bg-single

กก.สมานฉันท์มองยังไงต่อ รัฐ vs ประชาชน จากกรณี “คดีผู้ชุมนุมทางการเมือง-กะเหรี่ยงบางกลอย”

07.03.2021

นับเป็นห้วงการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนและรัฐอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมทางการเมืองที่คนรุ่นใหม่ออกมาเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่แล้วอำนาจรัฐตอบรับกับการแสดงออกของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องด้วยการดำเนินคดีทางกฎหมาย จนถึงใช้อำนาจที่กฎหมายไม่ได้รับรองในการคุกคามจนเกิดความกังวลต่อความปลอดภัยในชีวิตและสวัสดิภาพ หรือปัญหากลุ่มชาติพันธุ์กับเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ยืดเยื้อมานาน แม้ตอนแรกจะไม่เป็นที่รับรู้ในสาธารณชน แต่ต่อมาเริ่มมีคนพูดถึงมากขึ้น พร้อมกันนั้น รัฐก็ได้แสดงจุดยืนอย่างแข็งกร้าว จนเกิดคำถามถึงการใช้กฎหมาย กับเรื่องมนุษยธรรม

สถานการณ์เช่นนี้ สำหรับ ศ.(เกียรติคุณ) ดร.สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสมานฉันท์แห่งชาติ มีความกังวลเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเผชิญหน้าจนเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้น แทนที่จะมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกความคิดได้แสดงออกอย่างปลอดภัยและไม่ต้องหวาดระแวง

“หลักการ-นิติรัฐ” กับคดีการเมือง : กรณี 4 นักเคลื่อนไหวและผู้ชุมนุม

ศ.ดร.สุริชัย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่่า ถ้าดูกระบวนการยุติธรรมจากกรณี 4 นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ที่ถูกยกคำร้องขอประกันตัวแล้ว 4 ครั้ง (ทั้ง 4 ถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี) กลายเป็นที่สนใจกันมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทั้งที่ยังไม่มีคำตัดสินเป็นที่สุดในข้อกล่าวหาก็ยังถูกคุมขัง กระบวนการยุติธรรมเป็นที่คาดหวังเพราะมีหลักเกณฑ์และมีความเชื่อมั่นซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง

ภารกิจของคณะกรรมการสมานฉันท์ชุดล่าสุดนี้ เกิดขึ้นท่่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งจากการประท้วงชุมนุมมีระดับเข้มข้น และที่สำคัญคนรุ่นใหม่ อย่างนักเรียน-นักศึกษาออกมาเรียกร้อง ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยเห็นการปรากฎตัวของพวกเขาชัดนักเหมือนกับที่เคลื่อนไหวเมื่อปี 2563 การตื่นตัวรอบหลังนี้ การมาของคณะกรรมการสมานฉันท์ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากรัฐสภาเองก็ถกเถียงกันอย่างหนัก ทั้งที่จริงเรื่องนี้ควรมาจากฝ่ายบริหาร แต่สังเกตได้ว่า การตั้งในระดับทุกฝ่ายนี้ ฝั่งรัฐบาลก็พยายาม แต่ก็ยังไม่เพียงพอ กับการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ นั้นทำให้คณะกรรมการสมานฉันท์ชุดนี้มีสภาพอย่างที่เป็นอยู่

“ปัญหาคือ คณะกรรมการสมานฉันท์ไม่ได้มีอำนาจเชิงบังคับตามกฎหมายหรืององค์ประกอบต่างๆยังไม่ครบถ้วน และต้องยอมรับความจริงได้ว่า สถาบันทางการเมืองที่ต่างอยากให้มีความเป็นประชาธิปไตย มีนิติรัฐ มีนิติธรรม หรือแม้แต่กระบวนการยุติธรรมต่างถูกจับตาว่าจะเป็นที่พึ่งได้มากแค่ไหน อันนี้เป็นโจทย์ใหญ่” ศ.ดร.สุริชัย กล่าวและว่า หรือแม้แต่คกก.สมานฉันท์เอง ก็มาจากตัวรัฐสภา ไม่ได้มาจากอำนาจตุลาการหรือบริหาร แต่มาจากนิติบัญญัติ เป็นที่เข้าใจได้ในเบื้องต้นว่า อะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกัน คลี่คลายไม่ให้ปัญหาแย่่ไปกว่าเดิม เสี่ยงจนเกิดความรุนแรงกระทบเป็นวงกว้างเหมือนอย่างในอดีต นี่เป็นข้อห่วงใยลึกๆของคนที่คิดว่าจะต้องตั้งหลัก แต่เราก็ต้องรู้ว่าไม่มีใครมีสูตรสำเร็จหรืออำนาจทุบโต๊ะในการแก้ไขปัญหา เพราะในสังคม คนแตกต่างในความเห็นกันมาก และความเป็นไม่เป็นธรรมก็กว้างขวางด้วย

เมื่อถามถึงสถาบันทางการเมืองควรทำเช่นไรกับกรณีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่สังคมตั้งคำถามมากมาย ศ.ดร.สุริชัยกล่าวว่า ประเด็นการตัดสินใจของศาล คำตัดสินต่างเป็นที่คาดหวังจะเป็นที่ยอมรับนับถือให้กับคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม สิ่งนี้สังคมที่รู้สึกอุ่นใจได้ว่า มีที่พึ่งกับกระบวนการนี้ได้ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น แต่สถานการณ์ปัจจุบัน หลายเรื่องหรือแม้แต่กระบวนการยุติธรรมเองตั้งแต่ศาลจนถึง อัยการและพนักงานสอบสวน เราจะเห็นได้ว่า หลายชั้นของกระบวนการยุติธรรมเอง สังคมเริ่มเรียกร้องความโปร่งใสในกระบวนการมากขึ้น จึงมีเหตุผลอะไร จัดการยังไง จับกุมยังไง หรือการใช้กำลังอย่างรุนแรงกับบางลักษณะ ส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นการฉีดน้ำแรงดันสูง ชุมนุมกันอย่างสงบทำไมถึงเลือกวิธีการนี้ ปฏิบัติกับคนที่พิสูจน์แล้วไม่มีความผิดราวกับเป็นอาชญากร หลายสิ่งถูกตั้งคำถามมาก

อย่างไก็ตาม ต่อให้มีการตัดสินถูก-ผิดยังไง แต่ในสังคมที่เริ่มโปร่งใสมากขึ้น มองเห็นหลักฐานกันอย่างกว้างขวาง กระบวนการยุติธรรมจะใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตัดสินก็ตาม จำเป็นต้องแสดงให้คนในสังคมเข้าใจได้ด้วย ตรงนี้จะใช้หลักเกณฑ์ไม่ให้คนในสังคมบางส่วนหรือหลายส่วนมองว่าบางครั้งมีหลายมาตรฐานหรือไม่ แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะยืนยันว่าใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานเดียวก็ตาม แต่ถ้าชี้แจงให้ความกระจ่างไม่ได้ แสดงว่าจะต้องเอาใจใส่มากขึ้น ไม่เช่นนั้น ที่พึ่งนี้กลับพึ่งไม่ได้ สังคมจะย่ำแย่ไปด้วย

ภาพสะท้อนที่ทำให้เกิดข้อครหาว่าสองมาตรฐาน ไม่นานนี้ มีการเทียบ 2 กรณีคือคดีกบฎของแกนนำ กปปส.ที่แม้มีคำตัดสินแล้วแต่ก็ได้รับการประกันตัว ส่วนกรณี 4 นักเคลื่อนไหวที่ไม่เพียงถูกยกคำร้องขอประกันตัวหลายครั้งแม้ยังไม่มีคำตัดสิน แต่ญาติครอบครัวเยี่ยมเยียนก็เต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าด้วยเหตุผลของการควบคุมโควิดในตอนนี้ แต่กับอีกกลุ่มที่ถูกคุมขังแม้เพียงแค่ 2 วันแต่ก็ได้รับการอำนวยความสะดวกในการเข้าเยี่ยมอย่างง่ายดาย

ศ.ดร.สุริชัยชี้ว่า นอกจากเรื่องกระบวนการยุติธรรมแล้ว ควรมีหลักมนุษยธรรมด้วย สังคมที่เดินไปข้างหน้า จะต้องเชื่อมั่นบนหลักข้อเท็จจริง ด้วยการเห็นหลักฐานเป็นจริง เราต้องการความเชื่อมั่นต่อสถาบันตุลาการว่าจะเป็นที่พึ่งได้ แต่ขณะเดียวกันเราอยู่ในโลกที่มีการเมือง ฝ่ายบริหารแม้ต้องรับผิดชอบหลายส่วน แต่บางเรื่องไม่ควรผลักภาระไปให้ศาลหมด ผมคิดว่าหลายเรื่องถูกทำให้ไปแก้กันในห้องพิจารณาคดี ทั้งที่เรื่องๆนั้น ต้องคลี่คลายด้วยกระบวนการทางการเมือง มีโจทย์ที่ต้องทำให้คนมีที่ปลอดภัยเพื่อพูดคุยได้มากกว่านี้

“การสร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้สังคมร่มเย็นพูดคุยกันได้และไม่ถูกเลือกปฏิบัติเยี่ยงผู้ร้าย นี่จำเป็นต้องสร้างบนเงื่อนไขด้วยฝ่ายบริหารอย่างมากด้วย ไม่ใช่รัฐบาลแต่อาจรวมถึงส.ส.ในรัฐสภาด้วย อีกนัยหนึ่งคือ การแก้ไขปัญหาทางการเมืองอาจเป็นเงื่อนไขสำคัญมาก ก่อนจะบอกว่าให้ทุกอย่างศาลตัดสิน บางทีศาลตัดสินตามหลักฐาน ซึ่งดูเป็นการโยนภาระกันไปไหม และโจทย์ภายใต้เงื่อนไขสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างบ้านเรานี้ เจอโจทย์ที่ฝ่ายบริหารบางครั้งยังไม่บรรลุหน้าที่ที่พึงกระทำในการสร้างพื้นที่ พูดกันได้ปรองดองกันได้ สื่อสารกันได้ ไม่ใช่เกิดบรรยากาศคุกคาม แตะโน่นแตะนี่ไม่ได้ อะไรก็ร้ายแรงไปหมด ฝ่าบริหารต้องตั้งหลักให้ดีด้วย” ศ.ดร.สุริชัย กล่าว

ศ.ดร.สุริชัยย้ำว่า ไม่อยากจะเห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ผลักดันคนให้ออกมาทำอะไรรุนแรงมากขึ้นไปอีก ไม่วางใจกันลึกมากขึ้นไปอีก เราอยากเห็นการทำงานของสถาบันที่สำคัญ เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มการสร้างบรรยากาศที่สังคมเราอยู่กันมากหลายล้าน คกก.สมานฉันท์ไม่ต้องการให้เกิดการแก้ไขปัญหาแบบทุบโต๊ะ แต่ต้องทำให้สังคมมีความหลากหลาย สังคมไทยที่รองรับความคิดต่างกัน ที่แย่คือตอนนี้หลายคนถูกจับไป ความไม่ชัดเจนในการดำเนินเรื่องเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องที่ไม่สบายใจ เราต้องการบรรยากาศที่เป็นยุติธรรมและเป็นธรรมกว่านี้ ไม่ใช่สังคมที่อยู่บนความสะใจ ตัดสินเพื่อสนองความพอใจของตัวเองเป็นหลัก

“กะเหรี่ยงบางกลอย vs อุทยานฯ” ทางออกข้อพิพาทอยู่ตรงไหน?

ความตึงเครียดล่าสุดจากกรณีชาวบางกลอยกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯแห่งชาติแก่งกระจาน ล่าสุดได้จับกุมชาวกะเหรี่ยงหลายสิบคนในข้อหาบุกรุกป่าแต่ชาวบางกลอยยืนกรานจะกลับไปป่าที่เป็นเหมือนบ้านของพวกเขา แต่ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อนี้ถูกพูดถึงในสังคมมากขึ้น ศ.ดร.สุริชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจ เราก็ไม่อยากให้สังคมทอดทิ้งใคร สิ่งนี้เตือนใจเราว่า ถ้าเราเราอยากเดินไปข้างหน้าด้วยความรู้สึกว่าเราไม่ใช่สังคมที่รังแกคนด้อยกว่า ด้วยการอ้างข้อกฎหมายที่เรามีอยู่ มาเป็นเหตุผลในการใช้ความรุนแรงกับคนที่ด้อยกว่า ก็เป็นเรื่องสะเทือนความเป็นมนุษย์ของเราด้วย

กรณีบางกลอย จึงไม่ใช่แค่เรื่องจุดยืนทางการเมือง ใครที่คิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับจุดยืนททางการเมืองว่าต้องเลือกหนุนข้างไหน เท่ากับหมดความเป็นมนุษยธรรม

สำหรับทางแก้แบบเฉพาะหน้าแต่กรณีบางกลอยนี้ คือต้องไม่ใช้ความรุนแรง ไปซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิม การใช้วิธีแบบอำนาจนิยมจึงไม่ใช่ทางแก้ จนทำลายหลักการพื้นฐาน

ส่วนทางแก้ระยะยาวอันนี้สำคัญ ก็คือหลักการคนอยู่กับป่า ก็ต้องเอามาพิจารณาสถานการณ์ตามข้อเท็จจริง เรื่องบางกลอยต้องมาดูรากเหง้าว่าคืออะไร การแก้ไขปัญหาประเภทเชียร์ข้างไหน เฮไปข้างนั้นดีกว่า ก็เป็นการแก้ไขปัญหาอย่างหนึ่งถ้ามองสังคมไทยเป็นเหมือนเวทีชกมวย แต่วิธีการแบบนั้นก็ทำให้คนตัดเล็กตัวน้อยระหว่างทางได้รับผลกระทบแล้วก็ลืมพวกเขาเหล่านั้นไป

ยิ่งเรื่องนี้ สังคมไทยจะต้องมีวุฒิภาวะมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาว่า รากเหง้าของปัญหามาจากไหน ไม่ใช่แก้อย่างง่ายๆโดยมองข้ามเรื่องพื้นฐาน อ้างแต่หลักเกณฑ์เฉพาะหน้า แต่ต้องดูตั้งแต่เริ่มต้นของประวัติศาสตร์ของคนที่อาศัยอยู่กับประวัติศาสตร์ของอุทยาน อันไหนมาก่อน ถ้าเราไม่ศึกษาหรือคิดอย่างมีวุฒิภาวะของสังคมที่คาดหวังกัน แต่เป็นอามรณ์ว่าอยู่ข้างใคร หลายกคนอยากให้แก้ไขด้วยความเด็ดขาด รู้สึกว่าชาวบางกลอยไม่ใช่คนไทย มาอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่าไม่มีคนไทยบริสุทธิ์ แต่เชื้อสายจากหลายชาติพันธุ์ผสมกัน

ถ้าเรายอมรับปัญหานี้มีรากเหง้าก็ต้องให้เวลาศึกษา ไม่ใช่ในแง่บริบททางประวัติศาสตร์ แต่ยังรวมถึงปัจจุบันว่าใครได้รับผลกระทบจากการถูกขับไล่ออกจากป่า สถานการณ์เหล่านี้ไม่เคยมีการเปิดเผย แต่กลับรับรู้แค่ว่า คนพวกนี้ไปแย่งที่ข้างบน ต้องเอาเฮลิคอปเตอร์นำตัวลงมา ซึ่งการใช้เจ้าหน้าที่ทำแบบนี้ไปแก้ไข ไม่รู้ว่าจะใช้การแบบทหารไปแก้ไขปัญหาที่ต้องการความเยือกเย็น อาจส่งผลแย่กับเจ้าหน้าที่มากกว่า และไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผู้ใหญ่ในรัฐบาลกับการแก้ไขเฉพาะหน้าแบบนี้ต่อปัญหาชาวบางกลอย ถึงแม้ชาวบ้านบางส่วน ทำผิดพลาดบ้างก็ต้องมีหลักออกมา แต่การปฏิบัติต่อพวกเขาเสมือนว่า ที่เกิดขึ้นเพราะพวกเขาทำผิดกฎหมาย ไปอยู่ในเขอุทยาน อันที่จริง พรบ.อุทยานแห่งชาติ มาตรา 64 ฉบับล่าสุด อุทยานแม้จะประกาศเขตก็ต้องมีการสำรวจ มีหลักฐานของการดำรงชีวิต สิ่งนี้อาจเป็นปัญหาคือเจ้าหน้าที่อุทยานกำลังไม่ทำตามกฎหมายที่มี นี่เป็นข้อบกพร่องทางการบริหาร

ทั้งนี้ ศ.ดร.สุริชัย กล่าวว่า เรื่องบางกลอยอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก คนที่เกี่ยวข้องก็หยิบมือหรือไม่กี่ครัวเรือน แต่กำลังบ่งบอกถึงความสะเพร่าของการบริหารนโยบายอุทยานแห่งชาติ เกี่่ยวกับการจัดความสมดุลระหว่างการพัฒนากับการจัดการป่าไม้ การปล่อยให้กลายเป็นแดนสนธยา เฉพาะคนบางระดับ ก็ถือเป็นความบกพร่องต่อการบริหาร

“กรรมการสมานฉันท์มีหลักคล้ายๆกับเห็นว่าผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ ระบบที่มีหลักเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ใช่ทำอะไรที่ต่ำกว่ามาตรฐานชาวโลก รักชาติน่ะแต่ทำต่ำกว่ามาตรฐานโลกนั้นก็อยู่ยาก” 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี