
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด และผู้เจริญรอยตามท่าน
จากเหตุการณ์คนร้ายบุกค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ กองพันพัฒนาที่ 4 ต.ปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ปล้นอาวุธปืนไปกว่า 400 กระบอก เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547
จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้วถึง 14 ปีเต็ม
สำหรับภาครัฐแล้วมองว่าเหตุการณ์รุนแรงลดลง ทั้งนี้ รัฐต้องรีบดึงมวลชนโดยหนึ่งในนั้นคือการสร้างเอกภาพความรักชาติไทยเพื่อความเป็นเอกภาพโดยเฉพาะวงการศึกษาในหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนที่ส่วนใหญ่อยู่ในสถาบันปอเนาะซึ่งรัฐมองว่าคนเหล่านี้ถูกบิดเบือนด้านประวัติศาสตร์ชาติ
ทั้งนี้ เมื่อ 11 มกราคม ที่ห้องประชุมโรงแรมเก็นติ้ง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
นายสุรพร พร้อมมูล ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส น.อ.เทอดเกียรติ จิตต์แก้ว รอง กอ.รมน. จ.นราธิวาส และ นายณัฐพงษ์ นวลมาก ผอ.สำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จ.นราธิวาส ได้ร่วมกันแถลงข่าวโครงการจัดกระบวนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาติและพระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตริย์ไทย เพื่อบรรจุเป็นวิชาสอนในสถาบันปอเนาะ หรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ในพื้นที่ 13 อำเภอ ของ จ.นราธิวาส จำนวน 62 แห่ง ซึ่งได้ทยอยเปิดการเรียนการสอนไปแล้วบางส่วน

โดยในช่วงภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2560 ที่จะถึงนี้ ทางสำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยทั่วประเทศ จะเปิดการเรียนการสอนเป็นรายวิชาบังคับอีกวิชาหนึ่งที่นักศึกษา กศน. ทั่วประเทศต้องเรียน
ซึ่งเป็นไปตามนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล เพื่อสืบสานพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับตั้งแต่เสด็จครองสิริราชสมบัติตราบจนเสด็จสวรรคต ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้
เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย และการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน

จากคำแถลงดังกล่าว ผู้เขียนขอฝากข้อสังเกตและเสนอแนะดังนี้
1. เป้าหมายเพื่อสันติสุขที่วางไว้จะไม่เกิดขึ้นหากการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวเป็นการบังคับและออกแบบมาจากข้างบนและหน่วยความมั่นคงข้างเดียวและขาดการวิพากษ์ รวมทั้งเสนอแนะจากทุกภาคส่วนต่อหลักสูตรก่อนนำไปใช้
2. การประกาศใช้หลักสูตรควรกลับไปดู พ.ร.บ.การศึกษาชาติที่ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนร่วมออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาและนำเสนอคณะกรรมการหลักสูตรก่อน
3. เป็นที่ทราบกันดีว่าเนื้อหาการเรียนประวัติศาสตร์ชาติส่วนกลางและข้อเท็จจริงกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จชต. เป็นประวัติศาสตร์บาดหมาง ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าจะออกแบบอย่างไรให้การเรียนประวัติศาสตร์ชาติกับท้องถิ่นที่เป็นเรื่องลับให้เป็นการเรียนรู้บนดินที่ถูกต้องเชิงวิชาการโดยนำข้อเสนอแนะของคณะศึกษาวิจัยของ ศ.ดร.ครองชัย หัตถา และนักประวัติศาสตร์ทุกภาคส่วนหรือวิจัยอื่นๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วร่วมออกแบบการเรียนประวัติศาสตร์เพื่อสร้างภาวะแวดล้อมสันติภาพและสันติสุข
4. ในส่วนการรักชาติจะทำอย่างไรสำหรับมุสลิมให้สอดคล้องกับหลักการศาสนาอิสลาม
สําหรับความเป็นไทยในกรอบแห่งอิสลาม (เขียนโดย ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ผอ.สำนักจุฬาราชมนตรีส่วนหน้า) โดยมีรายละเอียดดังนี้
คนไทย หมายถึงคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าประเทศไทย เป็นประชาชนคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายซึ่งบังคับใช้ในรัฐไทย คนไทยอาจนับถือศาสนาต่างกันได้ อันเป็นที่มาของความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมในประเทศไทย ซึ่งรัฐธรรมนูญของไทยทุกฉบับก็ได้รับรองสิทธิและเสรีภาพนี้ไว้เช่นกัน
ความเป็นไทยจึงมิได้หมายถึงคนชาติพันธุ์หนึ่ง หรือนับถือศาสนาหนึ่ง หรือใช้ภาษาหนึ่ง เป็นการเฉพาะ
แต่หมายรวมถึงทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนา และทุกภาษา ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายใต้การปกครองและบูรณาการแห่งดินแดนของประเทศไทย
การชี้เฉพาะว่าคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเท่านั้นที่เป็นคนไทย เช่น เฉพาะคนชาติพันธุ์ไทย หรือเฉพาะคนที่นับถือศาสนาพุทธหรือเฉพาะคนที่พูดภาษาไทย ก่อให้เกิดอคติต่อคนชาติพันธุ์อื่น ศาสนาอื่น และคนที่พูดภาษาอื่น
นำมาซึ่งความขุ่นข้องบาดหมางระหว่างคนไทยกันเอง
และเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ
ถือเป็นความคิดชาตินิยมตกขอบ
ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันของคนในชาติ
ส่วนความเป็นมุสลิม
มุสลิม คือผู้ที่เชื่อและศรัทธาว่า พระเจ้าที่แท้ของมนุษย์และทุกสรรพสิ่งในจักรวาล มีเพียงพระองค์เดียว คือ อัลลอฮฺ (ซุบบาฮานะฮุวะตาอาลา) และเชื่อว่าศาสนทูตมูฮัมมัดเป็นผู้ซึ่งพระองค์ทรงส่งมาเพื่อเป็นเมตตาธรรมแก่มนุษยชาติทั้งหลาย
ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อเอกภาพแห่งอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า หมายถึงการยอมรับต่อการรังสรรค์ของพระองค์
ซึ่งการรังสรรค์นี้มีความละเอียดงดงาม ทั้งประกอบไปด้วยความหลากหลายอย่างยิ่ง และทุกสิ่งก็สะท้อนพระพลานุภาพแห่งอัลลอฮฺอย่างชัดเจน
มนุษย์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนต่างๆ ก็มีความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์ สีผิว และภาษา
ความหลากหลายเหล่านี้ถือเป็นพระประสงค์แห่งอัลลอฮฺเจ้า ซึ่งมนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะที่เป็นมุสลิม ต้องน้อมยอมรับ และการสร้างความแตกต่างในหมู่มนุษย์เช่นนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้มนุษย์ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งยังสามารถแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างๆ กันได้
มิใช่เพื่อให้คนเรานำมาเป็นเครื่องอวดข่มกันและกันแต่อย่างใด พระดำรัสในเรื่องนี้ปรากฏในซูรอฮฺ อัลหุญูรอจ อายะฮฺ ที่ 13 ความว่า

“มนุษย์ทั้งหลาย เราสร้างพวกเจ้ามาจากชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง และให้พวกเจ้าแตกกอต่อยอดออกไปเป็นกลุ่มชนและเผ่าพันธุ์นานา เพื่อพวกเจ้าจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน แท้จริงผู้ที่ประเสริฐสูงสุดในหมู่พวกเจ้า ณ อัลลอฮฺ คือ ผู้ที่มีความยำเกรงสูงสุด และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่ง ทรงเชี่ยวชาญยิ่ง”
เมื่ออิสลามเป็นศาสนาเพื่อมนุษยชาติอันเต็มไปด้วยความหลากหลาย มุสลิมจึงต้องเป็นคนที่พร้อมยอมรับความหลากหลายเหล่านั้น โดยไม่ถือเอาชาติพันธุ์หรือวงศ์ตระกูลมาเป็นเกณฑ์ในการตีค่าของคน แต่ยินดีที่จะนำอิสลาม ซึ่งถือว่ามีค่าที่สุดมอบแก่เพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกสีผิว เผ่าพันธุ์หรือภาษา
โดยนัยนี้อิสลามและความเป็นมุสลิม จึงอยู่โพ้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์ที่เป็นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ
อิสลามเป็นสิ่งที่กำหนดโดยอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งอยู่เหนือมิติของรัฐชาติ
ขณะที่รัฐชาติยกย่องตนเอง และดูแคลนชาติพันธุ์อื่น
ความเป็นไทยจึงมิได้ขัดแย้งกับความเป็นมุสลิม เพราะความเป็นไทยเพียงแค่บ่งบอกว่า เราเป็นคนถือสัญชาติไทย อยู่ในประเทศไทย
ความรักและภักดีต่อประเทศไทย ก็เป็นไปตามธรรมชาติของมนุษย์ที่ย่อมผูกพันกับแผ่นดินถิ่นเกิด
และจะไม่กลายเป็นสิ่งต้องห้าม หากความรักและภักดีนั้น ไม่นำไปสู่การปฏิบัติอันขัดแย้งกับหลักธรรมของอิสลาม
เนื่องจากมุสลิมต้องเทิดอิสลามเหนือสิ่งอื่นใด ด้วยว่าอิสลามคือเป้าหมายอันเป็นนิรันดร์
ขณะที่ประเทศทุกประเทศมีขึ้นและเสื่อมลงเป็นสัจธรรม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
