bg-single

ยุคสมัยสมเด็จพระนเรศวร | นิธิ เอียวศรีวงศ์

25.04.2017

หมายเหตุ : บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 4-10 กันยายน พ.ศ.2558

ผมเพิ่งกลับจากสัมมนาที่มหาวิทยาลัยนเรศวร(มน.)พิษณุโลก และพบด้วยความชื่นชม จากการได้พบปะสนทนากับอาจารย์และอ่านวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยว่า มหาวิทยาลัยที่ค่อนจะเป็น “น้องใหม่” ของวงการได้สะสมนักวิชาการหนุ่มสาวที่เก่งกล้าสามารถไว้มาก จนวันหนึ่ง มน. ก็คงเป็นศูนย์กลางทางวิชาการสำคัญของประเทศ ยิ่งกว่ามหาวิทยาลัย “พี่เก่า” อีกหลายแห่ง

ฉะนั้น สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้จึงไม่มีเจตนาจะลบหลู่ มน. แต่อย่างใด บังเอิญสิ่งที่จะเขียนถึงอยู่ใน มน. แต่ก็เป็นปรากฏการณ์ที่พบเสมอในมหาวิทยาลัย และองค์กรวิชาการอื่นอยู่บ่อยๆ เท่านั้น

มหาวิทยาลัยนเรศวรกำลังจะสร้างอนุสรณ์สถานขนาดใหญ่มากๆ แด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สร้างไว้ที่ไหนหรือสร้างร่วมกับใครผมไม่ทราบ เพราะได้เห็นแต่หุ่นจำลองที่แสดงไว้ในตู้โชว์ ลักษณะของอนุสรณ์สถานคล้ายกับอุทยาน แต่มีอาคารซึ่งคงมีเนื้อที่ขนาดมหึมา ขยายแนวไปอย่างยืดยาว คงเพื่อจัดแสดงนิทรรศการ หลังคาคงทำด้วยวัสดุค่อนข้างโปร่งแสง เพื่อใช้แสงสว่างโดยไม่สิ้นเปลือง ผมไม่ทราบว่ากะจะใช้งบประมาณสักเท่าไร

แต่ประเมินเอาด้วยสายตาจากหุ่นจำลองก็น่าจะเป็นเงินระดับพันล้านขึ้นไป

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชคือพระมหากษัตริย์ที่เราควรลงทุนสร้างอนุสรณ์สถานมหึมาด้วยงบประมาณมหาศาลหรือไม่ยกไว้ก่อน สมมติว่าควรแล้วกัน แต่ทำไม “อนุสรณ์” ที่เป็นวัตถุจึงเป็นงานของมหาวิทยาลัย ในเมื่อหน่วยงานไหนๆ (โดยเฉพาะกองทัพ) ก็ทำได้ ทำเป็น และทำไปแล้วจำนวนมาก

เพราะมหาวิทยาลัยมีความสามารถพิเศษไปในทางที่ไม่ใช่การสร้าง “อนุสรณ์” ด้วยวัตถุ แต่สร้างด้วยความก้าวหน้าทางวิชาการต่างหาก ซ้ำมีพื้นที่ทางวิชาการอีกมากที่เกี่ยวกับพระนเรศวรซึ่งควรเสริมสร้างขึ้น เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ในส่วนต่างๆ ของประเทศไทย และความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ทั้งทางตะวันตก, ตะวันออก, เหนือ และใต้ อันเป็นพันธกรณีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยนเรศวรสร้างให้แก่ตนเอง คือเป็นศูนย์การศึกษาอาเซียนที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่ง

 

ภาพจิตรกรรมพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ยุทธหัตถี วัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงดำรงพระชนม์ชีพในยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญยิ่งของอุษาคเนย์ ภาคพื้นทวีปการเอาบทบาทของพระองค์ไปเชื่อมโยงกับรัฐชาติไทยปัจจุบันเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว แต่ยุคสมัยของพระองค์ต่างหากที่ทำให้กรุงศรีอยุธยาสัมพันธ์เชื่อมโยง (อย่างใกล้ชิดหรืออย่างห่างๆ อาจเถียงกันได้) กับรัฐชาติไทยในปัจจุบัน

บทบาททางการเมืองของบุคคลในประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ล้วนส่อลักษณะเฉพาะของยุคสมัยนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นของสมเด็จพระนเรศวร และพระมหากษัตริย์อยุธยาก่อนและหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ตองอูตอนแรกและตอนหลัง, พระยาละแวก, พระเจ้าล้านช้าง, พระเจ้าเชียงใหม่, สุลต่านในรัฐมลายู ฯลฯ ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ก่อกบฏต่อสมเด็จพระนเรศวร เช่น พระยาศรีไสยณรงค์

และที่สำคัญกว่านั้นคือพ่อค้าภายในภูมิภาคและนอกภูมิภาคอีกมากซึ่งส่วนใหญ่เราไม่รู้ชื่อ

ยุคสมัยที่ผมกล่าวถึงนี้กินเวลาประมาณ2ศตวรรษ คือเริ่มในต้นคริสต์ศตวรษที่ 16 และสิ้นสุดลงในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 หากถือการค้านานาชาติเป็นเกณฑ์ แต่หากใช้เกณฑ์อื่นก็อาจเลยมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 (สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จพระราชสมภพใน ค.ศ.1555 และสวรรคตใน ค.ศ.1605 เมื่อยุคสมัยได้เบ่งบานมากแล้ว และส่งผลกระทบต่อพระราชกรณียกิจทั้งหมดของพระองค์ มากบ้างน้อยบ้าง) ‘แอนโทนี รีด’ (Anthony Reid) นักประวัติาสตร์ชาวนิวซีแลนด์ มองปัจจัยการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยนี้ว่ามาจากการค้านานาชาติเป็นสำคัญ

 

แต่ความน่าสนใจในงานของเขาไม่ใช่เรื่องของปัจจัยจากภายนอก เท่ากับผลกระทบที่มีต่อวัฒนธรรมและโครงสร้างอำนาจในรัฐต่างๆ ของอุษาคเนย์ ไม่จำเป็นที่นักวิชาการอื่นๆ จะเห็นด้วยกับ Reid แต่ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ภายในภูมิภาคเป็นสิ่งที่มีคนอื่นศึกษาติดตามมาอีกมาก

รัฐที่ศูนย์กลางสามารถควบคุมผลประโยชน์จากการค้านานาชาติได้ย่อมมั่งคั่งขึ้นทั้งจากการเก็บภาษี, การหากำไรจากการเป็นศูนย์กลางสินค้าซึ่งตลาดโลกต้องการ, การขูดรีดทรัพยากรจากส่วนในเพื่อระบายแก่สำเภา-กำปั่น, จนถึงที่สุด เจ้าผู้ครองเมืองท่าบางแห่งก็สามารถต่อสำเภา-กำปั่นของตนเอง ออกไปค้าขายต่างประเทศด้วย

รายได้จากการค้าที่ขยายตัวขึ้นนี้ ทำให้ศูนย์กลางที่คุมเมืองท่าได้ มีทรัพย์โดยเปรียบเทียบ มากกว่าศูนย์กลางส่วนในอย่างเหลือล้น สร้างระบบราชการที่สามารถรวมศูนย์ (ทั้งกำลังคนและสินค้า) จากส่วนในของราชอาณาจักร จนมีอำนาจเข้มแข็งทางทหาร ในขณะที่มีเงินหรือสินค้ามากพอจะซื้อหาอาวุธยุทธภัณฑ์ หรือทหารจ้าง มาเสริมกำลังให้กองทัพของตนเกรียงไกรขึ้นอย่างมาก จนแม้แต่ต่อกรในเชิงยุทธกับมหาอำนาจตะวันตกได้อย่างทัดเทียมกัน

และด้วยเหตุดังนั้นจึงสามารถขยายอำนาจไปครอบงำดินแดนส่วนในได้ใกล้ชิดขึ้นนี่คือยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงของรัฐต่างๆ ในภูมิภาคนี้ จากรัฐที่ Victor Lieberman เรียกว่า Chartered states คือรัฐที่ได้สิทธิในการปกครองภายในอย่างอิสระจากราชาธิราชซึ่งอยู่ห่างไกล เป็นรัฐที่มีระบบราชการของส่วนกลางเข้ามาควบคุมให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น (Strange Parallels)

 

 

พันโทวันชนะ สวัสดี รับบท สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ (สมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ 2) ในภาพยนต์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

 

ในงานเขียนทางประวัติศาสตร์ของไทย เมื่อกล่าวถึงราชาธิราชของไทยในยุคสมัยนี้ เรามักพูดถึงการสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแย่งชิงอำนาจเหนือเมืองที่ค่อนข้างเป็นอิสระจากสองฝ่าย เช่น มะริด ตะนาวศรี, บันทายมาศ, เมืองต่างๆ ในล้านนา, รัฐมลายู ฯลฯ ซึ่งก็จริงที่ในยุคนี้มีสงครามระหว่างราชาธิราชต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง

แต่การขยายอำนาจด้วยกำลังอาวุธเป็นเพียงด้านเดียวของการสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่รัฐแบบใหม่ ที่สำคัญกว่า (หรืออย่างน้อยก็เท่ากัน) ก็คือการขยายมาตรฐานทางวัฒนธรรมจากส่วนกลาง ดังที่ Lieberman ชี้ให้เห็นทั้งในพม่า, อยุธยา และเวียดนาม

เช่น วรรณคดีซึ่งมีลักษณะทาง “โลกย์” มากขึ้น ถูกกระจายจากราชสำนักไปยังหัวเมืองต่างๆ ในบางรัฐมีละครชาวบ้านซึ่งนำเอาเรื่องเหล่านี้ไปแสดงเผยแพร่ตามหัวเมืองและตำบลที่เล็กลงมา อักขรวิธีถูกทำให้เกิดมาตรฐานขึ้น โดยตรง เช่น มีการทำพจนานุกรมและสารานุกรมในเวียดนาม โดยอ้อม เช่น การกระจายของงานวรรณกรรมประเภทต่างๆ ที่คัดลอกกันขึ้นจากงานของส่วนกลาง ดังในราชอาณาจักรอยุธยาและตองอู (สมัยหลัง)

แม้แต่พระพุทธศาสนาก็ถูกทำให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น ทั้งจากการเผยแพร่คัมภีร์ของส่วนกลาง, ความเป็นศูนย์กลางการศึกษาของเมืองหลวง, และการบริหารองค์กรคณะสงฆ์ซึ่งรัฐพยายามแทรกเข้าไปมากขึ้น

ในพิษณุโลกเองก็เคยพบสมุดข่อยกฎหมายลักษณะต่างๆ ในวัดอันเป็นกฎหมายที่คัดลอกมาจากฉบับหลวงสมัยอยุธยา เพราะในบางมาตรามิได้ตรงกับกฎหมายตราสามดวงซึ่งเพิ่งชำระในต้นรัตนโกสินทร์ปราศจากฐานทางวัฒนธรรมและการเมือง เช่นนี้จู่ๆ รัชกาลที่ 5 จะสร้างรัฐสมัยใหม่ (ที่จะกลายเป็นรัฐชาติไทยในปัจจุบัน) ขึ้นจากอะไรได้เล่าครับ

ยุคสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ซึ่งกินเวลามากกว่ารัชสมัย) จึงมีความสำคัญต่อรัฐชาติไทยในปัจจุบันอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่เพราะทรงทำยุทธหัตถี, หลั่งน้ำษิโณทกเพื่อแยกไมตรีจากกรุงหงสาวดี, ฯลฯ แต่เพราะเป็นยุคสมัยที่ฐานรากของรัฐไทยสมัยใหม่กำลังถูกสร้างขึ้น อันเป็นฐานรากที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นที่เชียงใหม่, นครพนมหรือเวียงจัน, นครศรีธรรมราช หรือปัตตานี แต่ถูกสร้างขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา (ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ไม่เกิดในหัวเมืองอื่นๆ ที่กล่าวแล้ว) และจะกลายเป็นปัญหาแก่รัฐไทยแบบราชาธิราชรวมศูนย์ หรือแม้แต่รัฐสมัยใหม่สืบมาจนปัจจุบัน

ผมเรียกยุคสมัยนี้ว่ายุคสมัยสมเด็จพระนเรศวรแต่เรียกเช่นนี้มีปัญหาตามมามากแม้ต้องยอมรับว่าสมเด็จพระนเรศวรมีส่วนอยู่ไม่น้อยในการก่อให้เกิดสภาวะใหม่บางอย่าง ที่ทำให้อยุธยาเปลี่ยนจากศูนย์กลางของระบบรัฐอิสระไปสู่รัฐราชาธิราชรวมศูนย์ เช่น ทรงกวาดต้อนผู้คนจาก “เมืองเหนือ” (อาณาจักรสุโขทัยเก่า) มารวบรวมไว้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง สงครามที่ทำสืบเนื่องกันหลายปีบังคับให้อยุธยาต้องควบคุมหัวเมืองอย่างใกล้ชิด ฯลฯ

แต่สมเด็จพระนเรศวรเพียงพระองค์เดียวไม่สามารถทำให้เกิด “ยุคสมัย” ได้แน่ ท่านเป็นตัวละครสำคัญตัวหนึ่งเท่านั้น หากพม่าไม่ใช่รัฐทหารอย่างที่เป็นอยู่ พระเจ้าบุเรงนองก็มิได้เป็นเพียงกษัตริย์นักรบ แต่มีบทบาทสำคัญต่อยุคสมัยเช่นเดียวกัน และอาจสำคัญกว่าสมเด็จพระนเรศวรด้วย เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ผลักให้กษัตริย์พม่าในราชวงศ์ตองอูยุคต้น เป็นผู้เปิดฉากยุคสมัยราชาธิราชรวมศูนย์ขึ้น จนมีผลกระทบไปทั่วอุษาคเนย์ภาคพื้นทวีป (ไม่นับเวียดนาม)

สิ่งที่สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงเรียนรู้จากราชสำนักหงสาวดี ดังที่ฟานฟลีต (Van Vliet) พ่อค้าวิลันดารายงานไว้มีความสำคัญ ไม่ใช่มีความสำคัญต่อการทำสงครามกับหงสาวดีเท่านั้น แต่มีความสำคัญต่อการเกิดยุคสมัยใหม่ขึ้นในกรุงศรีอยุธยาต่างหาก อันที่จริงก็ไม่ต่างจากการศึกษาวิทยาการจากตะวันตกของ ร.4 ซึ่งกลับกลายเป็นข้อที่ใช้ยกย่อง “พระราชกฤษฎาภินิหาร” ของพระองค์ ในขณะที่การเรียนจากพม่าของสมเด็จพระนเรศวรกลับทำให้วิตกว่าพระราชกฤษฎาภินิหารจะถูกบดบัง

มองประวัติศาสตร์จากยุคสมัยแทนที่จะมองจากตัวละครทำให้เราเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น และระหว่างศูนย์กลางหนึ่งกับศูนย์กลางอื่นๆ ทั้งในภูมิภาคและนอกภูมิภาคอย่างกว้างไกล เรียนประวัติศาสตร์แบบนี้อาจทำให้คนไทยเลิกเป็นมนุษย์ดาวอังคารเสียที คือเห็นตนเองเป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติที่มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งร่วมกัน

 

ความสามารถของมหาวิทยาลัยในการสร้างอนุสรณ์แด่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจึงไม่ใช่วัตถุแต่คือความรู้ ยุคสมัยสมเด็จพระนเรศวรมีความสำคัญทั้งในทางประวัติศาสตร์ รวมทั้งในทางการเมืองและวัฒนธรรมไทยปัจจุบัน เป็นจุดที่เราสามารถเชื่อมโยงกับอาเซียนและโลกกว้างผ่านประสบการณ์ร่วมกันที่ต่างก็เคยเผชิญมาในอดีต และตกค้างอยู่ในสำนึกของปัจจุบัน (อย่างผิดฝาผิดตัวก็ตาม)

แทนที่จะสร้างอุทยานอนุสรณ์ขนาดมหึมาเช่นนั้น เอางบประมาณมาสร้างศูนย์ศึกษาวิจัยยุคสมัยที่กล่าวนี้ไม่ตรงกับความสามารถของมหาวิทยาลัยกว่าหรือ

เงินจำนวนดังกล่าวทำให้ศูนย์วิจัยสามารถดึงเอานักวิชาการจากประเทศอาเซียนอื่นๆมาร่วมกันทำงานรวมทั้งนักวิชาการระดับโลกก็ยังได้ นักวิชาการพม่า, กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว, จีน, โปรตุเกส, วิลันดา, กัว, ญี่ปุ่น, ฯลฯ อาจใช้ช่วงเวลาที่รับเชิญในการวิจัยและเรียนรู้ไปพร้อมกับที่ทิ้งความรู้ความชำนาญบางอย่างไว้กับมหาวิทยาลัยเกิดเครือข่ายทางวิชาการที่อาจารย์มน. เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมบุกเบิกความรู้เกี่ยวกับยุคสมัยสำคัญอันหนึ่งของภูมิภาคอุษาคเนย์

มหาวิทยาลัยนเรศวรจะเป็นศูนย์กลางสำคัญของความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยสำคัญอันหนึ่งในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ที่นักวิจัยทั่วโลกต้องมุ่งหน้ามาเยี่ยมเยือนและใช้ประโยชน์มหาวิทยาลัยระดับโลกไม่ได้เกิดจากคำสาบานในสภามหาวิทยาลัย แต่เกิดจากการสร้างความรู้ที่เป็นสุดยอดของโลก อีกทั้งความรู้นี้ยังจะเป็นฐานให้ขยายไปสู่การศึกษาวิจัยการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยในครั้งอื่นและสังคมอื่นทั่วโลกได้ในอนาคต

เงินจำนวนดังกล่าวยังสามารถเผยแพร่ความรู้ที่ได้มาไปให้กว้างขวางทั้งในรูปเอกสาร,การสัมมนาทางวิชาการระดับชาติหรือนานาชาติ, การเผยแพร่หลักฐานและงานศึกษาในรูปดิจิตอลที่คนอื่นห่างไกลสามารถติดตามได้ ฯลฯ

หากจะมีอาคารเพื่อรองรับศูนย์วิจัยดังกล่าว ก็เริ่มต้นที่อาคารหลังไม่ใหญ่ แต่อาจขยายขึ้นไปตามความจำเป็นในภายหลังได้ วัตถุไม่ใช่อนุสรณ์สำคัญ ความรู้ที่เกิดจากความพยายามร่วมกันนี้ต่างหากที่จะเป็นอนุสรณ์ที่มีคุณค่าแก่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอย่างแท้จริง

เงินไม่ใช่เรื่องสำคัญเจตนารมณ์ต่างหากที่สำคัญที่เขียนมานี้ก็ด้วยหวังว่าจะทำให้มน.สร้างเจตนารมณ์ใหม่

ถ้าสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจะเป็นที่ชื่นชมของคนไทยสืบไป ก็ต้องอยู่ในระดับเหนือบัวขาว

โบราณวัตถุที่วัดพระธาตุเวียงแหง (วัดกองมู) บ้านป่าไผ่ ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง ซึ่งเชื่อว่าเป็น “พระมาลาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’