bg-single

การขยายหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ-ขึ้นสู่ตำแหน่งผบ.ระดับสูงในทบ. ของนายทหารหมวกแดง

22.09.2016

โดย ปิยะภพ มะหะมัด

หลังจากคำสั่งโปรดเกล้าฯ นายทหารประจำปี พ.ศ. 2559 ประกาศมาเรียบร้อย เป็นที่ทราบกันแล้วว่า ผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 40 ต่อจากพลเอกธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 39 ซึ่งเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559 เป็นนายทหารจากหน่วยบัญชาการบัญชาการสงครามพิเศษ คือ พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 17 ระหว่างปี 2558-2558 พลเอกเฉลิมชัยนับเป็นนายทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 4 ที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้สำเร็จต่อจาก

14169682_10207422054176611_2129306275_n-1-696x693

พลเอกเฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน

1. พลเอกวิมล วงศ์วานิช ผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 28 ระหว่างปี พ.ศ. 2535-2538 อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครารมพิเศษคนที่ 3 ระหว่างปี พ.ศ. 2529-2532

2. พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 31 ระหว่างปี พ.ศ. 2541-2545 อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 5 ระหว่างปี พ.ศ. 2535-2537

3. พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 35 ระหว่างปี พ.ศ. 2548-2550 อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 10 ระหว่างปี พ.ศ. 2545-2547

พลเอกเฉลิมชัยเป็นนายทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษที่สามารถกลับขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกอีกครั้งในรอบ 9 ปี หลังจากนายทหารจากบูรพาพยัคฆ์ (กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์) และทหารเสือราชินี (กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเป็นผู้บัญชาการทหารบกติดต่อกัน 4 คน ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2559 ได้แก่

1. พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา (ทหารเสือราชินี) ผู้บัญชาการทหารคนที่ 36 ระหว่างปี พ.ศ. 2550-2553

2. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (ทหารเสือราชินี) ผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 37 ระหว่างปี พ.ศ. 2553-2557

3. พลเอกอุดมเดช สีตบุตร (ทหารเสือราชินี) ผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 38 ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2558

4. พลเอกธีรชัย นาควานิช (บูรพาพยัคฆ์) ผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 39 ระหว่างปี พ.ศ. 2558-2559

การที่นายทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้เป็นครั้งแรกหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม (พฤษภาทมิฬ) พ.ศ. 2535 ภายหลังการล่มสลายผูกขาดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและระดับสูงในกองทัพบกของ จปร.5 และวงศ์เทวัญ นำมาสู่การกระจายรุ่นออกไปรุ่นต่างๆ และเปิดโอกาสให้นายทหารกลุ่มอื่นที่ไม่ได้เป็นเครือข่าย จปร.5 และวงศ์เทวัญ (กองพลที่ 1 รักษาพระองค์) สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกได้เช่นเดียวกัน เช่น หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ บูรพาพยัคฆ์ และทหารเสือราชินี เป็นต้น

นอกจากการล่มสลายผูกขาดตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและระดับสูงในกองทัพบกของ จปร.5 และวงศ์เทวัญ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 เปิดทางให้นายทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและระดับสูงในกองทัพบกได้เช่นเดียวกัน ซึ่งกล่าวแล้วในบทความ การกลับมาขึ้นสู่ตำแหน่ง “ผบ.ทบ.” ของนายทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ นอกจากนี้ การขยายหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษซึ่งทำให้นายทหารในหน่วยดังกล่าวสามารถเติบโตในหน่วยตั้งแต่เป็นผู้บังคับหมวด (ร้อยตรี) ถึงผู้บัญชาการหน่วย (พลโท) และเข้าไปแข่งขันขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและระดับสูงในกองทัพบกกับนายทหารที่เติบโตจากหน่วยอื่นๆ ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาหน่วยในอัตราพลโท เช่นเดียวกัน ได้แก่

1. กองทัพภาคที่ 1, 2, 3, 4
2. หน่วยป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก
3. กรมฝ่ายเสนาธิการกองทัพบก ได้แก่ กรมยุทธการกองทัพบก, กรมข่าวทหารบก, กรมกำลังพลกองทัพบก, กรมส่งกำลังบำรุงกองทัพบก และกรมกิจการพลเรือนกองทัพบก
4. กรมฝ่ายยุทธบริการกองทัพบก ได้แก่ กรมการทหารช่าง และกรมพลาธิการทหารบก
5. กรมฝ่ายกิจการพิเศษ ได้แก่ หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน
6. กรมยุทธศึกษาทหารบก
7. โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

ก่อนที่หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษจะมีการขยายหน่วยให้มีผู้บังคับบัญชาการหน่วยในอัตราพลโท หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษมีประวัติการขยายหน่วย ดังนี้

1. สถาปนาขึ้นเป็นหน่วยรบพิเศษของกองทัพบกวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2497 ใช้ชื่อว่า “กองพันทหารพลร่ม” หรือที่เรียกกันว่า “พลร่มป่าหวาย” จุดประสงค์หลักคือสามารถเผชิญและลดภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะภัยคอมมิวนิสต์ที่แพร่ขยายภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

2. ในปี พ.ศ. 2508 หลังวันเสียงปืนแตก 7 สิงหาคม กองพันทหารพลร่มเป็นหน่วยที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพบกให้เข้าปฏิบัติการสกัดกั้นการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ และเพื่อให้เกิดเอกภาพในการปฏิบัติงาน กองทัพบก กองทัพบกได้ใช้หน่วยรบพิเศษเข้าต่อสู้กับภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ และเพื่อเกิดเอกภาพในการปฏิบัติงาน กองทัพบกได้จัดตั้งศูนย์สงครามพิเศษขึ้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 ขยายหน่วยจากกองพันทหารพลร่มเป็นศูนย์สงครามพิเศษ

3. หลังจากปี พ.ศ. 2525 มีการขยายหน่วยเพิ่มเพื่อรองรับภัยคุกคามจากนอกประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งในลาวและกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางชายแดน จากเดิมที่มีศูนย์สงครามพิเศษ มีการขยายหน่วยออกเป็นกองพลรบพิเศษที่ 1 และกองพลรบพิเศษที่ 2

4. วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2526 มีการขยายหน่วยเป็น “หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ” โดยให้กองพลรบพิเศษที่ 1 และศูนย์สงครามพิเศษเป็นหน่วยขึ้นตรง ส่วนกองพลรบพิเศษที่ 2 ถูกยุบหน่วยไป ปัจจุบันหน่วยบัญชาการหน่วยสงครามพิเศษมีโครงสร้างหน่วย ดังนี้

ipypyp

จากโครงสร้างหน่วยปัจจุบันซึ่งเป็นผลมาจากการขยายหน่วย ทำให้นายทหารในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษเติบโตในหน่วยได้ตั้งแต่เป็นผู้บังคับหมวด (ร้อยตรี) จนถึงผู้บัญชาการ (พลโท) เส้นทางหลักการเติบโตของนายทหารในหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ก่อนที่จะออกจากหน่วยไปดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพบก ได้แก่ แม่ทัพภาค, รองเสนาธิการทหารบก, เสนาธิการทหารบก, ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, และรองผู้บัญชาการทหารบก จนไปถึงตำแหน่งสูงสุดในกองทัพบก คือ ผู้บัญชาการทหารบก ดังนี้

uhpgo

จากเส้นทางหลักที่กล่าวข้างต้น เป็นเส้นทางหลักที่พลเอกสุรยุทธ์, พลเอกสนธิ, และพลเอกเฉลิมชัย ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พลเอกสุรยุทธ์ก่อนติดยศพลเอกในตำแหน่งที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก จากผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษไปดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 พลเอกสุรยุทธ์เป็นผู้บัญชาการทหารบกที่ไม่ผ่านการดำรงตำแหน่งใน 5 เสือกองทัพบก เป็นพลเอกในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ก่อนขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี พ.ศ. 2541 ขณะที่พลเอกสนธิ และพลเอกเฉลิมชัย มีเส้นทางแบบเดียวกันจากบัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษติดยศพลเอกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาหารทหารบก ก่อนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

ส่วนพลเอกวิมล ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมที่กรมผสมที่ 6 ขึ้นเป็นพลตรีในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 และผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ขึ้นพลโทในตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และแม่ทัพภาค 2 ขึ้นพลเอกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ออกนอกกองทัพบกไปดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด จากนั้นกลับมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกหลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ต่อจากพลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี ซึ่งไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงกลาโหม

ทั้งนี้ ก่อนมีโครงสร้างหน่วยแบบปัจจุบัน ในอดีตนายทหารที่เติบโตจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษยุคก่อนมีการขยายหน่วยในปี พ.ศ. 2526 เติบโตในหน่วยได้สูงสุดในอัตราพลตรีที่ตำแหน่งศูนย์สงครามพิเศษ และกองพลรบพิเศษที่ 1, 2 ทำให้ต้องไปติดยศพลโทในหน่วยอื่น ก่อนที่จะเข้าสู่ตำแหน่งระดับสูงในกองทัพบก มีอดีตนายทหารที่รับราชการหรือเคยอยู่ในหน่วยก่อนที่จะข้ามไปดำรงตำแหน่งนอกหน่วย และขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงในกองทัพบก เช่น

1. พลเอกเทียนชัย ศิริสัมพันธ์ ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารพลร่ม (ต่อมาคือกรมรบพิเศษที่ 1), ผู้บังคับการศูนย์สงครามพิเศษ ก่อนข้ามไปดำรงตำแหน่งเจ้ากรมกรมการรักษาดินแดน ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และรองผู้บัญชาการทหารบก

2. พลเอกรวมศักดิ์ ไชยโกมินทร์ ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกรมรบพิเศษที่ 1 ก่อนข้ามไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 และแม่ทัพภาค 3

เมื่อมีการขยายหน่วยเป็นหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษในปี พ.ศ. 2526 อดีตนายทหารที่เคยรับราชการตั้งแต่ก่อนมีการขยายหน่วย ต่างได้รับประโยชน์จากการขยายหน่วย นายทหารบางคนสามารถเติบโตในหน่วยจนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ นอกจากนี้ยังมีนายทหารที่เติบโตจากหน่วยอื่นข้ามมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษก่อนที่จะไปดำรงตำแหน่งระดับสูงในและนอกกองทัพบก เช่น

1. พลโทอเนก บุนยถี ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1, ผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2526-2527

2. พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ เติบโตในศูนย์การบินทหารบกจนดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การบินทหารบก ก่อนข้ามมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2527-2529 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด

3. พลเอกขจร รามัญวงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 2 และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2527-2529

4. พลเอกสมพร เติมทองไชย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกฝ่ายกำลังพล และรองเสนาธิการศูนย์สงครามพิเศษ, เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ, แม่ทัพน้อยที่ 2 และผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

5. พลเอกอรพันธ์ วัฒนวิบูลย์ ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 2, ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 และเสนาธิการทหาร

6. พลเอกบุญรอด สมทัศน์ ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1, เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ, ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 2, รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ, ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายข่าว, รองเสนาธิการทหารบก, เสนาธิการทหารบก และเสนาธิการทหาร

7. พลเอกสุนัย สัมปัตตะวนิช ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 3, ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 4, ผู้บัญชาการศูนย์สงครามพิเศษ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 13 ระหว่างปี 2550-2551

8. พลเอกภุชงค์ รัตนวรรณ ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1, ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 14 ระหว่างปี 2551-2552, ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ และจเรทหารทั่วไป

9. พลเอกมาลัย คิ้วเที่ยง ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1, เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ, ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ และรองเสนาธิการทหารบก

10. พลเอกโปฎก บุนนาค ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1, ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษคนที่ 15 ระหว่างปี 2552-2554 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก

กล่าวได้ว่า หลังจากมีการขยายหน่วยเป็นหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษในปี พ.ศ. 2526 ผลที่เกิดขึ้นคือหน่วยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องมีการขยายตำแหน่งออกไป ส่งผลให้นายทหารที่เลือกรับราชการอยู่ในหน่วยดังกล่าวสามารถเติบโตในหน่วยครองยศและตำแหน่งหรือเติบโตจากหน่วยอื่นแล้วข้ามมาครองยศและตำแหน่ง มีทั้งขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วย (พลโท)/รองผู้บัญชาการหน่วย (พลตรี)/เสนาธิการหน่วย (พลตรี)/ผู้บัญชาการกองพล/ผู้บัญชาการศูนย์ (พลตรี) เพื่อเตรียมขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงและผู้บัญชาการทหารบกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน