bg-single

จากอาจารย์วิศวะ จุฬาฯ สู่สนามการเมือง เปิดความตั้งใจ “ รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน” 

02.01.2026

โดย วรวิทย์ ไชยทอง


เป็นอีกนักการเมืองหน้าใหม่ที่น่าจับตา สำหรับ รศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ที่เพิ่งตัดสินใจลาออกจากาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แม้จะรับราชการมากว่า 30 ปี มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนการเมือง

ทิ้งวิชาชีพอาจารย์และมหาวิทยาลัยที่รัก เพื่อหวังสร้างการเปลี่ยนแปลงในวิชาชีพที่เล่าเรียนมา ภายใต้สังกัดพรรคประชาชน 

รศ.ดร.ประมวล เปิดใจครั้งแรกถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นเส้นทางชีวิตในฐานะอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าเริ่มรับราชการตั้งแต่ปี 2537 หรือเพียง 4–5 เดือนหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

โดย ก่อนหน้านั้นเขาเพิ่งทำงานในบริษัทที่ปรึกษาชื่อดังจากสหรัฐอเมริกา (Consulting Company) อยู่ช่วงสั้น ๆ ซึ่งเป็นงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงและมีเส้นทางอาชีพที่เปิดกว้าง บริษัทถึงขั้นมีแผนจะส่งเขาไปทำงานต่อที่สหรัฐฯ

ในช่วงวัยหนุ่ม การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขายอมรับว่ารู้สึก “ว้าวุ่น” ตามประสาวัยรุ่นที่กำลังยืนอยู่บนทางแยกของชีวิต ระหว่างเส้นทางการทำงานในภาคเอกชนระดับนานาชาติ กับเส้นทางที่ยังไม่เคยคิดถึงมาก่อนอย่างการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

วันหนึ่งเขาตัดสินใจลางานจากบริษัท และกลับมาเดินเล่นในสถานที่ที่เปรียบเสมือน “เซฟโซน” ของชีวิต นั่นคือคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างเดินไปมา ความคิดในใจก็วนเวียนอยู่กับคำถามเดิมว่าจะเลือกทางไหน ระหว่างนั้นเขาบังเอิญพบอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคารพนับถือ อาจารย์ถามว่าเหตุใดจึงมาเดินอยู่ที่คณะในวันทำงาน เขาจึงเล่าให้ฟังถึงโอกาสในการไปทำงานต่างประเทศ และความลังเลที่เกิดขึ้น

หลังรับฟังเรื่องราว อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านนั้นกล่าวกลับมาว่า หากยังตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ สนใจจะมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาฯ หรือไม่ คำถามนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะตลอดช่วงเวลาที่เรียนหนังสือ เขาไม่เคยคิดเลยว่าอาชีพ “อาจารย์” จะเป็นเส้นทางชีวิตของตนเอง การได้รับการชักชวนจากอาจารย์ผู้ใหญ่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการให้เกียรติ และเป็นการบอกโดยนัยว่ามีคนเห็นคุณค่าในศักยภาพของเขา

เขาจึงตอบกลับไปตามตรงว่า ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นอาจารย์ได้ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นฝังอยู่ในใจมาจนถึงทุกวันนี้

“ถ้าคุณคิดว่าตัวคุณเองทำได้ คุณจะทำได้ แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวคุณทำไม่ได้ คุณจะทำไม่ได้ ผมเชื่อว่าคุณทำได้ คุณจะทำไหมล่ะ”

สำหรับคนอายุเพียง 22 ปี คำพูดนั้นเปรียบเสมือนแรงผลักดันมหาศาล ทำให้หัวใจพองโตและเริ่มเชื่อว่าตนเองสามารถสร้างประโยชน์ในทางวิชาการและสังคมได้ วันเดียวกันนั้นเอง เขาตัดสินใจกลับไปที่บริษัทเพื่อยื่นใบลาออก ทิ้งเงินเดือนเกือบ 40,000 บาทต่อเดือน ซึ่งในยุคนั้นถือว่าสูงมากและมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันถึง 2–3 เท่า เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะอาจารย์ด้วยเงินเดือนเพียง 6,360 บาท

ตลอดระยะเวลา 31 ปีในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ประมวล เติบโตในเส้นทางวิชาการ มีความมั่นคงและความก้าวหน้าในอาชีพ หากเลือกอยู่รับราชการต่อไปจนถึงวัยเกษียณ เขาย่อมได้รับเงินบำนาญก้อนหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ทำให้ร่ำรวย แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบาก อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่ต้องตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ทิ้งเงินบำนาญก้อนโตเพื่อก้าวเข้าสู่สนามการเมืองหรือไม่ เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ความรักชาติควรมีน้ำหนักมากพอให้ยอมทิ้งความมั่นคงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตหรือไม่

สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เขาตัดสินใจได้ คือความทรงจำเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ที่เคยพบพระรูปหนึ่งซึ่งเพิ่งเรียนจบแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง แต่กลับเลือกบวชเป็นพระตลอดชีวิต เขาเคยถามหลวงพี่ผู้นั้นว่า ไม่เคยรู้สึกเสียดายความรู้และวิชาชีพแพทย์ที่ร่ำเรียนมาหรือไม่ คำตอบที่ได้รับคือ

“หลวงพี่ไม่ได้คิดแบบนั้น สังคมไม่ได้เสียหมอ หมอไม่ได้หายไปไหน หลวงพี่ก็ยังเป็นหมอเหมือนเดิม แต่สังคมอาจจะได้พระที่ดีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรูปก็ได้”

การพูดคุยครั้งนี้เตือนใจให้เห็นว่า การเปลี่ยนบทบาทไม่ได้หมายความว่าสังคมจะสูญเสียศักยภาพเดิมไป การลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ที่ทำงานมา 31 ปี ก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมจะสูญเสียอาจารย์ เพราะเขายังสามารถทำหน้าที่สอนหนังสือ ถ่ายทอดความรู้ และทำงานวิชาการในรูปแบบอื่นได้ เพียงแต่ไม่ใช่ในฐานะอาจารย์ประจำ ขณะเดียวกัน สังคมอาจได้นักการเมืองที่มีพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจเชิงระบบ และยึดประโยชน์สาธารณะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะสร้างคุณูปการต่อประเทศในวงกว้างมากกว่า

เมื่อมองสภาพความเป็นจริงของประเทศในปัจจุบัน รศ.ดร.ประมวล เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก ทั้งการแข่งขันทางการเมืองที่บิดเบี้ยว ความเข้มแข็งของระบบบ้านใหญ่ การแทรกซึมของทุนสีเทา ตลอดจนการปล่อยปละละเลยต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคมนาคมขนส่ง การศึกษา การวิจัย หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและโอกาสของประชาชน

รศ.ดร.ประมวล มองว่า โอกาสที่ประเทศไทยเคยมีเมื่อ 10–20 ปีก่อน กำลังริบหรี่ลง หากวันนี้ไม่มีใครลุกขึ้นมาช่วยกันรื้อระบบและปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ ความหวังของเยาวชนที่จะเป็นวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ หรือช่างฝีมือที่มีทักษะสูงและรายได้ดีอาจเลือนหายไป เขาเชื่อว่าหากวิศวกรรุ่นพี่ไม่ช่วยปูทาง คนรุ่นใหม่ก็อาจไม่เห็นอนาคตของตนเองในประเทศนี้

จากพื้นฐานด้านวิศวกรรมอุตสาหการ เขามองการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยในมิติที่กว้างกว่าการผลิตสินค้า แต่ครอบคลุมถึงวิถีการทำธุรกิจ สิ่งแวดล้อม ระบบการศึกษา และโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมหลากหลาย ทั้งบริการ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พลังงาน และการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ขาดคือการผนวกรวมอุตสาหกรรมเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างมียุทธศาสตร์

เขาย้ำว่าการกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมไม่ใช่เรื่องของเอกชนฝ่ายเดียว แต่รัฐต้องใช้ขีดความสามารถของตนเข้าไปบริหารจัดการ โดยเฉพาะผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นยุทธภัณฑ์ ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แทนที่จะซื้อมาใช้งานเพียงมิติเดียว รัฐควรใช้สิ่งเหล่านี้เป็น “หมุดหมาย” เพื่อสร้างการผลิตในประเทศ เกิดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

หากรัฐสามารถใช้ความต้องการของตนเป็นตัวขับเคลื่อน จะทำให้งานวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยต่าง ๆ มีโจทย์ที่เป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกับความต้องการของประเทศ จากประสบการณ์กว่า 30 ปีในแวดวงวิชาการ เขายอมรับว่างานวิจัยจำนวนไม่น้อยเกิดจากความสนใจเฉพาะบุคคลของนักวิชาการ และไม่ได้ผูกโยงกับทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ตัวอย่างที่เขามักยกขึ้นมา คือการจัดซื้ออาวุธภายใต้นโยบายออฟเซต ซึ่งต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาภาคการผลิตในประเทศ แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำไปใช้กับการจัดซื้อทุกประเภท ตั้งแต่ระบบขนส่ง รถขยะ ไปจนถึงเครื่องมือแพทย์ หากทำได้สำเร็จ ขีดความสามารถของประเทศจะถูกยกระดับ เกิดตลาดงานที่เข้มแข็ง งานที่ท้าทาย และค่าตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่

เขาเปรียบเทียบอย่างเห็นภาพว่า นักวิชาการไทยจำนวนมากถูกส่งไปเรียนในประเทศที่มี “มังกร” เต็มไปหมด ได้เรียนรู้วิชาปราบมังกรอย่างเข้มข้น แต่เมื่อกลับประเทศไทยกลับไม่พบมังกรให้ต่อกร ต้องนำดาบปราบมังกรไปใช้กับงานเล็ก ๆ อย่างจิ้งจกหรือตุ๊กแก นี่คือเหตุผลที่ความรู้ระดับสูงจำนวนมากไม่ถูกใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

หากรัฐสามารถสร้างอุตสาหกรรมที่ยากและซับซ้อนขึ้น นักวิชาการและวิศวกรก็จะได้ใช้ความรู้ที่สั่งสมมาอย่างเต็มที่ คนรุ่นใหม่จะต้องพัฒนาทักษะให้สูงขึ้นตามไปด้วย นี่คือจุดเริ่มต้นของการยกระดับประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

เขายังชี้ให้เห็นถึงปัญหาการกระจุกตัวของงานคุณภาพในบางพื้นที่ ทำให้คนเก่งจากต่างจังหวัดต้องย้ายเข้าสู่กรุงเทพฯ หรือเขตอุตสาหกรรมหลัก คำถามสำคัญคือ ทำไมประเทศจึงไม่สามารถสร้างงานดี ๆ กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค เพื่อให้คนสามารถทำงานใกล้บ้านและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

“ต่อให้มีคนเป็นสุดยอดนักเรียนเรียนเก่งในต่างจังหวัด มีจัดหวัดไหนบ้านที่มีงานดีๆ ค่าตัวแพงๆให้เขาทำ ทุกคนล้วนต้องมุ่งหน้าเขาสู่กรุงเทพฯ บางคนต้องไปภาคตะวันออก ต้องมาไกลจากบ้านตัวเอง เพื่อฝากชีวิตไว้กับตลาดงานใหม่ๆกันทั้งนั้น คำถามคือทำไมประเทศเราต้องเป็นแบบนั้นด้วย”  รศ.ดร.ประมวล  ระบุ 

ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องอาศัยผู้นำประเทศที่เข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจ การศึกษา และการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างลึกซึ้ง พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและงานคุณภาพสูง เขายังมองว่าประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนยังมีศักยภาพอีกมาก หากมีสันติภาพและความร่วมมือ การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงจะเป็นไปได้ยิ่งขึ้น แต่หากยังยึดติดกับความขัดแย้งและมองโลกผ่านมิติความมั่นคงเพียงอย่างเดียว โอกาสนั้นก็จะเลือนรางลง

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้ รศ.ดร.ประมวล ตัดสินใจก้าวเข้าสู่สนามการเมือง หลังได้ทำงานและแลกเปลี่ยนความเห็นกับ ส.ส. พรรคประชาชน และพบว่าหลายคนมีความฝันและความหวังไปในทิศทางเดียวกัน เป็นความหวังและความฝันแบบคนธรรมดาๆ 

“ที่ตัดสินใจมาลุย เพราะปีนี้ผมก็อายุ 53 ย่าง 54  ปีแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต้องยอมรับคือ ไม่วันใดวันหนึง เราทุกคนก็ต้องจากโลกนี้ไป ทั้งผม คุณ และคนรอบข้างเรา ไม่มีใครเหลืออยู่ ไม่วันใดก็วันหนึ่งทุกคนต้องลาจากโลกนี้ไป แต่ก่อนจากโลกนี้ไป ถ้าเราสามารถทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก สร้างสภาพแวดล้อมที่จะก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มากได้ ถ้ามีโอกาสทำ ก็ต้องทำ” รศ.ดร.ประมวล กล่าวทิ้งท้าย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร