่ริมแม่น้ำปิง อำเภอป่าซางก็เช่นเดียวกัน ผู้อพยพมาอยู่ใหม่ทั้งชาวไทยอง ไทโยนและชาวจีนไหหลำ (คนลำพูนเรียกจีนไหหลำที่ป่าซางว่า “พวกเจ๊กหมาแดง”) ต่างรังเกียจเดียดฉันท์เจ้าถิ่นเก่า
เหตุเพราะชาวมอญมีผิวพรรณดำคล้ำร่างแคระแกร็น พฤติกรรมการกินอาหารก็แตกต่าง วันๆ เอาแต่หมักแป้งทำขนมจีน ในขณะที่พวกตนกินข้าว โดยเฉพาะคนไทโยนและไทยองกินข้าวเหนียว ไม่ใช่ข้าวจ้าวแบบมอญ
ยิ่งเมื่อได้เห็นพิธีกรรมการฟ้อนผีมตผีเม็งบูชาวิญญาณผีบรรพบุรุษของชาวมอญแล้วล่ะก็ ยิ่งเกิดความรู้สึกแบ่งพรรคแบ่งพวกว่าไม่เหมือนกับขนบประเพณีที่กลุ่มคน “ไท” ปฏิบัติ
เป็นที่มาของการยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นพวก “ขี้ทูด-กุฏฐัง”
ชาวมอญมิได้ถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านเหมือนไทขึน แต่กลับถูกลงทัณฑ์ทางสังคมด้วยวิธีตรงกันข้าม นั่นคือถูกบังคับให้รับคนข้างนอกไปให้อาศัยอยู่ร่วมในชุมชนด้วยแม้นเจ้าบ้านจะไม่เต็มใจนัก เหตุเพราะผู้มาใหม่กลุ่มนี้หาใช่คนปกติครบ 32 ไม่ หากแต่เป็นคนป่วยโรคเรื้อน คุดทะราด ชันตุ ฝีดาษ จับไปโยนทิ้งไว้ให้อาศัยอยู่ในบริเวณหมู่บ้านชาวมอญ โทษฐานที่ต่างก็เป็นกลุ่มคนที่สังคมรังเกียจเหมือนๆ กัน
นานวันเข้าชาวมอญที่ถูกประณามว่าเป็นคนสกปรกหรือพวก “ขี้ทูด-กุฏฐัง” สั่งสมความเจ็บปวดไว้จนสุกงอม ก็ได้ทีหันไปสมาทานพระพุทธศาสนานิกาย “ธรรมยุติ” เพื่อหาเกราะพึ่งพิงในระดับวัดหลวงสายพระสังฆราชมาคุ้มครองปกป้องตัวเองให้พ้นไปจากการถูกดูหมิ่นรังแก
นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 130 ปีก่อน ในยุคที่สังคมเปิดโอกาสให้มี “การล่าแม่มด” เป็น “ยุทธการลงทัณฑ์ทางสังคม” แบบเถื่อนๆ ไร้มาตรฐานอย่างเสรี เรื่องราวในทำนองนี้จึงย่อมเกิดขึ้นได้แทบทุกหลืบซอกของสังคม
ปัจจุบันคริสตจักรเบธเอ็ลที่บ้านแป้นขยายตัวใหญ่โต และยังคงดำรงสถานะศูนย์กลางชุมชนชาวคริสเตียนในลำพูนอย่างเข้มแข็ง พี่น้องชาวไทยองและไทขึนแต่งงานกันหลายคู่ เลิกแบ่งแยกทะเลาะใส่ร้ายป้ายสี
เช่นเดียวกับบ้านหนองดู่-บ่อคาว ไม่มีการนำคนโรคเรื้อนอนาถาไปทิ้งไว้ให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจกันอีกต่อไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
