bg-single

สุจิตต์ วงษ์เทศ : งานศพมีสวดอภิธรรม กำจัดสวดพระมาลัย

08.08.2021

 

งานศพมีสวดอภิธรรม

กำจัดสวดพระมาลัย

 

งานศพตามประเพณีที่ทางการของรัฐราชการวมศูนย์ทุกวันนี้กำหนดแบบแผนโดยอ้างความเป็นไทย ไม่เป็นไปตามหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยา รวมทั้งไม่สอดคล้องกับสภาพที่คนส่วนมากลำบากยากเข็ญสิ้นไร้ไม้ตอกบ้านแตกสาแหรกขาดจากโรคระบาดรุนแรงเหมือนมุ่งล้างโลกที่ยังกำหนดไม่ได้ว่าจะสร่างซาหยุดเมื่อไร

เพราะงานศพตามประเพณีไทยต้องใช้เวลานานหลายวันและต้องใช้ทุนทรัพย์สูงถึงสูงมาก แม้จะมีการลดขั้นตอนเพื่อประหยัดที่สุดตามสถานการณ์โรคระบาด แต่ความรู้สึกอนุรักษนิยมยังครอบงำวุ่นวายใจเกรงเดือดร้อนในภายหลังเพราะทำไม่ครบ “ความเป็นไทย” ตามประเพณีที่กำหนดโดยทางการ

ดังนั้น ทางการไทยที่เกี่ยวข้องประวัติความเป็นมาของประเพณีพิธีกรรมโดยเฉพาะงานศพ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบความเชื่อของคน ควรเร่งรัดอย่างถี่ๆ ในการประโคมแบ่งปันและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ตรงตามหลักฐานวิชาการทุกด้าน เพื่อความเข้าใจของสาธารณชนใช้ประกอบการตัดสินใจทำงานศพอย่างไม่รุ่มร่ามและไม่ฟุ่มเฟือย

 

สวดอภิธรรม

สวดอภิธรรมหลายวันในงานศพ เป็นพิธีกรรม “เพิ่งสร้าง” ขึ้นใหม่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดิน ร.1 แต่งานศพในอินเดีย (ซึ่งเป็นต้นแบบพิธีเผาศพในไทย) ไม่มีพระสงฆ์สวดอภิธรรมเพราะไม่มีพุทธบัญญัติ หรือไม่มีข้อกำหนดในศาสนาพุทธ

ประเพณีในอินเดียไม่มีสวดอภิธรรมงานศพ “เมื่อมีผู้วายชนม์ก็จะห่อหุ้มศพด้วยผ้าประดับดอกไม้วางบนแคร่ และนำไปประชุมเพลิงทันที” (จากบทความเรื่อง “พิธีเกี่ยวกับความตายในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู” โดย คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 21-27 ตุลาคม 2559 หน้า 81)

ดังนั้น ที่เชื่อกันว่าการสวดอภิธรรมเพื่อส่งวิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติบนสรวงสวรรค์ ก็ไม่จริง เพราะไม่พบคำอธิบายในพระไตรปิฎก ทั้งหมดเป็นสิ่งเสกสรรปั้นแต่งขึ้นใหม่ใช้สนับสนุนพิธีสวดอภิธรรมที่ “เพิ่งสร้าง” ให้ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ขึ้นเท่านั้น ถ้าไม่พร้อมมีสวดอภิธรรมก็ไม่ต้องมี

 

สวดอภิธรรมมาจากไหน?

“งันเฮือนดี” สมัยดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ ได้พัฒนาเป็นการละเล่นลำสวดของชาวบ้าน เรียกสมัยหลังว่าสวดคฤหัสถ์ ต่อมาพระสงฆ์เลียนแบบลำสวดของชาวบ้านในงานศพเลยถูกห้าม แล้วเปลี่ยนเป็นสวดอภิธรรม

หลักฐานชี้ชัดว่าสวดอภิธรรมถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อกำจัดลำสวดเรื่องพระมาลัยในงานศพสมัยอยุธยาที่เลียนแบบการละเล่นขับลำของชาวบ้านใน “งันเฮือนดี” มีถ้อยคำสมสู่เสพสังวาสผาดโผนโจ๋งครึ่มเพื่อขอความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ธัญญาหาร (ถ้อยคำเชิงสมสู่เสพสังวาสสมัยดั้งเดิมเป็นถ้อยคำธรรมดาสามัญที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ถือเป็นคำหยาบลามก แต่คำเหล่านี้ถูกเหยียดสมัยหลังโดยพวกผู้ดี) ดังนี้

1. ก่อนรับประเพณีเผาศพจากอินเดีย งานศพดั้งเดิมของอุษาคเนย์ (และไทยรับมา) เมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีหมอขวัญกับหมอแคน (ซึ่งเป็นหญิงทั้งคู่) ทำพิธีเรียกขวัญคืนร่างคนตายในงานศพ ตามความเชื่อทางศาสนาผีเรื่องคนตายแต่ขวัญไม่ตาย แล้วมีขับลำเล่านิทานเรียก “งันเฮือนดี”

2. หลังรับศาสนาและรับประเพณีเผาศพจากอินเดียเมื่อสมัยแรกๆ ไม่มีสวดอภิธรรม ต่อมางานศพสมัยอยุธยามีพระสงฆ์สวดเล่านิทานเรื่องพระมาลัยโดยเลียนแบบทำนองสวดจากชาวบ้านขับลำทำขวัญงานศพ หรือ “งันเฮือนดี”

3. พระสงฆ์เริ่มมีประเพณีสวดอภิธรรม 7 คัมภีร์ในงานศพเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีเหตุจากถูกห้ามลำสวดเรื่องพระมาลัยที่ออกท่าทางสนุกสนานเลยเถิดจนเกินเหตุ

สวดคฤหัสถ์ล้อเลียนสวดพระมาลัย มีเหตุจากพระสงฆ์ถูกห้ามสวดพระมาลัยต้องไปสวดอภิธรรม ทำให้บรรดาชาวบ้านที่เล่นขับลําออกภาษาอยู่แล้วก็ร่วมกันประดิษฐ์คิดพลิกแพลงล้อเลียนสวดพระมาลัยของพระสงฆ์ แล้วเรียกสมัยหลังว่าสวดคฤหัสถ์ (คฤหัสถ์ แปลว่า ผู้ครองเรือน, ชาวบ้าน) ผู้สวดคฤหัสถ์ทุกคนถือ “ตาลิปัด” (เพี้ยนเสียงจากตาลปัตรของพระสงฆ์) แล้วตั้งตู้พระธรรมไว้ข้างหน้า (เลียนแบบพระสงฆ์สวดพระมาลัย มีตู้หนังสือเรื่องพระมาลัยวางไว้ข้างหน้าใช้เปิดอ่านเมื่อสวด) แต่สวดคฤหัสถ์กระแสหลักอาจนิยามต่างจากนี้

แห่ศพไปเผา แต่งตัวตามสบาย ชุดขาวก็ได้ สีสันฉูดฉาดก็ดีมีทั้งนั้น

 

แต่งตัวสีสันฉูดฉาด

งานศพดั้งเดิมดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้วเป็นพิธีเรียกขวัญส่งขวัญสนุกสนานหัวหกก้นขวิด เรียก “งันเฮือนดี” คนไปร่วมงานแต่งตัวตามสบายด้วยสีสันฉูดฉาดเฉิดฉาย

เรือน พ.ศ. 2500 งานศพในชนบทของไทยจำนวนมาก เผาศพบนเชิงตะกอน (ยังไม่มีเมรุ) คนไปงานศพแต่งตัวสีสันฉูดฉาด (เหมือนไปงานสมโภช)

งานศพแต่งชุดดำตามวัฒนธรรมตะวันตก เริ่มสมัย ร.5 มีเฉพาะกรุงเทพฯ เท่านั้น จนหลัง พ.ศ. 2500 จึงค่อยๆ มีในเมืองใหญ่ๆ ที่อยู่ชานกรุงเทพฯ แล้วกระจายทั่วประเทศเมื่อไม่นานนี้เอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’