โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
3 พฤศจิกายนเป็นวันการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐอเมริกา
ผลจะเป็นอย่างไร ฝ่ายโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันจะพ่ายแพ้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคคู่แข่ง พรรคเดโมแครตหรือเปล่า ผู้เขียนไม่ทราบ
แต่เรื่องที่ควรรู้ ผมเสนอว่า ประเด็นอะไรที่สำคัญต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐหนนี้ อาจช่วยให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งนโยบายภายในและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ อันอาจมีผลต่อภูมิภาคและต่อไทยอีกด้วย
ลองช่วยกันติดตามบททดลองเสนอชิ้นนี้
เรื่องราวของเดือนตุลาคม
ในการเมืองอเมริกัน
ช่วงตุลาคมที่ผ่านมาทั้งในสภาสูงและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีการถกเถียงกันมากว่าอะไรเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง
กล่าวโดยรวม นั่นคือ เรื่องเศรษฐกิจ แต่มันไม่ใช่เรื่องอัตราดอกเบี้ย ภาษีหรือนโยบายการค้า แต่เศรษฐกิจที่ว่านี้เกี่ยวกับ สงครามสหรัฐ-อิสราเอลต่ออิหร่าน
มีเรื่องของค่าก๊าซ ราคาน้ำมันชนิดต่างๆ เหล่านี้โยงไปที่สงครามในอิหร่าน
เรื่องเหล่านี้มีการพูดในรัฐสภาและในครัวเรือนของคนอเมริกัน
แล้วยังมีการพูดต่ออีกว่า เราต้องการข้อยุติสงครามพลังงานมากกว่า
ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไร้ความสามารถในการยุติสงครามพลังงาน
จากการสำรวจของ Institute for Global Affairs (IGA) พวกเขาเห็นว่า สงครามในอิหร่านคือ ประเด็น โต๊ะในครัว
แล้วยังให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจมากด้วยว่า ความจริงแล้ว ผู้ออกเสียงเลือกตั้งอเมริกันไม่บ่อยนักจัดวางเรื่องนโยบายต่างประเทศเป็นประเด็นสำคัญของพวกเขา แต่ตอนนี้ นโยบายต่างประเทศคือ เรื่องเศรษฐกิจ
IGA สำรวจพบว่า 60% ของผู้ออกเสียงเลือกตั้งอเมริกันไม่ยอมรับการจัดการสงครามของทรัมป์
แล้วพรรคเดโมแครตได้ทำการสำรวจ พบว่าผู้ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมากกว่า 80% เห็นว่า ความขัดแย้งมีผลให้มีการขึ้นค่าครองชีพ
ค่าครองชีพสูงขึ้น
ทันทีที่อิสราเอลและสหรัฐเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิหร่านก่อความปั่นป่วนต่อผลิตภัณฑ์พลังงานที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซทะยานขึ้น ในสหรัฐราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งใช้เป็นพลังงานสำคัญในเครื่องจักร รถบรรทุกขนส่งสินค้าอุปโภคทั่วประเทศสหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ ในขณะเดียวกัน น้ำมันหาได้น้อยลง
ข้อมูลจาก American Automobile Association (AAA) น้ำมัน 1 แกลอน (3.8 ลิตร) ขึ้นราคาจากน้อยกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐก่อนสงครามในอิหร่านเป็นราคามากกว่า 4.27 ดอลลาร์สหรัฐ การขึ้นของราคาพลังงานและค่าขนส่งกระทบเศรษฐกิจแน่นอน ก่อเงินเฟ้อ และได้กลายเป็น 1 ในประเด็นสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐ
ทรัมป์ในฐานะของหัวหน้าพรรครีพับลิกันเสนอแนะว่า เขาอาจต่อสู้ใหม่กับอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนนี้
และเขาให้การสนับสนุน สงครามคือ ความสำเร็จในประวัติศาสตร์
ประธานาธิบดีสหรัฐ
ช่วยรัสเซียอีกครั้ง
นี่เป็น คำนำสู่การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ของ Inside the Trump Presidency จดหมายข่าวที่ครอบคลุมเรื่อง ทรัมป์ในสมัยที่ 21
จดหมายข่าวฉบับนี้อ้าง Truth Social ของทรัมป์ที่ได้ประกาศว่า รัสเซียและยูเครนได้ตกลงหยุดโจมตีชั่วคราวโครงสร้างพลังงานของแต่ละฝ่าย
แล้วยังวิเคราะห์ว่า ทรัมป์ไม่สามารถนำสงครามอิหร่านมาอยู่ข้างเขาได้ มันทำให้เขาโกรธจัด อิหร่านจะไม่ฟังคำสั่ง อิหร่านเป็นอันตราย ราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐเพิ่มต้นทุนสินค้า การขนส่ง
พรรครีพับลิกันตื่นตระหนกต่อราคาพลังงานสูง สามารถช่วยให้พรรคเดโมแครตควบคุมทั้งสภาสูงและสภาล่างสหรัฐในการเลือกตั้งกลางเทอม
ตอนนี้ทรัมป์กำลังหา แพะรับบาป และแสดงการยุติปัญหายูเครนให้ได้ แม้ว่ามีการกล่าวหาประเทศในสหภาพยุโรปว่ากำลังต่อสู้เพื่อการคงอยู่ของตน ทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้น อันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ โดยทรัมป์ดูเหมือนยอมรับความรับผิดชอบการตัดสินใจของเขาในการโจมตีอิหร่าน การโจมตียูเครน ยิ่งกว่านั้น มีการตัดสินใจอย่างต่อเนื่องยาวนานต่อต้านประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย
แต่ยกเว้นที่หายากคือ ทรัมป์เป็นพันธมิตรกับรัสเซียมากกว่ากับยูเครนผ่านสงครามรัสเซีย-ยูเครน 4 ปีครึ่ง ทรัมป์ต้องการให้ยูเครนยุติการสู้รบและได้กดดันยูเครนยอมรับให้ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่ไม่อาจยอมรับได้
การเข้าข้างของประธานาธิบดีสหรัฐต่อรัสเซียคือ เดือนตุลาคมอันแสนแปลกประหลาด
นั่นคือ ไม่กี่วันที่เพิ่งผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปลี่ยนเป็นการต่อต้านยูเครน
ทรัมป์ประกาศ 9 ตุลาคมว่าเขาได้ตกลงกับประธานาธิบดีปูตินนำเข้าน้ำมันดีเซลรัสเซีย โดยได้ยกเลิกกฎหมายแซงก์ชั่นอุตสาหกรรมพลังงานรัสเซียที่ทรัมป์ได้ลงนามเมื่อกันยายนที่เพิ่งผ่านมา
กล่าวอย่างคร่าวๆ น้ำมันดีเซลจำนวน 2.25 ล้านบาร์เรลมุ่งหน้าสู่สหรัฐ ช่วยลดเล็กน้อยต่อต้นทุนพลังงาน ดีลนี้อนุญาตให้ทรัมป์ซึ่งพยายามช่วยเหลือคนอเมริกัน ขณะเดียวกัน ดีลนี้ยังช่วยเพิ่มรายได้คนรัสเซียด้วย และน้ำมันดีเซลอีกราวๆ ล้านบาร์เรลส่งทางเรือไปสหรัฐเดือนพฤศจิกายน
แม้มีการต่อต้านจากพันธมิตรยุโรปและสมาชิกพรรครีพับลิกันบางคน ทรัมป์ยังกดดันมากต่อยูเครน เขาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีลาออกจากตำแหน่ง ทีมผู้ช่วยทรัมป์ยังคุกคามการขายอาวุธให้ยูเครน แม้ยูเครนได้ยุติเป้าหมายการโจมตีคลังเก็บดีเซลของรัสเซียไปแล้ว
คนรอบข้างของประธานาธิบดีทรัมป์แนะนำให้สหรัฐทำต่อไปและยุติการแชร์ข้อมูลข่าวกรองให้แก่ยูเครน เจ้าหน้าที่ทหารยูเครนบอกว่า สิ่งต่างๆ ยุ่งยากมากอย่างเหลือเชื่อสำหรับยูเครน มันแย่ที่สุด
ยูเครนขยายการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเป้าของยูเครนคือ โรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย
การโจมตีเหล่านี้ก่อวิกฤตการณ์ด้านพลังงานในรัสเซียและได้รับการแซ่ซ้องกันทั่วยุโรป แต่ไม่ใช่ในทำเนียบขาว
รัสเซียตอบโต้ด้วยการระงับการส่งออกดีเซล เพิ่มแรงกดดันตลาดดีเซลโลก ภายใต้ความตึงเครียดจากสงครามในอิหร่านที่มีอยู่แล้ว
เซเลนสกีบอกกับทรัมป์และคณะของเขาคือ สตีเวน วิตคอฟฟ์ (Steven Witkoff) และจาเรด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ว่าเขาต้องการยุติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย ถ้ารัสเซียยุติโจมตีโรงไฟฟ้ายูเครน
แต่ทรัมป์ไม่ได้เห็นว่าการโจมตีทั้งสองฝ่ายเท่ากัน และทรัมป์ต้องการให้ยูเครนยุติการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียก่อน
สรุป
กลายเป็นว่า ทรัมป์เข้าข้างปูตินและรัสเซียในสงครามรัสเซีย-ยูเครนเพื่อแลกกับการซื้อและนำเข้าน้ำมันดีเซลรัสเซีย เพื่อเอาใจคนออกเสียงอเมริกันเลือกตั้งกลางเทอม เรื่องค่าครองชีพสูงและขาดแคลนน้ำมันดีเซล ทั้งๆ ที่ทรัมป์เองมีส่วนอย่างสำคัญทำให้เศรษฐกิจสหรัฐสั่นคลอนเมื่อทำสงครามร่วมกับอิสราเอลในอิหร่าน โดยที่ทรัมป์ไม่สามารถกดดันอะไรในการทำสงครามกับอิหร่าน ทั้งยังสั่งอิหร่านไม่ได้ทั้งเรื่องการรบ และเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านพลังงาน
ทรัมป์แปรเปลี่ยนเข้าข้างรัสเซียเพื่อน้ำมันดีเซลรัสเซียเข้าสหรัฐ จริงๆ ก็เพื่อนำน้ำมันดีเซลมาต่อกรกับคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอม เป็นผลประโยชน์ทางการเมืองของทรัมป์และพรรครีพับลิกันโดยตรงและโดยแท้จริง
ตุลาคมจึงเป็นเดือนที่แสนแปลกประหลาดในการเมืองโลก ที่ควรบันทึกและจดจำ
1 Inside the Trump Presidency, 12 October 2026
