
การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกเกมส์ หรือการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ของนักกีฬาพิการกำลังขับเคี่ยวมาถึงโค้งสุดท้าย และเป็นเรื่องปกติที่พาราลิมปิกจะได้รับความสนใจน้อยกว่าโอลิมปิก เนื่องจากโอลิมปิกมีซูเปอร์สตาร์มากมายที่ให้ติดตาม และมีข่าวสารของสตาร์เหล่านี้อยู่ทั้งปี
สำหรับประเทศไทยไม่มีการถ่ายทอดสดกลับมาให้คนไทยได้ดูกัน เนื่องจากเหตุผลของค่าลิขสิทธิ์ที่สูงมาก และมักจะขาดทุนเมื่อซื้อลิขสิทธิ์มา
แต่ด้วยความที่ช่องทางการรับสารในปัจจุบันมีมากมายทั้งทางโซเชียลมีเดีย หรือการถ่ายทอดสดผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ ทำให้ผลงานของนักกีฬาคนพิการยังออกสู่สายตาชาวโลกและชาวไทยอย่างต่อเนื่อง
มีประเด็นที่น่าสนใจของการดึงความน่าสนใจของพาราลิมปิกเกมส์ต่อประชาคมโลกให้มากขึ้น นั้นคือการตั้งโจทย์ว่า จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าพาราลิมปิกเกมส์จะแข่งขันก่อนโอลิมปิก?
โดยปกติพาราลิมปิกจะมีพิธีเปิดหลังจากจบโอลิมปิกประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งหลังจากความสนใจในโอลิมปิกจบลง ดูเหมือนว่ากระแสกีฬาระดับโลกได้จบลงไปโดยปริยาย จนหลายคนลืมไปว่าจะมีพาราลิมปิกแข่งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ส่งผลให้บัตรเข้าชมขายได้น้อยลงไป ยิ่งในพาราลิมปิกเกมส์ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ครั้งนี้ ขายตั๋วได้เพียง 12 เปอร์เซ็นต์ในช่วงก่อนการแข่งขัน
จนต้องมีแคมเปญช่วยรณรงค์ให้ซื้อตั๋วไปให้กำลังใจในสนามให้หนาตามากขึ้น
การที่กีฬาคนพิการจะก้าวแซงหน้ามาจัดก่อนนั้นเป็นไอเดียที่เกิดขึ้นจริง และมีโอกาสจะจัดขึ้นในปี 2024 ในกรณีที่นครบอสตัน ของสหรัฐอเมริกา ได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกเกมส์และพาราลิมปิกเกมส์ ซึ่งได้มีการเสนอแนวทางนี้ไว้ในการชิงเจ้าภาพในอีก 8 ปีข้างหน้าแล้ว
มีการมองถึงด้านบวกของการจัดพาราลิมปิกเกมส์ก่อน คือ การที่พาราลิมปิกเป็นเกมที่เล็กกว่าโอลิมปิกเกือบครึ่ง ใช้เวลาแข่งขันน้อยกว่า นักกีฬาและเจ้าหน้าที่น้อยกว่า พาราลิมปิกครั้งนี้มี 161 ชาติ กับ 1 ทีมอพยพ ส่วนโอลิมปิกมี 206 ชาติ รวมกับกับอีก 1 ทีมอพยพ การจัดการต่างๆ น่าจะง่ายกว่าและถือเป็นการทดสอบระบบต่างๆ ก่อนจะรับงานใหญ่กว่าอย่างโอลิมปิกไปในตัว โดยเฉพาะเรื่องของระบบการขนส่งที่มีผลกระทบต่อประชากรในเมืองเจ้าภาพอย่างชัดเจน
พาราลิมปิกใช้จำนวนรถชัตเติลบัสน้อยกว่า ถือเป็นการสร้างความรับรู้และการรับมือของคนท้องถิ่นจากการที่ต้องปิดถนนหรือปรับเลนถนนให้กับการเดินทางของพาราลิมปิกและโอลิมปิกได้อีกทางหนึ่ง
จอช ฟิช ประธานเสนอตัวของบอสตัน 2024 บอกว่า วิธีนี้จะเป็นการสร้างความน่าสนใจของนักกีฬาคนพิการมากกว่าที่เป็นอยู่ และเอื้อต่อการเตรียมการของเจ้าภาพ
ในทางกลับกัน “เคร็ก สเปนซ์” โฆษกของคณะกรรมการพาราลิมปิกสากล (ไอพีซี) แสดงความคิดเห็นว่า พาราลิมปิกควรจะมาหลังโอลิมปิกเหมือนเดิม เพราะโอลิมปิกจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้แล้วเสร็จไปก่อน หลังจากนั้นพาราลิมปิกก็จะเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น สำหรับตอนนี้ไอพีซีแฮปปี้กับการมาเป็นที่สองอยู่เหมือนเดิม
อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ไอพีซีและคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ได้มีการลงบันทึกช่วยจำกันไว้จนถึงปี 2032 ว่าจะให้การแข่งขันเป็นไปในลักษณะนี้เหมือนเดิม และจะช่วยกันโปรโมต พัฒนาพาราลิมปิกเกมส์ให้ได้รับความสนใจและดีขึ้นไปเรื่อยๆ
ซึ่งหมายถึงสถานะทางการเงินของไอพีซีจะมั่นคงในระยะยาวและจัดการแข่งขันได้มาตรฐานสูงขึ้นในอนาคต
นอกจากประเด็นการมาก่อนหรือหลังแล้ว ยังมีการนำเสนอแนวทางนำเอาสองการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาแข่งพร้อมกันอีกด้วย
“ไรอัน แร็กฮู” นักกระโดดไกลของสหราชอาณาจักรที่ครองสถิติโลก คลาสที 36 ถ้านักกีฬาคนพิการได้แข่งไปพร้อมกับนักกีฬาคนปกติแล้วล่ะก็ ความรู้สึกเท่าเทียมก็จะมากขึ้นทั้งเรื่องของสถานะ สปอนเซอร์และความสนใจจากสื่อ
“ผมมีเพื่อนที่คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกและเจ้าของสถิติโลกหลายคน แต่ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักเหมือนนักกีฬาโอลิมปิก สองเกมนี้มีคุณค่าที่เท่าเทียมกัน แต่ความสำเร็จที่ได้มากลับแตกต่างกัน”
ส่วนสเปนซ์เองก็ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าจัดแข่งขันพร้อมกัน ภาระหนักจอยู่ที่เจ้าภาพเพราะต้องสร้างหมู่บ้านนักกีฬาที่รองรับนักกีฬามากขึ้น จากเดิมในโอลิมปิกเกมส์ 10,500 คน พาราลิมปิก 4,500 คน ซึ่งอยู่ในสเกลของโอลิมปิกก็รองรับได้แล้ว แต่เมื่อแข่งรวมกันก็จะต้องสร้างให้รองรับนักกีฬาจากทั่วโลกถึง 15,000 คนเลยทีเดียว ระยะเวลาแข่งขันจะขยายออกไปเป็น 5 สัปดาห์ ซึ่งยาวนานมากสำหรับมหกรรมกีฬาบนโลกใบนี้
ในส่วนของอาเซียนเองก็มีความพยายามที่จะจัดซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยในปีหน้าที่มาเลเซีย เจ้าภาพมีความพยายามที่จะรวมจัดสองเกมนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ “ไครี่ จามาลุดดิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเยาวชนและกีฬาของมาเลเซีย เสนอแนวทางนี้กับสมาชิกของสหพันธ์กีฬาซีเกมส์ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการประหยัดงบประมาณ รวมทั้งเพิ่มคุณค่าของการแข่งขันกีฬาคนพิการให้มากไปกว่าเดิม เหมือนที่เมืองแมนเชสเตอร์เคยจัดกีฬาคอมมอนเวลธ์เกมส์ 2002 ทั้งนักกีฬาปกติและนักกีฬาพิการรวมกันมาแล้ว ซึ่งครั้งนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม 9 จาก 11 ชาติสหพันธ์ซีเกมส์ปฏิเสธแนวคิดนี้ มีเพียงลาวและมาเลเซียเท่านั้นที่เห็นด้วยกับไอเดียจัดรวมกัน
สุดท้ายการแข่งขันก็ต้องแยกออกจากกันเหมือนเดิม
การจัดกีฬาคนพิการก่อนนักกีฬาปกตินั้นเป็นไอเดียที่น่าจะทดลองใช้ดูสักครั้ง เพราะแทบจะยังไม่เคยมีเกมไหนที่ทำมาก่อนเลย ส่วนการจัดสองเกมพร้อมกันนั้นเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยง เพราะถ้าคนแห่ไปดูกีฬาคนปกติจำนวนมาก แต่ในอีเวนต์คนพิการกลับมีแฟนกีฬาน้อยนิด การเปรียบเทียบจะเห็นได้ชัดขึ้น ความรู้สึกของนักกีฬาพิการจะเป็นอย่างไร ต้องคิดถึงจุดนี้ด้วย
การจะทำให้พาราลิมปิกน่าสนใจไม่น่าจะเอาความเป็นโอลิมปิกมาอ้างอิง เพราะสองมหกรรมจัดขึ้นแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ดังนั้น ความพยายามในการโปรโมตกีฬาคนพิการให้ได้รับความสนใจทัดเทียมกับโอลิมปิกเป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก หรือถ้าเป็นไปได้ลองให้มีการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาคนพิการแยกออกมา ไม่รวมเป็นแพ็กเกจกับกีฬาคนปกติ
จะมีการแย่งชิงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพขนาดนี้หรือไม่ หรือจะมีประเทศไหนจะเอาพาราลิมปิกเกมส์ไปจัดให้ใหญ่กว่าโอลิมปิกได้หรือไม่ อันนี้น่าสนใจกว่าเยอะ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
