รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร ค้นหัวใจ ‘เนอดา’ คิดอะไร ตั้ง ‘กอทูเล’ ประเทศใหม่ ‘กองทัพเมียนมาก็รู้ มันเป็นไปไม่ได้’
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
จะด้วยคำว่า ‘ประเทศใหม่’ หรือเพราะผู้คนกระหาย (ใคร่รู้) ข่าวสงครามชายแดน หรือเพราะเหตุผลอื่นใดก็ตาม แต่ที่แน่ๆ การประกาศตั้ง ‘สาธารณรัฐกอทูเล’ โดย พล.อ.เนอดา เมียะ บุตรชายนายพลโบเมียะ อดีตผู้นำสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือ KNU (The Karen National Union) กลายเป็นข่าวฮือฮาที่ประชาชนไทยให้ความสนใจเหนือความคาดหมาย
“จริงๆ เนอดาทำเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ครั้งหนึ่งประกาศตั้งกองกำลัง KTLA (กองกำลังกะเหรี่ยงกอทูเล-Kawthoolei Army) ถัดมา ประกาศเป็นประธานาธิบดี พอวันที่ 5 มกราคม คือประกาศตั้งสาธารณรัฐ”
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไล่เรียงไทม์ไลน์เหตุการณ์
ในช่วงเวลาที่นักวิชาการและสื่อมวลชน วิเคราะห์วิพากษ์ถึงความ ‘เป็นไป (ไม่) ได้’ ในการสถาปนาเป็นประเทศใหม่บนแผนที่โลก เพราะไม่มีทั้งพื้นที่และกองกำลังที่มากเพียงพอ แม้ รศ.ดร.ฐิติวุฒิเห็นด้วยในเชิงหลักการ แต่มองลึกลงไปกว่านั้น
“เรื่องนี้ซับซ้อน แต่การฟันธงว่าไม่มีพื้นที่ ไม่มีกองกำลัง มันไม่ใช่ เราต้องมองในแง่ไดนามิก พลวัต ต้องทำความเข้าใจสถานะของนักรบ ผู้ติดตามเนอดาส่วนใหญ่เป็นนักรบ และกลุ่มครอบครัว พวกนักรบดังๆ ของกะเหรี่ยงในปัจจุบันเป็นคนของเขาทั้งนั้น กองกำลังตัวเลขมันเพิ่มได้ ลดได้ ย้ายค่าย ย้ายสังกัดได้ เครือข่ายกะเหรี่ยง เขารู้จักกันหมด เป็นญาติกัน ปัจจุบัน นักรบส่วนใหญ่ไปอยู่พวกคอมมานโด คอปปรา ไลอ้อน ซึ่งเป็นแนวหน้า” รศ.ดร.ฐิติวุฒิเล่า
ในฐานะนักวิชาการที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดน ความเคลื่อนไหวของกองกำลังชาติพันธุ์ ทั้งยังคลุกวงใน วาร์ปสมรภูมิจริง รู้จักมักคุ้นกับตัวละครสำคัญ นักวิชาการท่านนี้ จึงมองจาก ‘สนาม’ ไม่ใช่ท็อปดาวน์ พร้อมวิเคราะห์เรื่องราวปมลึกในใจของนายพลเนอดา
: คำถามแรกที่คนสงสัยกันมาก
แม้มีนักวิชาการหลายท่านออกมาวิเคราะห์แล้ว
แต่ขอถามซ้ำในรายละเอียดอีกครั้ง
ว่าการตั้งสาธารณรัฐนี้เป็นไปได้จริงหรือไม่ในโลกสากล?
ในบริบทปัจจุบัน มันไม่สามารถยกระดับขึ้นไปในฐานะของกฎหมายระหว่างประเทศได้ เพราะสถานะการประกาศเป็นรัฐอิสระ ต้องมีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือ สิทธิในการปกครองตนเอง หรือ Self-Determination ซึ่งต้องมีองค์ประกอบหลักของรัฐทั้งในเรื่องของอธิปไตย ประชากร ฝ่ายการเมืองและดินแดน
หลักการทางการเมืองในการเป็นประเทศได้นั้น อำนาจอธิปไตยนอกจากประกาศออกมาเองแล้ว จะต้องได้รับการยอมรับจากรัฐข้างเคียง หรือสังคมนานาประเทศ โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนจากสหประชาชาติ
ถ้าเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคใหม่ เราเห็นกรณีแบบนี้ครั้งแรก คือ ติมอร์-เลสเต
แต่กรณีของกอทูเลที่ประกาศออกมา นั่นเป็นคำประกาศในแง่ของสัญลักษณ์ทางด้านการเมือง
เอาเข้าจริงๆ มันเป็นเรื่องของการเมืองภายในกลุ่มของกะเหรี่ยงเอง และยังมีบริบทในการต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาด้วย ซึ่งมันก็มีปัญหาทั้งในแง่ของรัฐบาลพลเรือนของเมียนมาในอดีต หรือกระทั่งสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัจจัยต่อการต่อสู้ของกะเหรี่ยงคือ รัฐบาลทหารของเมียนมาปัจจุบัน
เพราะฉะนั้น คำประกาศของกอทูเลไม่ได้มีความหมายในสัญลักษณ์ใหญ่ในการเมืองระหว่างประเทศใดๆ ทั้งสิ้น
เนอดาพยายามสร้างและขับเคลื่อนให้มีองค์ประกอบของความเป็นรัฐ แต่ประเด็นคือ ดินแดน ณ ปัจจุบันมันก็ยังมีปัญหาใหญ่ สิ่งที่มันเกิดขึ้นเราต้องมองภาพว่า สาธารณรัฐกอทูเลที่เขาประกาศขึ้นมา มันเป็นจุดยืนของกองกำลังเดียว คือ KTLA หมายความว่า ถ้าเนอดาเป็นประธานาธิบดี สาธารณรัฐกอทูเลเกิดขึ้นจริง จะมีแค่กลไกทหารที่รองรับ ปกป้องสถานะการปกครองแค่กองกำลังเดียว คือ KTLA
แต่ข้อเท็จจริงแล้ว ปัจจุบันกะเหรี่ยงแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ คือ KNU, KNLA ซึ่งถือเป็นกองกำลังหลัก ไหนจะ KNDO (องค์การป้องกันชาติกะเหรี่ยง-Karen National Defence Organisation) และ BGF (กองกำลังพิทักษ์ชายแดน-Border Guard Force) แล้วยังมีกลุ่มย่อยอีก
เมื่อก่อนกะเหรี่ยงทุกกลุ่มมีกองกำลังของตนเองมีอิสระ แต่ในแง่การเมือง เขาให้ KNU นำ ส่วน KTLA ถูกสร้างขึ้นเพราะเงื่อนไขความขัดแย้งภายในกลุ่มการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหาร หรือจริงๆ แล้วก่อนหน้ารัฐประหาร 2021 นิดหน่อย คือเนอดา มีความคิดที่ค่อนข้างแหวกแนวจากกลุ่มชนชั้นนำของ KNU โดยเฉพาะปมลึกๆ ในใจของเขาซึ่งเป็นลูกชายนายพลโบ เมียะ เพราะฉะนั้นคืออยากขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพ่อ ประกอบกับหลายเรื่อง KNU ทำไม่ทันใจ
: บารมีที่สะสมมาในอดีต
และศักยภาพในวันนี้ของเนอดามีมากน้อยแค่ไหน?
เนอดาเองก็พยายามสร้างศรัทธา แต่การสร้างศรัทธาของเนอดาในแง่ของชนชั้นนำด้านการเมืองของ KNU ก็อาจจะไม่ได้ใจเท่าไร จึงพยายามไปสร้างศรัทธาจากกลุ่มของฝ่ายนักรบ
ทีนี้ปัญหามันเกิดหลังรัฐประหาร 2021 ซึ่งถ้าจำไม่ผิด เนอดาเป็นรอง ผบ. KNDO ซึ่งเป็นหน่วยคอมมานโด ตอนนั้น KNU และ KNLA (กองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง-Karen National Liberation Army) ต้องการขับไล่ทหารพม่าออกไปจากพื้นที่ เขาก็ไปโจมตีทหารพม่าแล้วก่อให้เกิดการสังหารหมู่ 25 ศพ ซึ่งนานาชาติให้ความสนใจ พม่าก็โกรธมาก แต่ KNU มองว่ามันสร้างภาพลบให้ KNU และเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางทหาร คำนี้สำคัญนะ เพราะฉะนั้น จากเดิมที่มีข้อขัดแย้งทางการเมืองกันอยู่แล้ว และยังมามีปัญหานี้อีก ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ จึงนำมาสู่ความพยายามปลดเนอดาออกทั้งหมด
เนอดาจึงไปตั้ง KTLA โดยนำหมู่ทหารนักรบไปอยู่ด้วยบริเวณฝั่งตรงข้ามอุ้มผาง
เวลาเรามองภาพ KNU ต้องมองเป็น 2 ส่วนในแง่ของสาย ก่อนหน้าการเลือกตั้งประธาน KNU ซึ่งปัจจุบัน พะโด่ซอเกวทูวิน เป็นประธานอยู่ แต่ก่อนหน้านี้มี 2 สายที่แข่งขันกัน คือสายของนายพลมูตู อดีตประธาน KNU กับสายของ พล.อ.บอจ่อแฮ กับเนอดา ซึ่งกลุ่มแรกเน้นเรื่องการเจรจา แต่กลุ่มหลังเน้นเรื่องการต่อสู้ พูดง่ายๆ คือเป็นสายบู๊ จึงไม่เห็นด้วยกับการลงนามหยุดยิงทั้งประเทศ แต่บังเอิญตอนนั้น หลังมูตูหมดอำนาจ เพียว วิน ขึ้น กลุ่มนี้จุดยืนเขาชัดเจน
ปมในใจของเนอดา คืออยากได้รับการยอมรับ และอยากสืบทอดอุดมการณ์พ่อ ทีนี้ก็เสี่ยงต่อการมีพันธมิตรที่ไม่ได้จริงใจอะไรมาก แต่ก็มีกลุ่มผู้อาวุโสที่ใกล้ชิดกับพ่อ
: แล้วการประกาศตั้งสาธารณรัฐใหม่
จะส่งผลกระทบต่อทั้งต่อไทย และในเมียนมาเองหรือไม่?
ไม่ได้มีผลกระทบมากหรอก เราต้องมองว่า กองทัพเมียนมาให้ความสนใจเรื่องนี้ไหม คำตอบคือ ไม่เลย เพราะกองทัพเขาก็รู้ว่า มันเป็นไปไม่ได้ เขาก็รู้ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ เขารู้จักเนอดาดีอยู่แล้ว และเขาก็รู้ว่า แน่นอน เนอดามีกองกำลัง มีพื้นที่ แต่ในด้านศักยภาพว่าจะถึงขั้นองค์ประกอบนานาชาติ เขาให้ความสนใจเฉพาะ KNU หรือกะเหรี่ยงว่าในภาพรวมจะจัดการอย่างไร ไม่ได้สนใจ KTLA
ข้อสังเกตคือ กองทัพพม่าไม่ได้ให้ความสำคัญ คนกะเหรี่ยงจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ แต่เป็นความขัดแย้งเชิงการนำของ KNU อาจมีผู้นำของ KNU บางส่วนรู้สึกว่ามันกระเทือนภาพลักษณ์ แต่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรสำหรับคนกะเหรี่ยงที่อยู่ในภาวะได้รับผลกระทบจากสงคราม
กะเหรี่ยงในปัจจุบันไม่ได้เป็นเอกภาพ ปัญหาของตั้งแต่อดีตกระทั่งวันนี้คือการแตกแยกภายในกลุ่ม ปัจจุบันปัญหาของกลุ่ม BGF มีมากกว่ากลุ่มกองกำลังอื่น เพราะเสี่ยงต่อการเข้าไปเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่เราเห็น เรื่องของกาสิโนอะไรพวกนี้
คำถามสำคัญคือ เวลาคนไทยมอง หรือฝ่ายความมั่นคงของไทยมอง คือแม้กะเหรี่ยงแตกตัวออกเป็นแต่ละกองกำลังก็จริงอยู่ แต่จะต้องดูว่าพื้นที่ไหนที่มีความเสี่ยงต่ออาชญากรรมข้ามชาติ
ถ้าเปรียบเทียบกัน KTLA ประกาศนโยบายชัดเจนว่าต่อต้านยาเสพติด สแกมเมอร์ กาสิโน และการค้าประเวณี
สิ่งหนึ่งที่มันสร้างแรงกระเพื่อมด้วยก็คือ การปรับตัวหลังจากการเลือกตั้ง ท่าทีของ KNU ณ ปัจจุบัน ก็ยังถือว่าช้า อย่างที่บอกว่ารัฐประหาร 2021 สร้างแรงกระเพื่อมคือมีความไม่เห็นด้วยหลายส่วนกับท่าทีการเจรจา หรือจะทำอะไรหลังจากนี้ เมื่อ 11 มกราคมที่ผ่านมา พม่าก็มีการเลือกตั้งเขต 2 หลังเลือกตั้งเสร็จ ฝ่ายกองทัพเมียนมาได้รับความชอบธรรม แล้วฝ่ายกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์คุณเตรียมพร้อมที่จะสู้หลังจากนี้หรือเปล่า เพราะการต่อสู้หลังรัฐประหาร คือการต่อสู้ในระยะยาว และเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่เนอดาทำสิ่งนี้ คืออยากที่จะสร้างรัฐธรรมนูญเป็นของตัวเอง มีคณะรัฐมนตรี
: ขอย้อนกลับไปในประเด็นที่ว่า
อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยสนใจข่าวนี้อย่างท่วมท้น?
โซเชียลของไทยมีผลเยอะเลย ในแง่เนื้อข่าวมันน่าตื่นเต้น เพจต่างๆ หาแผนที่ตั้งกองพลมาใส่ มีรายละเอียด ทำให้ข่าวน่าเชื่อถือ แต่ก็ถูกบ้างผิดบ้าง
อีกประการหนึ่งคือ การเสพติดข่าวสงคราม หลังข่าวไทย-กัมพูชาเพลาลงเพราะหยุดยิง ในแง่ของสถานการณ์ชายแดนอยู่ในความสนใจ พอมีข่าวนี้เกิดขึ้น คนก็มาเสพตรงนี้ต่อ
แต่ที่ผมคิดว่าประเด็นใหญ่กว่านั้นคือ สิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้นโยบายความมั่นคงของไทยคือ ปัญหาชายแดนทุกพื้นที่ไม่ได้รับการมองและแก้ไขแบบองค์รวมอย่างชัดเจน นี่คือปัญหาที่ซ่อนอยู่ อย่างกลางดึกของคืนวันที่ 10 มกราคม มีการเผา 11 จุดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
การหาเสียงในปัจจุบัน เราก็ไม่เห็นพรรคการเมืองไหนพูดถึงการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนเลย ทั้งที่ 3 ชายแดนหลัก คือ ไทย-กัมพูชา ไทย-เมียนมา และชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาเรื้อรังที่ยังแก้ไม่ได้
มันเป็นตลกเศร้าที่เราสนุกกับข่าวชายแดน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
