bg-single

How to Become Myself : เราทุกคนเล่นบทเป็นคนอื่นอยู่ทุกวัน

15.06.2019

นอกจากภาพการต่อสู้ดิ้นรนในเมืองใหญ่ ล้มลุกคลุกคลานกว่าจะประสบความสำเร็จอย่าง Tokyo Tower (2005) ผลงานของผู้กำกับฯ โจจิ มัตซึโอกะ ที่นำหนังสือขายดีในชื่อเดียวกันของ “ลีลี่ แฟรงกี้” มาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์แล้ว

ภาพสะท้อนของคนเมืองในโตเกียวที่ไม่ได้มีแต่สีสันลูกกวาดก็มีให้ชมใน Tokyo Marigold หนังปี 2001 ผลงานของผู้กำกับฯ จุน อิชิกาว่า ที่ว่าด้วยเรื่องราวความเปลี่ยวเหงาของคนเมืองและรักที่ไม่สมหวัง ซึ่งถ่ายทอดออกมาได้อย่างเจ็บปวดและลุ่มลึก (ในปีเดียวกันนั้น ยังมีผลงานของชุนจิ อิวาอิ อย่าง All About Lily Chou-Chou ที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากัดกร่อนหัวใจได้เจ็บปวดยิ่งกว่า)

หรือถ้าอยากค้นลึกในอารมณ์เหงาๆ ของชายวัยกลางคนผู้รักสันโดษสักคน ก็ขอแนะนำให้ไปดู Tony Takitani หนังปี 2004 ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นของนักเขียนดังอย่างฮารูกิ มูราคามิ (ความโดดเดี่ยว รักสันโดษ ยังเป็นตัวละครในแบบฉบับของมูราคามิในอีกหลายต่อหลายเรื่อง) แต่หากอยากทำความเข้าใจความคิดอันว้าวุ่นสับสนของเด็กในวัยเรียนก็ให้ดูเรื่อง How to Become Myself (2007) ผลงานในอีก 3 ปีถัดมาของเขา ที่ว่าด้วย “การค้นหาตัวเอง” และ “การก้าวพ้นผ่านช่วงวัยอันสับสน”

และเพื่อเป็นการระลึกถึงการจากไปของผู้กำกับฯ ท่านนี้ ผู้เขียนก็อยากจะขอนำภาพยนตร์ How to Become Myself มากล่าวถึงในบทความชิ้นนี้ (เพราะถัดจากหนังเรื่องนี้เพียง 1 ปีให้หลัง จุน อิชิกาว่า ก็เสียชีวิต)

หากถามว่า How to Become Myself เป็นหนังที่ควรค่าแก่การสละเวลาเกือบสองชั่วโมงมานั่งดูไหม?

ก็ขอตอบตามตรงว่า มันเป็นหนังที่คุ้มค่าที่คุณจะสละเวลาอันมีค่ามานั่งดู

ยิ่งถ้าคุณเป็นคน “ไม่รักตัวเอง” ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเองด้วยแล้วยิ่งควรต้องดู

เพราะพล็อตหลักใจความสำคัญของหนังเรื่องนี้กำลังพูดถึง

“การเลือกเป็นคนอื่นมากกว่าอยากเป็นตัวของตัวเอง!”

พล็อตเรื่องปูพื้นให้เราเห็นตั้งแต่ต้นว่า “ฮานาดะ คานาโกะ” เธอเคยเป็นที่ชื่นชอบในหมู่เพื่อนๆ สมัยประถม จนเพื่อนในกลุ่มเดียวกันอย่าง “ซุงิทานิ จูริ” เห็นแล้วยังนึกอิจฉาอยากเป็นเหมือนอย่างเธอบ้าง

แต่แล้ววันหนึ่งหลังความเห็นไม่ลงรอยกันในหมู่เพื่อน คานาโกะก็ไม่เป็นที่รักของผองเพื่อนอีกต่อไป

จูริเคยนึกสงสารเพื่อนอีกคนในห้องเดียวกันที่ชื่อ “มานามิ” เธอไม่มีเพื่อนเลยสักคน ซ้ำยังโดนเพื่อนๆ โดยเฉพาะพวกผู้ชายกลั่นแกล้งอยู่เป็นประจำ ไม่มีใครสมัครรักใคร่อยากเป็นเพื่อนเล่นกับเธอ ทว่าเพียงไม่นานป๊อปสตาร์ประจำกลุ่มกลับเปลี่ยนมาเป็น “มานามิ” ที่เพื่อนๆ ทุกคนเข้าหา

ในวันนี้มานามิกลายมาเป็นที่รักของผองเพื่อนแทนที่คานาโกะไปเสียแล้ว

หลังเรียนจบชั้นประถม จูริบังเอิญเข้ามาเจอคานาโกะในห้องสมุด ซึ่งนี่น่าจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ทั้งสองคนได้พูดคุยกัน ประหนึ่งเหมือนเป็นการปลดเปลื้องเผยความในใจให้กันและกันฟัง คานาโกะชำเลืองไปนอกหน้าต่างมองดูเพื่อนๆ ที่กำลังลากับมานามิอยู่ แล้วพูดขึ้นว่า

“พวกนั้นเสียใจที่ต้องแยกจากกัน ทั้งที่ไม่เคยเข้ากันได้เลย ต่างขอบคุณกันและกัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้คิดอย่างนั้นจริงๆ ฉันเคยเป็นหัวหน้าห้อง เคยเป็นที่รักของทุกๆ คน แต่ก็ถูกทุกคนหมางเมิน คำถามคือแบบไหนคือตัวจริงของฉันกันแน่? แล้วฉันก็ค้นพบหลังจากโดนแกล้งสารพัดมาเป็นเวลาสองเดือน ฮานาดะ คานาโกะ ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นตัวปลอม ตัวฉันก่อนหน้านี้ที่เป็นหัวหน้าห้องเป็นตัวจริงของฉัน แต่ตอนนี้ ฉันซ่อนมันเอาไว้”

คำพูดของคานาโกะทำให้จูริมึนงงเล็กน้อย ไม่เข้าใจในสิ่งที่คานาโกะพูดออกมาทั้งหมด ก่อนที่จูริจะเผยความในใจให้คานาโกะฟังบ้าง

“เธอรู้ไหม คนที่พยายามตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักคือ “ซุงิทานิ จูริ” คนที่อยากให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ แต่ความจริงคือ พ่อแม่ของฉัน คือคนที่อยากเข้าเรียนที่นั่นได้เองมากกว่า ไม่ใช่ฉัน!”

จากวันนั้นจนเรียนจบมัธยมต้น ทั้งสองก็ไม่เคยหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างวันนั้นเลยสักครั้ง จนกระทั่งจูริทราบข่าวว่าคานาโกะย้ายเมืองไปเรียนต่อมัธยมปลายที่อื่นแล้วนั่นแหละ ภาพคานาโกะวันนั้นในห้องสมุดก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำของเธอ และมันทำให้ยูริอยากเป็นคานาโกะ

คานาโกะคนที่เคยเป็นหัวหน้าห้อง

คานาโกะคนที่เคยเป็นป๊อปสตาร์ เป็นที่รักของเพื่อนๆ

มิใช่เป็นคานาโกะคนที่ซุกซ่อนตัวตนที่แท้จริงเอาไว้

การทำอะไรเพื่อเป็นที่รักและไว้วางใจของใครสักคนไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนๆ จนความเป็นตัวเองค่อยๆ เลือนหายไป ซุกซ่อนมันไว้ลึกๆ ข้างใน จนบางครั้งเราก็หลงลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไป การก้าวพ้นผ่านวัยเรียนด้วยการเป็นคนอื่นเพื่อให้เพื่อนๆ ยอมรับและเป็นที่นับถือในกลุ่มนั้น อาจกัดกร่อนความรู้สึกของการต้องเป็น “ตัวปลอม” อยู่ทุกวัน

การเผยตัวตนที่แท้จริง การเป็นตัวของตัวเองโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะนับถือตัวเองน้อยลงหรือกลายเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจเลยนั้น เป็นสิ่งที่คนคนนั้นต้องใช้ความกล้าหาญอย่างแท้จริง เพื่อจะนำ “ตัวจริง” ของตัวเองกลับมา และอยู่ให้ได้ในสังคมที่คนเก่งอยู่ได้ แต่คนอ่อนแอต้องพ่ายไป

ด้านหนึ่งคานาโกะอาจเพียงแค่อยากทดลองเป็นคนอื่นที่เพื่อนๆ รักน้อยลง แต่มีความสุขกับการได้อยู่คนเดียวไม่ต้องรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนๆ เพื่อทำตัวโดดเด่นให้เป็นที่ประทับใจอยู่ตลอดเวลา อีกด้านหนึ่งอาจเป็นตัวตนที่แท้จริงของคานาโกะที่เธออยากเปลี่ยนแปลงมาตลอด แต่ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ต้องแลกมาซึ่งการมีเพื่อนน้อยลง ไม่โดดเด่นเป็นที่จับตา และต้องถูกกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลา

คนที่ชอบแกล้งคนอื่น หรือทำให้คนอื่นต้องเจ็บช้ำน้ำใจนั้น จึงสะท้อนการไม่มีความสุขในชีวิตได้อย่างเห็นภาพ การเป็น Nobody มิใช่ Somebody ของคานาโกะ ก็สะท้อนภาวะข้างในของการอยากเป็นใครสักคน ใครสักคนที่อยู่ได้เพียงลำพัง โดยมิต้องพึ่งพิงกลุ่มเพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเอง

How to Become Myself คล้ายนำจุดนี้มาเล่นและเล่าผ่านสังคมของการอยากเป็นที่ยอมรับนับหน้าถือตาในสังคม ซึ่งกินความตั้งแต่การเป็นที่ยอมรับนับถือในครอบครัวและนอกครอบครัวอย่างในห้องเรียน เราจึงเห็นว่าเมื่อวันหนึ่งคานาโกะเบื่อการเป็นป๊อปสตาร์ที่ตัวตนลึกๆ ข้างในเธอไม่ได้อยากเป็นนั้น เธอก็เป็นที่หมางเมินจากเพื่อนๆ และถูกคัดทิ้งไปอย่างไม่ไยดี

