โดยพลเอกบัญชร ชวาลศิลป์
กำหนดวันเจรจาเป็นทางการ
ผมทำรายงานข้อเสนออย่างเป็นทางการจาก พคท.ใต้ ลง 3 พฤศจิกายน 2533 พร้อมด้วยความคิดเห็นและข้อเสนอผ่านเสนาธิการทหารบก พลเอกวิโรจน์ แสงสนิท ไปยังผู้บัญชาการทหารบก พลเอกสุจินดา คราประยูร ทันทีที่กลับมาถึงกรุงเทพฯ และได้รับอนุมัติเงินจำนวน 50,000 บาท ตามข้อเสนอ รวมทั้งให้ผมเป็นผู้แทนอย่างเป็นทางการของกองทัพบกในการเจรจาขั้นต่อไป เมื่อได้รับเงินสดจำนวนนี้แล้วผมก็โอนผ่าน พันเอกวิจักขณ์พันธุ์ เรืองทอง เพื่อไปมอบให้สหายคู่เจรจาทันที
พันเอกวิจักขณ์พันธุ์ เรืองทอง รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการให้ผมทราบเป็นระยะๆ จนกระทั่งกลางเดือนธันวาคมจึงได้รับจดหมายสั้นๆ จากเขา มีใจความว่า
เรียน พี่บัญชรที่เคารพ
เมื่อคืน 15 ธ.ค.33 ผมไปพบกับคุณไพรมา ได้รายละเอียดดังนี้
1.รายชื่อบุคคลที่สาม
1.1 นายเรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
1.2 นายชัชรินทร์ ไชยวัฒน์
1.3 นายประยูร มาศบำรุง สำรอง
2. วัน ว. 8-9-10 ม.ค. วันนัดพบ 171830 ม.ค.ที่เดิม
3. บัตรปลอดภัย 4 คน
พี่กรุณาช่วยประสานในข้อ 1.1 และ 1.2 มีปัญหาส่งข่าวให้ผม จะประสานข้อ 1.3
เคารพอย่างสูง
พ.อ.วิจักขณ์พันธุ์
สถานการณ์ 2533
บัดนี้การเจรจาอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่ผมขออนุญาตพักไว้ชั่วคราว เพราะในช่วงปลายปี 2533 ได้มีเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวข้องกับตัวผม ซึ่งจะเกี่ยวโยงไปถึงเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองที่จะรู้จักกันดีในเวลาต่อมาในนาม “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ-รสช.”
เหตุการณ์แรกเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน 2533 ผมได้รับคำสั่งให้ร่วมกับข้าราชการสำนักอัยการสูงสุดท่านหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติงานในกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน สวนรื่นฤดีร่าง “แถลงการณ์คณะปฏิวัติ” แต่ไม่ได้นำออกใช้ จนกระทั่งเกิดการยึดอำนาจใน 23 กุมภาพันธ์ 2534
เหตุการณ์ที่สองเมื่อ 21 ธันวาคม 2533 มีคำสั่งกองทัพบกให้ผมพ้นจากกรุเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหลัก-ผู้ช่วยเลขานุการ กองทัพบก เป็นอันพ้นจากกรุ ขณะที่ “พี่ชายที่แสนดี” ของผม พลตรีอนุสรณ์ กฤษณเศรณี ยังคงดำรงตำแหน่ง เลขานุการกองทัพบก
ขอเล่าทบทวนสถานการณ์ในปี 2533 ดังนี้
ขอเริ่มจากเหตุการณ์ลาออกจากราชการของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อ 28 มีนาคม 2533 โดย พลเอกสุจินดา คราประยูร ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกสืบต่อ และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในคณะรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
การปฏิบัติหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีของ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไม่ราบรื่นแต่เริ่ม โดยเฉพาะความขัดแย้งกับ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่เริ่มตั้งแต่การกล่าวหาโจมตี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่าร่ำรวยผิดปกติและที่รุนแรงคือ การกล่าวเสียดสี คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ว่าเป็น “ตู้เพชรเคลื่อนที่” ซึ่งสร้างความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งแก่ผู้นำของกองทัพ โดยเฉพาะ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบกที่นักการเมืองลบหลู่ศักดิ์ศรีของอดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก
ดังนั้น ในที่สุดความขัดแย้งระหว่าง ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง จึงเริ่มขยายตัวไปสู่ความขัดแย้งกับผู้นำกองทัพที่พยายามออกมาปกป้องอดีตผู้บังคับบัญชาของตน จนในที่สุด พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จึงได้ลาออกจากคณะรัฐมนตรีเมื่อ 11 มิถุนายน 2533
22 มิถุนายน 2533 เกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับกองทัพอีกเมื่อ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ มีคำสั่งให้ทหารใช้กำลังเข้ายึดรถโมบายยูนิต หรือรถถ่ายทอดสัญญาณวิทยุพร้อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขององค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย บริเวณวัดไผ่เลี้ยง ถนนเพชรเกษม เขตหนองแขม โดยให้เหตุผลว่ารถดังกล่าวจงใจส่งคลื่นรบกวนระบบสื่อสารของทหารเรือขณะที่ นายราชันย์ ฮูเซ็น ผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยแถลงว่า นำรถดังกล่าวไปตรวจสอบคลื่นตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาส่งคลื่นรบกวนผู้ใด แต่ฝ่ายทหารเข้าใจว่าเป็นการสั่งการของ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เพื่อจับความเคลื่อนไหวของทหาร เนื่องจากได้ข่าวว่าทหารจะปฏิวัติ
เหตุการณ์นี้ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก จนเป็นเหตุให้ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำรถโมบายยูนิตจากฝ่ายทหารมาจอดไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อดูแลเอง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ พลเอกสุจินดา คราประยูร ประกาศว่าจะสนับสนุน พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ทุกอย่างในการแก้ปัญหานี้ จนในที่สุด พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จึงตัดสินใจนำรถดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
แต่เรื่องราวกลับไม่จบลงแค่นั้นเมื่อ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ออกมากล่าวว่า “การเป็น ส.ส.ไม่ง่ายเหมือนการเป็นนายพล หรือ ผบ.ทบ.” และจากนั้นไม่นาน ยังกล่าวปราศรัยที่สงขลาเมื่อต้นเดือนกันยายน 2533 พาดพิงถึงทหารอีกว่า
“คนอย่างผมไม่กลัวใคร รบได้ทั้งกองทัพ แม้จะเป็นพลเอก พลเอกเหล่านั้นเป็นใคร พวกนั้นคือข้าราชการ ลูกจ้างพวกเรา เงินเดือนที่ได้รับจากภาษีของประชาชน เขาเป็นลูกน้องประชาชน แม้จะเป็นพลเอก เป็น ผบ.ทบ. ผบ.ส.ส. เขาก็ไม่ใช่นายประชาชน ระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องเป็นใหญ่ บิ๊กจิ๋ว บิ๊กสุ บิ๊กจ๊อด เป็นเด็กของพวกเราทั้งนั้น ขอให้พี่น้องจำไว้ ผมไม่กลัวพวกนี้ ผมอยากเป็น รมว.กลาโหม ถ้าได้เป็นจะปลดพลเอกประมาณ 8 คน ไม่อยากให้ประชาชนกลัวทหาร เพราะขณะนี้คนไทยกลัวที่สุดก็คือทหาร เพราะทหารใช้อำนาจเผด็จการ”
ความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับทหารในช่วงนั้น ทำให้กองทัพบกแถลงในเดือนกันยายนว่า ทหารไม่สนับสนุนรัฐมนตรี 2 คน รวมทั้งห้าม ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง และ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เข้าพื้นที่ทหาร รายการสยามานุสติ ซึ่งออกอากาศทางสถานีวิทยุทหารทั่วประเทศเริ่มออกอากาศบทความทางการเมืองโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเป็นต้นมา ขณะที่เกิดข้อขัดแย้งในคณะรัฐมนตรีหลายเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ เช่น กรณีการนำเข้าตู้ม้าไฟฟ้าของ นายภิญญา ช่วยปลอด กฐินการเมือง 25 ล้านบาทของ นายมนตรี พงษ์พานิช และความขัดแย้งระหว่าง ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง กับ นายบรรหาร ศิลปอาชา กรณีการโยกย้ายตำรวจในจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น
