bg-single

รายงานพิเศษ : ผลพลอยได้จากความทุกข์ คือความสุขหาได้ ง่ายนิดเดียว

20.12.2017

อายุเพิ่งจะ 19 ปี แถมเล่นละครมาแค่ไม่กี่เรื่อง แต่ดูเหมือน คารีสา สปริงเก็ตต์ จะประสบความสำเร็จงดงาม

อย่างน้อยผลงานเรื่องล่าสุดในบท “คุณหญิงปฐวี” จากละคร “สายธารหัวใจ” ที่เพิ่งจบไปท่ามกลางเสียงชื่นชมในฝีมือการแสดงอันโดดเด่นก็เป็นประจักษ์พยาน

คารีสาซึ่งเข้าวงการตั้งแต่อายุ 14 ท่ามกลางเสียงคัดค้านของแม่ที่เป็นห่วง เพราะเกรงจะเกิดอันตราย บอกว่าความเป็นคนชอบงานศิลปะ ชอบการเต้นรำ และฟังเพลง อีกทั้ง “เป็นคนที่เกิดมาแล้วดื้อเลย มีความคิดเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรตั้งแต่อายุ 13”

จึงตอบรับคำชวนของโมเดลลิ่ง ด้วยแม้ “ก็มีทะเลาะกับแม่บ้าง เพราะมันขัดใจเขา หากเราก็ยอมผิด แต่ขอให้ได้ทำก่อน”

แถมยังโชคดีที่แม้จะห้าม เพราะไม่เห็นด้วย แต่พอเธอเจอปัญหาใดๆ จากงาน ทั้งพ่อและแม่ก็พร้อมให้กำลังใจ

กับการแสดงที่ทำอยู่ คารีสาเปิดใจว่าแรกๆ ไม่ได้นึกอยากทำ เพราะแท้ที่จริงสิ่งที่อยู่ในใจคือ การเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ เพื่อส่งมอบความสุขให้ผู้คน

“รู้สึกว่าเราเป็นคนมีความสุข” เจ้าตัวบอกเหตุผลเต็มปากเต็มคำ แล้วจึงว่าด้วยเหตุนั้นจึงอยากส่งต่อ อยากให้กำลังใจคน “อยากให้พลังบวก ให้เขาไปมีสิ่งดีๆ ในชีวิต”

ขณะเดียวกันยังรู้สึกว่าการเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ หรือแม้กระทั่งนักแสดง ก็เป็นอาชีพที่ “ส่งต่อ” สิ่งต่างๆ ได้ง่าย

“เป็นอาชีพที่กระบอกเสียงใหญ่”

ดังนั้น “ถ้าเรามีความสุข เราก็จะสามารถส่งต่อความสุข เรามีความฝัน มีความสำเร็จ ก็ส่งต่อให้คนรู้จักมีความคิด ให้รู้จักตั้งเป้าหมายให้ตัวเองได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะประกาศว่า “เป็นคนมีความสุข” ดังว่า หากเอาเข้าจริงคารีสาก็ยอมรับว่าเธอเองก็เหมือนมนุษย์ทั่วไป ที่มีทุกข์ไม่ต่างจากคนอื่น แต่กระนั้นความพยายามคิดบวกที่ฝึกฝนไว้ก็ช่วยได้เยอะ

การฝึกที่ทำอย่างจริงจัง หลังเจอเหตุการณ์หนักๆ ตอนเข้าประกวดในรายการ “เดอะ เฟซ” เมื่อปี พ.ศ.2557

“ตอนนั้นเข้าวงการมาประมาณหนึ่ง” คารีสาย้อนอดีตเล่า เมื่อคราวอายุได้ 16 ปี

ก่อนจะว่า “ช่วงนั้นยังไม่ได้มีคนรู้จักหรือมาคอมเมนต์เยอะ”

“แต่พอเดอะ เฟซ เราโดนคนตัดสิน โดนคนคอมเมนต์ โดนคนที่ไม่รู้จักพูดถึงเยอะจังเลย หน้าเขาเป็นยังไงก็ไม่รู้ แล้วเราเกิดความทุกข์”

“ตอนนั้นชีวิตไม่ดี ไม่สดใส เลยต้องหาข้ออ้างของการมีความสุข”

“เหมือนข้ออ้างของการขี้เกียจ ข้ออ้างของการไม่อยากทำโน่น ทำนี่ แต่เราเปลี่ยนเป็นว่าอันนั้นน่ะ เป็นข้ออ้างของการมีความสุข”

“จนเป็นธรรมชาติของการมีความสุข แล้วก็เป็นธรรมชาติของตัวเองไป”

“ถึงได้บอกว่าตัวเองเป็นคนมีความสุข” เธอย้ำ

“เพราะความสุขของเราหาได้ไม่ยาก”

“มีหนังสือสักเล่ม ได้กินอาหารอร่อย สบาย แฮปปี้ค่ะ” บอกพลางยิ้ม

ต่อด้วยการพยักหน้ายืนยัน “จริงๆ นะคะ คือเป็นคนง่ายมาก เกิดพัทยา อยู่กับธรรมชาติ แล้วพ่อไม่ได้สอนว่าต้องเก็บเงินเท่าไหร่ ต้องรวยเท่าไหร่ จึงไม่มีภาวะความกดดัน”

“แค่เอาตัวเองให้รอด ทำงานเหนื่อยก็พัก แล้วมีความสุขก็พอ”

“ส่วนความทุกข์ไม่พูดถึงค่ะ” คารีสาบอกชัดเจน

เพราะเชื่อว่าถ้าพูดถึงทุกข์ จะกลายเป็นคนทุกข์ไปด้วย

“เราเรียนแอ๊กติ้งมาใช่ไหมคะ ตัวละครแต่ละตัว ถ้าเขาบอกว่าเขาเป็นคนขี้เกียจ พูดกับตัวเองทั้งวัน เขาจะกลายเป็นคนขี้เกียจ แต่ถ้าเราบอกตัวเองว่าเรามีความสุข เราก็จะกลายเป็นมีความสุข”

กับเสียงวิจารณ์ต่างๆ นานาที่เคยโดนมา ทั้ง “ช่างกล้า” และ “ก้าวร้าว” คารีสาซึ่งใครได้เห็นก็คงรู้สึกได้ทันที ว่าเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง-มาก อธิบายว่า “เป็นคนตั้งใจค่ะ”

“ตั้งใจจนทำให้ดูมั่นใจ แล้วความที่เป็นเด็ก จะบาลานซ์ตัวเองไม่ถูก”

“ซึ่งพอมั่นใจ แล้วอยู่ในประเทศไทยที่มีวัฒนธรรมอีกแบบหนึ่ง เด็กต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องแบบนี้ๆๆ กลายเป็นว่าเราผิดในสายตาคนอื่น”

“แต่ ณ ตอนนั้น เรารู้สึกว่าเราไม่ผิด เราแค่เป็นแบบนี้ แล้วเขาแค่ไม่เปิดใจ”

“แต่พอโตขึ้นก็รู้สึกว่าจะให้คนยอมรับในสิ่งที่เราเป็นไม่ได้หรอก”

ดังนั้น “ถ้าอยู่ตรงหน้าคนมากๆ เราก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็อยู่ในหลักการที่คนเขาอยู่ด้วยได้”

พูดง่ายๆ คือ อยู่ให้เป็น

ส่วนในการเล่นละครนั้น คารีสาบอกว่าพยายามจะพัฒนาความสามารถของตัวเองมาตลอด

“เป็นคนตั้งความฝันให้กับชีวิตค่ะ ว่าทำอะไรแล้วต้องได้ดี ต้องพัฒนา”

“ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องดังล้นฟ้านะคะ” เธอออกตัว

“เพราะความดังคือผลพลอยได้ คือกำลังใจจากคนดู จากแฟนคลับ แต่สิ่งที่เราทำเป็นเรื่องของอาชีพกับหน้าที่ ที่เวลาเราได้รับอาชีพหรือหน้าที่มา เราก็ต้องตั้งใจ ใส่ใจ เหมือนทำงานออฟฟิศเราก็อยากจะเลื่อนขั้น อยากจะเลื่อนยศ”

ส่วนจะได้เลื่อนไปถึงขั้นไหน หนึ่งในผู้ตัดสินสำคัญก็คือผู้ชม

ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีคนชมเยอะ แต่แน่นอน “ก็ต้องมีคนด่ามั่ง” เธอเล่าพลางยิ้ม

แล้วจึงว่าในส่วนที่ชมมา ก็รับฟังและจะพยายามพัฒนาในจุดนั้นๆ ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ขณะที่ในส่วนที่ด่า “ก็ฟังบ้าง”

หากกระนั้น ก็ไม่วายรู้สึกว่า บางส่วนในข่ายนั้น มีอยู่บ้างเหมือนกันที่ “ด่าแบบไม่รู้เรื่องน่ะ”

“อ่านบทมาเหรอ ถึงรู้ว่าต้องเล่นยังไง อะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องฉลาด แล้วก็ต้องเปิดใจด้วย การเปิดใจคือการเปิดใจรับคอมเมนต์ แต่ก็ต้องฉลาดที่ว่า เราจะเป็นทุกข์กับคนที่ไม่รู้เรื่องทำไม อะไรอย่างนี้”

นักแสดงที่มักได้เล่นแต่บทร้ายๆ ไม่ว่าจะใน “ทายาทอสูร”, “นางอาย” และอีกหลายๆ เรื่อง บอกด้วยว่า ทุกบทที่ได้รับ สำหรับเธอคือโอกาสที่ผู้ใหญ่ให้

“เราไม่ได้เลือก และก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเลือก แค่รู้สึกว่าบทไหนที่ท้าทายก็อยากจะทำ บทนางเอกอาจจะน่าเบื่อก็ได้ บทพระเอกก็อาจจะไม่ท้าทาย คือคนชอบมองตัวละครจากพระเอก นางเอก แต่ไม่มองว่าละครเรื่องหนึ่งมันจะดังได้ เพราะองค์รวม ถ้านักแสดงไม่ครบ อาหารก็ไม่อร่อย”

“คนลืมใส่ใจตรงนี้ไป”

คารีสาซึ่งกำลังเรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บอกอีกว่า ในการรับงานของคารีสานั้น นอกจากจะมีหลักว่าต้องพิจารณาว่าจะไม่กระทบการเรียนมากนักแล้ว เธอยังจะคำนึงถึง “ตัวงาน” เป็นอีกองค์ประกอบ

“ตอน 2 ปีที่แล้ว เราเอาให้ได้มากที่สุด สะสมให้ได้มากที่สุด แต่ตอนนี้มันถึงจุดที่เอาที่เรารักที่สุด อยากให้งานมีคุณภาพที่สุด”

ด้วยเหตุผลว่า “เพราะงานไม่มีคุณภาพ มันจะทำให้ไม่มีชิ้นอื่นต่อไป”

“รับงานเยอะ มันทำให้มีเงินเยอะ แต่ไม่เป็นที่น่าภูมิใจ”

“รับงานน้อย แต่งานออกมาดี มันพูดต่อไปเรื่อยๆ”

“เพราะงานที่เราทำ คืองานศิลปะ ที่ตายไปแล้วแต่มันยังอยู่ ยังปากต่อปากไปเรื่อยๆ”

ซึ่งดีกว่าเป็นไหนๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง
ศรีเทพไม่ได้เป็นแค่ ‘เมืองโบราณ’ อาจเป็นกุญแจเปลี่ยนวิธีมอง ประวัติศาสตร์ไทยทั้งระบบ
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (184)
E-DUANG | เมื่อเบื้องหน้า ไชยชนก ยศชนัน ปรากฏ เงาร่าง รักชนก ศรีนอก
ดร.มัลลิกา นำทีม Dr.Mallika Skincare ฝึกซ้อมกู้ภัยและดับเพลิงประจำปี ยกระดับความปลอดภัยองค์กร รับมือเหตุฉุกเฉินอย่างมืออาชีพ
“ในหลวง-ราชินี” พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” นำคณะเข้าเฝ้าฯ