เจาะคดีสยองกรุงไทเป CCTV มัดหนุ่มไต้หวัน แค้นสาวไทยบอกเลิก! ฆ่ายัดเป๋าหมกตู้แช่แข็ง
คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด
การแพร่ภาพคลิปวิดีโอวงจรปิดขณะชายหนุ่มเข็นกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ออกจากโรงแรมย่านซีเหมินติง กลายเป็นข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่สื่อมวลชนทุกสำนักในเกาะไต้หวันนำเสนออย่างครึกโครม
เมื่อคดีฆาตกรรมอำพรางข้ามชาติถูกเปิดโปง นำไปสู่การไขปริศนาการหายตัวของหญิงสาวชาวไทยที่ถูกฆ่าปิดปากหลังเดินทางมาบอกเลิกความสัมพันธ์
สำนักข่าวและสื่อมวลชนทุกแขนงในไต้หวันต่างพากันรายงานข่าวการจับกุมตัวชายแซ่อู๋ ชาวไต้หวันวัย 43 ปี พนักงานฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งอย่างครึกโครม ในวันที่ 19 กันยายน 2569
พร้อมแพร่ภาพหลักฐานสำคัญจากกล้องวงจรปิดขณะผู้ต้องหากำลังเข็นกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่สีดำที่มีน้ำหนักมากผิดปกติออกจากโรงแรมย่านถนนเฉิงตู ย่านซีเหมินติง กรุงไทเป ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 13 กันยายน
ก่อนจะนำขึ้นรถยนต์ส่วนตัวขับข้ามเมืองเป็นระยะทางเกือบ 170 กิโลเมตร มุ่งหน้าไปยังสถานที่ทำงานภายในอาคารสำนักงานระดับหรู ย่านเขต 7 ของเมืองไถจง
เพื่อนำศพของ น.ส.ดวงพร อาจหาญ หรือยีนส์ แฟนสาวชาวไทยวัย 35 ปี ไปซุกซ่อนไว้ในตู้แช่แข็งขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะทำงานของตนเองนานนับสัปดาห์ โดยไม่มีพนักงานคนใดสังเกตเห็น
เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีนโยบายให้พนักงานส่วนใหญ่ทำงานจากระยะไกลเป็นหลัก ทำให้พื้นที่สำนักงานค่อนข้างเงียบเหงาและไม่มีใครสงสัยพฤติกรรมผิดปกติของผู้ต้องหารายนี้เลยตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา
การสืบสวนเชิงลึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตว่านหัว ร่วมกับพนักงานสอบสวนและแพทย์นิติเวชจากสำนักงานอัยการ นำไปสู่การเข้าค้นพื้นที่เป้าหมายในเมืองไถจง กระทั่งพบศพของผู้เสียชีวิตถูกแช่ซ่อนอยู่ภายในตู้แช่แข็งตามเบาะแสที่แกะรอยมาจากกล้องวงจรปิด
ผลการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้นพบร่องรอยการบาดเจ็บรุนแรงบริเวณลำคอจากการถูกรัดหรือบีบคออย่างหนักจนขาดอากาศหายใจ
นายอู๋รับสารภาพว่า เป็นผู้ลงมือบีบคอแฟนสาวด้วยตนเอง เนื่องจากเกิดปากเสียงอย่างรุนแรงจากการที่ฝ่ายหญิงเดินทางมาขอยุติความสัมพันธ์
อย่างไรก็ตาม ตำรวจและอัยการไต้หวันตั้งข้อสังเกตว่า คดีนี้ไม่ใช่เพียงการพลั้งมือจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่มักมีลักษณะของการเตรียมการล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและแยบยล
เนื่องจากพบหลักฐานสำคัญว่านายอู๋สั่งซื้อตู้แช่แข็งและกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่พิเศษมาเตรียมไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ น.ส.ดวงพรจะเดินทางมาถึงไต้หวัน ถือเป็นหลักฐานมัดตัวชิ้นสำคัญ
พนักงานสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งให้สำนักงานอัยการกรุงไทเป เพื่อดำเนินคดีในข้อหาฆาตกรรม โดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่มีอัตราโทษสูงและมีพฤติการณ์ซ่อนเร้นอำพรางศพอย่างเหี้ยมโหด
ขณะที่การสืบสวนในไต้หวันกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ด้านประเทศไทย ครอบครัวและญาติพี่น้องของ น.ส.ดวงพร ที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ต่างตกอยู่ในความวิตกกังวลอย่างหนัก
หลังจากผู้เสียชีวิตขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน ซึ่งเป็นวันที่เธอเดินทางออกจากประเทศไทย
การเงียบหายไปไร้ร่องรอยแบบนี้ผิดปกติจากการใช้ชีวิตที่ผ่านมาของเธอ ที่ชื่นชอบการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศและมักจะอัพเดตโพสต์ภาพกิจกรรม ชีวิตประจำวัน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กอยู่เป็นประจำทุกวัน
แต่ในครั้งนี้ทุกข้อความที่ส่งไปหา กลับถูกทิ้งไว้โดยไม่มีการเปิดอ่าน และไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ปรากฏในระบบอีกเลย
ญาติๆ เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติและต้องช่วยกันโพสต์ประกาศตามหาคนหายผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อขอเบาะแสการหายตัวไปท่ามกลางความเครียดและความห่วงใยของคนในครอบครัวที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ความผิดปกติยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อแฟนหนุ่มชาวเกาหลีใต้ติดต่อกลับมายังญาติที่ประเทศไทย เพื่อสอบถามด้วยความห่วงใยว่าเธอเดินทางกลับถึงบ้านหรือยัง เนื่องจากตัวเขาก็ไม่สามารถติดต่อเธอได้มานานกว่า 5 วันเช่นเดียวกัน
การขาดการติดต่ออย่างสิ้นเชิงจากทั้งสองฝั่ง ทำให้กลุ่มเพื่อนของเธอที่อาศัยอยู่ในไต้หวันตัดสินใจเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเขตว่านหัว กรุงไทเป ขอให้ช่วยออกติดตามหาตัวอย่างเร่งด่วน
เจ้าหน้าที่รวบรวมเบาะแสจากเส้นทางการเดินทาง ข้อมูลจากระบบตรวจคนเข้าเมือง และการลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมย่านซีเหมินติง นำไปสู่การเปิดปฏิบัติการแกะรอยภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังอย่างละเอียด จนกระทั่งค้นพบร่างไร้วิญญาณถูกซุกซ่อนอยู่ในตู้แช่แข็งที่เมืองไถจง
ข่าวร้ายที่สร้างความช็อกและความเศร้าสลดใจก็เดินทางกลับไปหาครอบครัว เมื่อความจริงอันน่าหวาดผวาถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด
เมื่อข่าวร้ายได้รับการยืนยัน เรื่องราวชีวิตในอดีตของ ‘ยีนส์’ ดวงพร อาจหาญ ก็ได้รับการเปิดเผยจากญาติและชาวบ้านในพื้นที่ สะท้อนถึงชีวิตที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและอาภัพมาตั้งแต่เด็ก
เธอเป็นลูกคนเดียว เกิดและโตในครอบครัวที่กำพร้าทั้งบิดาและมารดา โดยอาศัยอยู่กับยายและญาติที่บ้านสะมะค่า อ.พิมาย
หลังจากเรียนจบระดับมัธยมศึกษา เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อและทำงานดิ้นรนสู้ชีวิตด้วยตนเองมาโดยตลอด กระทั่งได้มีโอกาสเดินทางไปทำงานที่เกาหลีใต้นานถึง 10 ปี และพบรักกับหนุ่มแดนกิมจิ
หลังจากทำงานที่เกาหลีใต้เป็นเวลานาน เธอเดินทางกลับมาพักอาศัยและเช่าคอนโดมิเนียมอยู่ในกรุงเทพฯ ได้ประมาณ 1 ปี โดยเธอเป็นคนขยัน อดออม และมักจะเก็บหอมรอมริบเงินที่หามาได้ในรูปแบบของเงินสด การออมทอง และการซื้อสินค้าแบรนด์เนมเก็บสะสมไว้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว
ครั้งสุดท้ายที่ติดต่อกันในวันที่ 2 กันยายน ญาติรับรู้เพียงว่าเธอจะเดินทางไปหาแฟนชาวเกาหลีใต้ และไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าเธอได้เดินทางไปไต้หวัน เพื่อพบกับนายอู๋ หวังเจรจาขอยุติความสัมพันธ์ จนกระทั่งต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าสลดใจด้วยวัยเพียง 35 ปี ภายในห้องพักโรงแรมย่านต่างแดน
ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันขมขื่นและความโศกเศร้าให้ญาติพี่น้องที่อยู่เบื้องหลัง
ห
ลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ นายศิวะเสก สินโทรัมย์ นายอำเภอพิมาย พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านและฝ่ายปกครองท้องถิ่น ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมประสานงานไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ครอบครัวควรได้รับ ตามแนวทางการช่วยเหลือคดีอาญานอกราชอาณาจักร
รวมถึงการให้คำปรึกษาแก่ญาติในการเดินทางเข้ายื่นเรื่องด้วยตนเองที่กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เพื่อขอรับการช่วยเหลือทางกฎหมาย การติดตามทรัพย์สินมีค่าของผู้เสียชีวิตคืน และการเรียกร้องค่าเสียหายจากการทำละเมิดจนถึงแก่ชีวิตอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ มอบหมายให้สำนักงานการค้าและเศรษฐกิจไทย ณ ไทเป ประสานงานกับทางการไต้หวันอย่างใกล้ชิด ทั้งในเรื่องการติดตามคดีอาญา การประสานงานกับพนักงานสอบสวน เพื่อทวงคืนทรัพย์สินมีค่าของผู้เสียชีวิตที่ติดตัวไปไต้หวัน
การเรียกร้องเงินเยียวยา ตลอดจนการจัดการเรื่องพิธีศพและขั้นตอนการนำอัฐิของผู้เสียชีวิตกลับสู่มาตุภูมิเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนายังถิ่นมาตุภูมิ
เหตุฆาตกรรมอำพรางข้ามชาติในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะเทือนขวัญสังคมจากพฤติการณ์อันโหดเหี้ยมของผู้ก่อเหตุ และการรายงานข่าวอย่างต่อเนื่องของสื่อไต้หวันเท่านั้น
แต่ยังสะท้อนถึงการทำงานร่วมกันของภาครัฐในการเร่งทวงคืนความยุติธรรม นำร่างของหญิงสาวผู้สู้ชีวิตกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวที่บ้านเกิด
คดีนี้ไม่เพียงเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติที่สะเทือนใจผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการคุ้มครองดูแลสิทธิและความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดนอย่างเต็มกำลัง
เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัวอย่างถึงที่สุด