วิทยุทหารถึงกับระบุว่า พฤติการณ์ไม่ซื่อสัตย์ของนักการเมืองเหล่านี้ ทำให้ชาติย่อยยับยิ่งกว่าเหตุการณ์รถก๊าซระเบิดที่ประตูน้ำเสียอีก
การเผาตัวเองจนถึงแก่ความตายของ นายธนาวุธ คลิ้งเชื้อ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อ 14 ตุลาคม 2533 ประท้วงให้ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับทหารตึงเครียดยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อมีการปล่อยข่าวลือว่าโยงใยไปถึง นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตคอมมิวนิสต์ผู้ใกล้ชิดกับ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งฝ่ายทหารมองว่าเป็นการกระทำของฝ่ายการเมืองคู่ขัดแย้ง
นอกจากนั้น เมื่อ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไปกล่าวปราศรัยหาเสียงในปลายเดือนตุลาคม 2533 เสนอความคิดระบบเพรสซิเด้นท์ให้เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงได้นำไปสู่การถูกโจมตีอย่างหนักทั้งจาก พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และ พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ว่ามีแนวคิดไปทางเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน
พลเอกสุจินดา คราประยูร กล่าวระหว่างเหตุการณ์ขัดแย้งครั้งนี้ว่า “ถ้านายกฯ ไม่แก้ไขปัญหาให้ถูกต้อง นายกฯ จะได้รับความเสื่อมนิยมจากทหาร ทหารจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการเมือง แต่นายกฯ จะต้องพิจารณาเองว่าต้องการความศรัทธาจากทหารหรือไม่ ในเรื่องการขอให้รัฐมนตรีบางคนลาออกนั้น ผมไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องเป็นจุดที่ทำให้รัฐบาลเสื่อมศรัทธา นายกฯ ต้องแก้ไข ความรู้สึกของทหารที่มีต่อรัฐบาล จะต้องแก้ไขให้ดีขึ้น เพราะความรู้สึกของทหารไม่ดี หากนายกฯ แก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ทหารไม่ศรัทธาแน่
ยิ่งเรื่องที่ทหารไม่ชอบให้ใครมาลบหลู่ผู้บังคับบัญชา ทหารบอกความต้องการกับนายกฯ ไปแล้วหลายครั้ง หลายเรื่อง นายกฯ ก็รับปากว่าจะแก้ไข แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้แก้ไขอะไรเลย ประชาชนเสื่อมศรัทธารัฐบาลลงไปทุกวันๆ รัฐบาลต้องแก้ มีหลายวิธี เวลานี้ทหารเสื่อมศรัทธา นายกฯ ก็ต้องแก้ไขให้ทหารมีศรัทธาดีขึ้น”
ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ยังไม่ยอมยุติความเคลื่อนไหวโดยกล่าวท้าทายให้ทหารยิงตัวเองทิ้ง ขณะเดียวกัน พลเอกสุจินดา คราประยูร เปิดเผยในต้นพฤศจิกายนว่ามีผู้คิดจะก่อม็อบหน้าทำเนียบรัฐบาล และกล่าวว่า
“ระวังให้ดี ผู้ที่อยู่เบื้องหลังม็อบ ระวังไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ทหารพร้อมเสมอ ทหารมีการข่าวรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ประชาชนคงไม่เชื่อว่าทำไมมันเลวได้ถึงขนาดนั้น เอาไว้ให้ถึงเวลาอันควรแล้ว จะพูดให้ฟัง ต้องจัดการเด็ดขาด ถ้าไม่เด็ดขาดก็ไม่ใช่ทหาร”
ในช่วงนี้เอง พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้พยายามคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการให้ “สัญญาสุภาพบุรุษ” เป็นการลับกับผู้นำทางทหารว่า จะปรับ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ออกจากรัฐมนตรี และได้กล่าวเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2533 ก่อนเดินทางไปจีนว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีโดยเฉพาะ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง
กลางดึก 12 พฤศจิกายน 2533 ระหว่างที่ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน อยู่ระหว่างการเยือนจีน 8-18 พฤศจิกายน จากการติดตามสถานการณ์ทางด้านการข่าวความเคลื่อนไหวของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม พลเอกสุจินดา คราประยูร ตัดสินใจใช้อำนาจผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนครออกคำสั่งห้ามชุมนุม 7 จุดรอบทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทำให้เกิดการต่อต้านขึ้น จนทำให้ พลเอกสุจินดา คราประยูร ระบุว่าอีกไม่นานจะยกเลิก ให้รอนายกรัฐมนตรีกลับมาเสียก่อน แต่จากการต่อต้านโดยนักศึกษาและนักกฎหมายที่รุนแรงขึ้น พลเอกสุจินดา คราประยูร จึงยกเลิกคำสั่งเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2533
หลังจากพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ กลับมาแล้วก็ยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีตามที่ได้ให้ “สัญญาสุภาพบุรุษ” ไว้กับผู้นำทางทหารแต่อย่างใด ทำให้เกิดปฏิกิริยาตามมาด้วยการยกเลิกประเพณีปฏิบัติที่ผู้นำทางทหารจะร่วมรับประทานอาหารเช้ากับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ทุกเช้าวันพุธ ที่บ้านราชครู
ช่วงนี้เองที่ผมได้รับคำสั่งให้ร่าง “ประกาศคณะปฏิวัติ” ฉบับที่ไม่ได้นำมาใช้
ความขัดแย้งมาถึงจุดแตกหักเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2533 ปรากฏว่าไม่มีการปรับ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จนทำให้ พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดประกาศทันทีว่า ทหารเสื่อมศรัทธารัฐบาล ลูกผู้ชายต้องมีสัจจะ
พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ไม่ให้ความสำคัญกับการผิดสัญญาสุภาพบุรุษของตนและมองว่าการที่ผู้นำทางทหารไม่มาร่วมรับประทานอาหารเช้าวันพุธนั้นเป็นเพียงการ “งอน”เท่านั้น โดยกล่าวว่า
“เรามันไม้แก่ดัดยาก อย่ามาดัดเลย ถ้าจะดัดก็หักไปเลยดีกว่า ผมนี่เป็นทหารจริงๆ มากกว่าทหารทุกวันนี้เสียอีก ผมเลยไม่กลัว และคิดว่าปัญหาทั้งหมดแก้ไขได้ ผมนี่อยู่โรงทหารมาตลอด เป็นทหารกันทั้งครอบครัว เข้าใจจิตใจทหารดี ผมไม่ใช่คนโง่ที่จะเอากองทัพไปแลกกับเฉลิม ผมรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี แต่ผมต้องการรักษาหลักการประชาธิปไตย อย่าคิดว่าผมโง่ ผมจะโง่อย่างนั้นหรือ
ผมกับกองทัพ ผมต้องเอาประชาธิปไตยไปกับกองทัพ ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีพรรคการเมือง 7 พรรคร่วมอยู่ ผมต้องพึ่งเขา ถ้าทั้ง 7 พรรคเขาจะเอาเฉลิม ผมก็ต้องให้ความสำคัญกับพรรคการเมือง
ผมอายุปูนนี้แล้วไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น แต่จะทำสิ่งที่ถูก เรื่องไม่ถูกผมไม่ทำ ผมเล่นการเมืองเที่ยวนี้งวดสุดท้ายแล้ว อายุ 70 กว่าแล้ว ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถ้าผมทำตามทหาร รัฐบาลก็เสีย ทหารก็เสีย ผมเลยต้องยืดหยุ่นออกมาแบบเป็นกลางๆ อย่างนี้ ถ้าไม่พอใจจริงๆ ผมพร้อมจะลาออก ไม่ยาก
แล้วที่ไม่มาทานข้าวเช้าด้วยกันก็เพราะมันงอน อีกไม่กี่วันก็คงหายน่ะ”
หลังจาก พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ต้นเดือนธันวาคม ก็ปรากฏข่าวลือเรื่องการปลด พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ และ พลเอกสุจินดา คราประยูร ออกจากตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ก็ปรากฏข่าวจากฝ่ายทหารว่ามีประชาชนเขียนจดหมายไปถึง พลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นจำนวนมาก เรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหาร ปราบคอร์รัปชั่นและจัดการกันนักการเมืองชั่ว ซึ่ง พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ก็ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความรูสึกอย่างชัดเจนว่า
“นักการเมืองก้าวร้าวอดีตผู้บังคับบัญชาพลเอกชวลิต ผมในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาเจ็บร้อนแทน ทหารก็ได้ตักเตือนนักการเมืองคนดังกล่าว แต่กลับไม่ยอมหยุดยั้ง พยายามยั่วยุ แต่ทหารก็ไม่ตอบโต้อะไร แต่เรียนนายกฯว่า ทหารขอร้องอย่าเอาบุคคลนี้ไว้ใน ครม. พราะจะทำให้ทหารเจ็บช้ำน้ำใจ โดยเฉพาะเด็กที่เป็นนักเรียนนายร้อยหรือแม้กระทั่งนายสิบ แล้วนายกฯ ก็บอกจะปรับ ครม. โดยไม่มีคนที่ไม่ต้องการร่วมอยู่”
ขณะที่ พลเอกสุจินดา คราประยูร กล่าวว่า “หลังยอก รู้สึกขัดยอกไปหมด เพราะถูกหักหลัง”
จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ในที่สุด ในวันที่ 8 ธันวาคม 2533 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ จึงได้กราบบังคมทูลลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วกลับมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยครั้งนี้ไม่มี ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี แต่ก็ไม่สามารถลบล้างความแตกแยกกับฝ่ายทหารได้ ผู้นำทางทหารยังคงไม่เข้าร่วมรับประทานอาหารมื้อเช้าวันพุธที่บ้านราชครู แม้กระทั่งวันขึ้นปีใหม่ 2534 ก็ไม่มีผู้นำทางทหารเข้าร่วมอวยพรปีใหม่เหมือนดังที่เคยปฏิบัติ
ขณะที่ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก็ไม่ไปร่วมงานมงคลสมรสของบุตรชายพลเอก สุจินดา คราประยูร
ปลายปี 2533 ผู้นำทางทหารต่างเก็บตัวเงียบ ไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นหรือให้สัมภาษณ์บ่อยครั้งเหมือนช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ข่าวลือเรื่องการรัฐประหารจึงเงียบหายไป
แต่ลึกลงไปในความราบเรียบนั้น เบื้องล่างกลับพลุ่งพล่านใกล้จุดเดือด
ใกล้วันเจรจา-ใกล้วันแตกหัก
ขึ้นปีใหม่ 2534 ใกล้วันนัดหมายที่ผมจะต้องเดินทางไปเจรจาเต็มรูปแบบกับผู้แทน พคท. ใต้ที่พัทลุงใน 7 มกราคม 2534 เค้าลางความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองกับกองทัพเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พลเอกสุจินดา คราประยูร เปิดเผยว่า
“กองทัพได้รับจดหมายแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทั้งในการบริหารงาน การคอร์รัปชั่น ปัญหาสินค้าราคาแพง การทะเลาะกันในคณะรัฐมนตรีเป็นจำนวนมากทุกวัน แล้วประชาชนยังแสดงความต้องการให้ทหารกระทำการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งกองทัพบกอยู่เคียงข้างประชาชน หากส่วนใหญ่ต้องการอย่างไร กองทัพก็ต้องทำตามความต้องการของประชาชนและสื่อมวลชนด้วย อย่างจดหมายนี่ก็ขอเรียกร้องให้ส่งกันมาเป็นล้านฉบับสิ และยืนยันว่าผมจะไม่ยอมสยบต่อนักการเมือง และต้องการจะแยกกองทัพออกจากการเมืองอย่างเด็ดขาด กองทัพจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง”
สถานการณ์การเมือง-การทหารจึงกลับมาร้อนระอุอีกครั้งหนึ่ง รอวันแตกหัก
(ข้อมูลหลักจาก “บันทึกคำให้การฯ สุจินดา คราประยูร : วาสนา นาน่วม
และ ชาติชาย ชุณหะวัณ ทหาร “นัก”ประชาธิปไตย : เสถียร จันทิมาธร – ขอขอบคุณ)
