ไฟนรก-ตายหมู่คาโรงเบียร์ ผลพวง ‘ผับ-บาร์’ เลี่ยงบาลี ภาครัฐงัวเงีย-เพิ่งตกใจตื่น สั่งเร่งอุดช่องโหว่กฎหมาย
อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
ไฟนรก-ตายหมู่คาโรงเบียร์ ผลพวง ‘ผับ-บาร์’ เลี่ยงบาลี ภาครัฐงัวเงีย-เพิ่งตกใจตื่น สั่งเร่งอุดช่องโหว่กฎหมาย
บรรยากาศแห่งความสุขสนุกสนานภายในสถานบันเทิงชื่อดัง ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ริมถนนลาดพร้าว กรุงเทพฯ ของค่ำคืนวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2569 พลันเปลี่ยนเป็นนรกบนดินในชั่วพริบตา
เมื่อกลุ่มควันสีดำทะมึนพวยพุ่งออกมาจากตัวอาคารอย่างหนาแน่น ท่ามกลางเสียงกรีดร้องหนีตายอย่างโกลาหลของนักเที่ยวราตรีจำนวนมากที่วิ่งกระเจิดกระเจิงออกมาจากร้านอย่างตื่นตระหนก
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระดมรถน้ำเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้
ทว่า ความสูญเสียกลับแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ตัวอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างภายในถูกเปลวเพลิงเผาผลาญวอดวายจนกลายเป็นเถ้าถ่านอย่างน่าสลดใจ
ภาพความรุนแรงสะท้อนชัดจากคลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์ ที่สร้างความหวาดผวาที่สุดคือลักษณะการไหม้ที่เปลวไฟไม่ได้ลุกลามจากพื้น
แต่เป็นลูกไฟที่หยดลงมาจากเพดาน เนื่องจากแผ่นโฟมและวัสดุซับเสียงราคาถูกเกิดการหลอมละลายกลายเป็นหยดน้ำมันไฟ ตกลงมาใส่เสื้อผ้าและศีรษะของนักเที่ยวเบื้องล่างราวกับห่าฝนเพลิง
เพียงไม่ถึง 2 นาทีหลังจากไฟดับสนิท แสงสว่างเดียวในร้านกลับมาจากเปลวเพลิงสีแดงฉานที่ลุกโหมไหม้โครงสร้างไม้และความร้อนแรงสูงจนกระจกหน้าร้านระเบิดออก
ทุกคนตกใจกลัวหนีตายอยู่ในความมืดสนิทและมีควันพิษหนาทึบกดต่ำลงมา
กล้องหน้ารถยนต์ที่แล่นผ่านถนนลาดพร้าวในช่วงเกิดเหตุ บันทึกภาพความโกลาหลนาทีผู้ประสบภัยวิ่งฝ่าเปลวไฟเอาชีวิตออกมา
ราวกำลังเผชิญกับวันสิ้นโลก
ภาพความรุนแรงดังกล่าวสอดคล้องโดยตรงกับคำให้การของกลุ่มนักดนตรีที่รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด ‘ไอซ์’ หัวหน้าวงดนตรีทศกัณฐ์ที่กำลังแสดงในวินาทีนรก เปิดเผยด้วยน้ำตานองหน้าว่า ขณะเกิดเหตุได้ยินเสียงคล้ายไฟชอร์ตและไฟก็ดับลง
ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเหตุไฟตกตามปกติที่เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
แต่ไม่นานกลับได้กลิ่นไหม้โชยอย่างรุนแรง และควันหนาทึบพร้อมประกายไฟพวยพุ่งออกมาจากตู้คัตเอาต์ไฟฟ้าด้านหลังเวที ก่อนที่สะเก็ดไฟจะกระเด็นไปโดนแผ่นโฟมซับเสียงบนเพดานลุกลามอย่างรวดเร็ว
เขาพยายามวิ่งฝ่าควันกลับไปช่วยแฟนสาว แต่ไม่สามารถทำได้เพราะทัศนวิสัยมืดสนิทและหายใจไม่ออก
ท้ายที่สุดแฟนสาวของเขาสำลักควันและเสียชีวิต
‘ต่อ’ มือเบสของวง เผยว่า เห็นประกายไฟตกลงมาจากเพดานจึงชวนเพื่อนวิ่งหนี หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นตามหลังมา และมีกลิ่นแก๊สคละคลุ้งรุนแรง
เขาเล่าด้วยความหดหู่ว่ามือกีตาร์ มือกลอง และนักร้องนำของวงเสียชีวิตในกองเพลิงทั้งหมด สภาพจิตใจในตอนนี้แตกสลายและไม่พร้อมที่จะเล่นดนตรีอีกต่อไป ไม่คิดเลยว่าจะมาเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้กับตัวเองและเพื่อนร่วมวง
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 รุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ
การสืบสวนสอบสวนทางคดีคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พนักงานสอบสวนระดมสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วถึง 52 ปาก ครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ พนักงานในร้าน ญาติผู้สูญเสีย ผู้ได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่ร่วมตรวจที่เกิดเหตุ
พร้อมจัดชุดพนักงานสอบสวนแยกย้ายไปสอบปากคำกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าและการตรวจสอบอาคารเพิ่มเติม รวมถึงผู้บาดเจ็บที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
กุญแจสำคัญที่จะคลี่คลายปริศนาชนวนเหตุในครั้งนี้ อยู่ที่การกู้คืนไฟล์ภาพจากเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดจำนวน 16 ตัวภายในร้าน
กองพิสูจน์หลักฐานสามารถกู้คืนภาพความยาวประมาณ 30 นาที ในช่วงก่อนและขณะเกิดเหตุได้สำเร็จ ทำให้พบข้อมูลสำคัญ
จุดเริ่มต้นของกลุ่มควันสีขาวพุ่งออกมาจากทางด้านซ้ายของเวที ก่อนที่จะลุกลามต่อเนื่องไปทางด้านขวาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ และเปลี่ยนสภาพเป็นประกายไฟลุกท่วมเต็มพื้นที่อย่างน่าสยดสยอง
ขณะที่ประเด็นร้อนเรื่องทางหนีไฟหรือประตูทางออกถูกล็อกจากด้านนอกนั้น เบื้องต้นจากการสอบปากคำพนักงานร้านและคนขายลูกอมพบข้อมูลที่เกี่ยวโยงกัน แต่ทางตำรวจยังไม่รีบสรุปตัดประเด็นอื่นทิ้ง และจำเป็นต้องรอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์อื่นๆ มาประกอบ เพื่อความชัดเจนและดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา
นอกจากปมประตูที่อาจถูกล็อกแล้ว เสียงสะท้อนจากผู้อยู่ในเหตุการณ์ยังตอกย้ำว่าระบบนิรภัยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
นายนัฏฐพงศ์ ละคร หนึ่งในผู้บาดเจ็บที่รอดชีวิตมาได้พร้อมบาดแผลไฟไหม้บริเวณหน้าผากและหู เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บริหารโรงเบียร์มรณะ ยืนยันหนักแน่นว่า ระบบสัญญาณเตือนภัย และสปริงเกลอร์ฉีดน้ำดับเพลิงบนเพดานไม่ทำงานเลยแม้แต่จุดเดียว
แสงสว่างเดียวในความมืดมิดคือไฟฉายจากการ์ดที่ส่องนำทางหนีความตายออกมา
สอดคล้องกับคำให้การของ น.ส.วราภรณ์ พลเสดี อีกผู้รอดชีวิตที่เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้กลิ่นแก๊สโชยมาอย่างหนาแน่นและยาวนานถึง 5-10 นาที ขณะที่ระบบไฟหน้าเวทีเริ่มติดๆ ดับๆ ก่อนเกิดไฟไหม้และระบบไฟฟ้าดับมืดสนิทลงทันที
การตรวจพิสูจน์หลักฐานในเชิงกายภาพและวิศวกรรมเผยให้เห็นความบกพร่องของโครงสร้างอาคารอย่างชัดเจน
พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผบก.พฐ. พร้อมนักวิทยาศาสตร์กลุ่มงานตรวจทางเคมีฟิสิกส์ เร่งเข้าตรวจสอบจุดต้นเพลิงบริเวณเวทีอย่างละเอียด โดยตรวจสอบระบบเบรกเกอร์ที่ไม่ตัดวงจรไฟฟ้าอัตโนมัติ และเก็บวัสดุตกแต่งทางเสียงไปตรวจสอบว่าเป็นสารไวไฟหรือไม่
จากการตรวจสอบพบนัยสำคัญที่น่าสลดใจยิ่ง โดยร่างผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่กองทับถมกันหนาแน่นอยู่บริเวณห้องน้ำ เนื่องจากเมื่อไฟดับสนิท นักเที่ยวไม่รู้ทิศทางจึงพากันวิ่งหนีเข้าห้องน้ำเพื่อหาทางออก
แต่กลับต้องมาเผชิญควันพิษจนหมดสติ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ชี้ประเด็นสำคัญว่า ทางหนีไฟหลังร้านฝั่งห้องน้ำหญิงมีโต๊ะจำหน่ายทอฟฟี่ตั้งขวางทางเดินอยู่ ขณะที่ประตูหนีไฟบานที่ 4 ซึ่งเชื่อมผ่านห้องครัวออกไปหลังร้าน พบว่าอุปกรณ์ลูกบิดหรือมือจับประตูสูญหายไป
อีกทั้งบริเวณทางเดินยังถูกดัดแปลงเป็นที่วางตู้ล็อกเกอร์และชั้นวางของจนแคบเหลือความกว้างเพียงเมตรกว่าๆ เดินผ่านได้คราวละคนเท่านั้น
อุปสรรคใหญ่ยิ่งในการอพยพผู้คนหนีตาย
สอดคล้องกับความเห็นในแง่ของโครงสร้างและหลักวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย
น.ส.บุษกร แสนสุข ประธานคณะกรรมการสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ลงพื้นที่เก็บหลักฐานเชิงลึกและเปิดเผยข้อสันนิษฐานทางวิทยาศาสตร์
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า บริเวณเหนือฝ้าเพดานของอาคารมีแก๊สเชื้อเพลิงสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ตัวโครงสร้างเหล็กมีการฉีดพ่นวัสดุกันความร้อนหนาถึง 3 นิ้วครอบคลุมเต็มพื้นที่
เมื่อทีมพิสูจน์หลักฐานและสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเปิดฝ้าตรวจสอบ พบร่องรอยแรงดันสูงอัดจากด้านล่างจนฝ้าเพดานแตกกระจาย
จุดที่เกิดการลุกไหม้รุนแรงที่สุดคือโซนหน้าเวทีและบาร์น้ำ
น.ส.บุษกรยังอธิบายปรากฏการณ์มรณะว่า ควันหนาทึบแสบจมูกที่พุ่งออกมาตามช่องเจาะฝ้านั้น แท้จริงคือไอแก๊สเชื้อเพลิงที่มีความร้อนสูงจัด
เมื่อเกิดสถานการณ์โกลาหล ประตูทางออกด้านหลังถูกเปิดออก ทำให้อากาศและออกซิเจนจากภายนอกพุ่งเข้าไปปะทะกับแก๊สเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ด้านบน จนเกิดปฏิกิริยาลุกไหม้พรึบอย่างรุนแรงเฉียบพลัน
โฟมฉนวนกันความร้อนเหนือเวทีถูกความร้อนหลอมละลายจนไม่เหลือชิ้นดี
วสท.เตรียมนำตัวอย่างโฟมไปเข้าห้องแล็บ เพื่อตรวจว่ามีการผสมสารหน่วงไฟตามมาตรฐานกฎหมายหรือไม่
ทั้งยังชี้แนะภาครัฐควรแก้ช่องว่างกฎหมาย บังคับใช้วัสดุไม่ลามไฟกับอาคารทุกประเภท
โศกนาฏกรรมครั้งนี้กลายเป็นอีกบาดแผลลึกครั้งใหญ่ของสังคมไทย ถัดจากเหตุเพลิงไหม้ ‘ซานติก้าผับ’ อัครสถานบันเทิงย่านเอกมัย เมื่อ พ.ศ.2551 และผับ ‘เมาน์เทน บี’ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ในปี พ.ศ.2565
ข้อมูลล่าสุดเผยให้เห็นตัวเลขอัพเดตที่พุ่งสูงขึ้น โดยมีผู้เสียชีวิตรวมแล้วถึง 32 ราย โดยเป็นการเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 27 ราย และทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตเพิ่มที่โรงพยาบาลอีก 5 ราย
แพทย์ระบุสาเหตุการตายหลักว่าเกิดจากการสำลักควันพิษ มิใช่จากเปลวไฟโดยตรง
ขณะที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 76 ราย ในจำนวนนี้รวมถึงตัวเจ้าของร้านอาหารที่ยังคงได้รับบาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU)
บรรยากาศที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เต็มไปด้วยเสียงร่ำไห้ระงมปานจะขาดใจ ในกลุ่มญาติที่มารับศพต่างโศกเศร้าและวิพากษ์วิจารณ์เงินเยียวยาเบื้องต้นจำนวน 10,000 บาท ที่ทางร้านมอบให้ว่าน้อยเกินไปและเทียบไม่ได้กับชีวิตคน
พร้อมประกาศจะสู้คดีทางแพ่งและอาญาให้ถึงที่สุด ท่ามกลางความกังวลว่าเรื่องจะเงียบหายไปตามกระแสข่าว
เหตุการณ์นี้ยังจุดชนวนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย แถลงที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเด็ดขาดว่า มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเร่งศึกษารื้อแนวทางแก้ไขกฎหมายจัดระเบียบโซนนิ่งใหม่ทั้งหมด ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางผังเมืองและควบคุมความปลอดภัยได้มีประสิทธิภาพสูงสุด
เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียซ้ำซาก นายกรัฐมนตรีประกาศยกระดับมาตรการความปลอดภัยสาธารณะให้เป็น “วาระแห่งชาติ” สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพหลัก ประสานความร่วมมือกับ กทม., องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), กรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)
ปูพรมเอ็กซเรย์โครงสร้างอาคารและระบบป้องกันอัคคีภัยของสถานประกอบการทั่วประเทศไทย
มุ่งเน้นตรวจสอบทางหนีไฟ ระบบตัดไฟ ความจุอาคาร และการใช้วัสดุไม่ลามไฟอย่างเคร่งครัด
พร้อมให้รายงานผลความคืบหน้ากลับมายัง ครม.ทันทีภายใน 30 วัน
‘บิ๊กต่าย’ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนแยกกลุ่มสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีฐานกระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยไม่มีข้อยกเว้น
ผู้นำองค์กรสีกากีถึงกับลั่นวาจาว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรค่าแก่การใช้คำว่า “อุทาหรณ์” อีกต่อไป
เพราะมันเป็นความประมาทซ้ำซากที่สังคมไทยต้องร่วมกันหยุดยั้งไม่ให้เกิดเตาเผาศพหมู่แห่งใหม่ขึ้นอีก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