การสร้างตัวตนใหม่ของมานามิ จากที่เคยเป็นเด็กอ่อนแอโดนรังแกจึงเข้ามาแทนที่เมื่อเธอเลือกเก็บซ่อนความอ่อนแอไว้ข้างใน แม้ว่าเธอจะต้องเป็นคนอื่นไม่ใช่ตัวตนที่แท้ของเธอก็ตาม

ส่วนยูริผู้มองเห็นสิ่งรอบตัวเหล่านี้ทั้งในห้องเรียนและในครอบครัวของเธอมาตลอด

เธอจึงเกิดคำถามขึ้นกับตัวเองว่า ตัวตนที่ฉันอยากเป็นจริงๆ คือแบบไหนกัน

เราเป็นตัวของเราเองจริงๆ หรือถูกสังคมกำหนดให้เป็น!

ฉากหนึ่งที่หนังอธิบายได้อย่างชัดเจนและครอบคลุมครบรสที่สุดคงหนีไม่พ้นกับการตั้งคำถามของคานาโกะต่อผู้เป็นบุพการีของเธอว่า

“หนูตอนเรียนประถม มัธยม และหนูตอนย้ายมาอยู่ที่นี่แม่คิดว่าแบบไหนดีที่สุด”

และคำตอบที่ได้รับจากผู้เป็นแม่ก็สรุปได้อย่างกระจ่างชัดว่า

“ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็คือ ความเป็นตัวของลูกเอง แม่รักลูกเสมอ ไม่ว่าลูกจะเป็นคนแบบไหน”

น้องหนูจูริที่นำแสดงโดย “ริโกะ นารูมิ” นั้น นอกจากซีรี่ส์ที่ตัวผู้เขียนพอคุ้นตาอย่าง Ruri No Shima (ยังเด็กมากในเรื่องนี้), One Lite of Tears (โตขึ้นมาหน่อย) ก็เห็นจะมีภาพยนตร์เรื่อง Shindo นี่กระมังที่เธอดูเฉิดฉายสะดุดตาขึ้นมา (เล่นประกบคู่กับ “เคนอิจิ มัตสึยามะ” พ่อหนุ่ม L ที่คนดูน่าจะรู้จักกันดี ซึ่งปัจจุบันออกจะอืดไปสักหน่อย)

เรื่องนี้จึงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เป็นบทที่เด่นและโดดเป็นตัวชูโรงของเธอเลยทีเดียว (ไม่เชื่อโปรดพิจารณาดูจากหน้าปกหนังเรื่องนี้) และเธอก็สร้างความสับสน คลุมเครือ กับการเติบโตผ่านพ้นช่วงวัยไปได้อย่างที่เรียกได้ว่า “สอบผ่าน”

ทั้งนี้ ผู้เขียนต้องขอสารภาพตามตรงว่าเคยดูหนังที่จุน อิชิกาว่า กำกับฯ เพียงสองสามเรื่องเท่านั้น ซึ่งคงจะไม่สามารถรู้จักตัวตนของผู้กำกับฯ ท่านนี้ได้ลึกซึ้งครอบคลุมจากหนังเพียงเท่านี้ (อันที่จริงหนังหลายเรื่องของอิชิกาว่า เคยนำมาจัดฉายที่มูลนิธิญี่ปุ่นเมื่อหลายปีที่แล้ว อย่าง Busu, Tsugumi, Dying at Hospital-นี่ยังไม่นับรวมหนังไตรภาค Tokyo ของเขาอีก)

จนถึงตอนนี้แม้จุน อิชิกาว่า จะลาจากโลกนี้ไปนานหลายปีแล้ว แต่เมื่อย้อนสำรวจมรดกทางภาพยนตร์ที่เขาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ก็ทำให้เห็นถึงสายตาที่กว้างไกลในอีกหลายปีต่อมา เมื่อโลกอินเตอร์เน็ตก้าวเข้ามาแทนที่โลกความเป็นจริงโดยสมบูรณ์ และโทรศัพท์มือถือเป็นทุกสิ่งมากกว่าส่งข้อความหากันเหมือนอย่างในภาพยนตร์เรื่องนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพที่เจนชัดเข้าไปอีกว่าทำไมการเป็น “คนอื่น” ถึงมีความสุขมากกว่าการได้เป็น “ตัวของตัวเอง”

หากผู้อ่านท่านใดมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว ผู้เขียนก็อยากฝากคำถามเก็บไปคิดต่อว่า ลองนึกดูดีๆ ว่า “ตัวตนของคุณที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ใช่ตัวตนที่คุณอยากเป็นจริงๆ หรือเปล่า”

…หรือแท้จริงแล้ว เราทุกคนก็เล่นบทเป็นคนอื่นอยู่ทุกวัน ทั้งโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร