
ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 ก.ค. – 26 ก.ค. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (1)
ทุกวันนี้ปัญหาชนชาติและศาสนาที่จีนประสบมี 2 เรื่อง คือเรื่องทิเบตกับเรื่องชาวอุยกูร์ในซิงเกียง เรื่องแรกเป็นปัญหาเฉพาะของจีน ส่วนเรื่องที่สองเป็นความพยายามแยกดินแดนของคนบางกลุ่มที่ชูประเด็นชนชนติและศาสนา คล้ายกับอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นของโลก
ทิเบตเคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรือง ตอนหลังยอมสวามิภักดิ์ต่อมองโกลในสมัยที่มองโกลเรืองอำนาจ แล้วขึ้นต่อจีนทั้งสมัยราชวงศ์หงวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์ชิงและสมัยสาธารณรัฐ
เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมือง และได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นปกครองประเทศในปี 1949 พรรคคอมมิวนิสต์ได้จัดกองทัพเตรียมยกเข้าทิเบตขณะเดียวกันก็ติดต่อเจรจากับกลุ่มผู้นำทิเบต เพื่อปลดปล่อยทิเบตด้วยวิธีสันติ รัฐบาลทิเบตขณะนั้นต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากจีน จึงได้พยายามติดต่อขอความสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา อังกฤษและอินเดีย แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง ในที่สุดก็จำต้องยอมทำข้อตกลงกับจีนในปี 1951
โดยยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อของจีนคือยอมรับว่าทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน ให้ทหารจีนเข้าไปตั้งประจำการในทิเบตและตัดความสัมพันธ์ทั้งหมดกับประเทศตะวันตก ส่วนจีนก็ให้อำนาจเต็มที่แก่รัฐบาลทิเบตในการปกครองภายใน
ภายหลังจากที่กองทัพคอมมิวนิสต์เข้าไปตั้งในทิเบตแล้ว ความไม่พอใจต่อจีนในหมู่ผู้นำและประชาชนทิเบตได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เกิดการจลาจลต่อต้านจีนขึ้นเมื่อปี 1959 ทางการจีนได้ปราบปรามการจลาจลอย่างเฉียบขาด ดาไลลามะองค์ที่ 14 ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของทิเบตได้หลบหนีไปอินเดียพร้อมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและประชาชนอีกจำนวนมาก แล้วไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นที่ธรรมศาลาในแคว้นหิมาจัลประเทศของอินเดีย และเริ่มกระบวนการเรียกร้องเอกราชของทิเบตที่กินเวลายาวนานเกือบกึ่งศตวรรษจนถึงทุกวันนี้
รัฐบาลพลัดถิ่นทิเบตไม่ได้ก่อปัญหาด้านความมั่นคงต่อจีน แต่ได้สร้างความลำบากทางการทูตแก่จีนไม่น้อยและทำให้ภาพพจน์ของจีนในสายตาชาวโลกเสื่อมเสีย รัฐบาลจีนต้องรับแรงกดดันจากประเทศตะวันตกที่มักหยิบปัญหาทิเบตขึ้นมาเป็นหัวข้อการเจรจา สถานทูตจีนในประเทศตะวันตกกลายเป็นเป้าการประท้วงของกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนทิเบต
กระทรวงต่างประเทศจีนต้องเครียดกับข่าวการเดินทางเยือนประเทศนี้ประเทศโน้นขององค์ดาไลลามะ และต้องออกมาข่มขู่ประเทศที่องค์ดาไลลามะมีกำหนดไปเยือนบ่อยๆ จนทำให้ภาพพจน์ของจีนยิ่งเสียเข้าไปอีก
หลังการจลาจล รัฐบาลจีนได้จัดให้ทิเบตเป็นเขตปกครองตนเอง ให้สิทธิในการปกครองตนเองแก่ชาวทิเบตระดับหนึ่ง แต่ความรู้สึกของคนทิเบตที่มองว่าจีนเป็นผู้ยึดครองยังมีอยู่ทั่วไป ภาพพจน์ของจีนในสายตาชาวทิเบตยังไม่ดีขึ้น ยิ่งในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมระหว่างปี 1966 ถึง 1973 มีเยาวชนเรดการ์ดจากจีนจำนวนมากเข้าไปทำลายวัดพุทธในทิเบต จนวัดส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาพปรักหักพัง เรื่องนี้ได้สร้างความเจ็บปวดแก่ชาวทิเบตและกลายเป็นบาดแผลทางใจที่ยากจะสมาน
หลังจัดตั้งเป็นเขตปกครองตนเอง จีนได้ทุ่มเงินมหาศาลช่วยเหลือทิเบต แต่ทิเบตก็ยังเป็นเขตปกครองระดับมณฑลที่ยากจนที่สุดของจีน จนเมื่อหลายปีมานี้ ทางการจีนได้กำหนดนโยบายเร่งพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันตก การพัฒนาของทิเบตจึงได้ก้าวเร็วขึ้น และจังหวะก้าวของการพัฒนาในอนาคตคงจะเร็วขึ้นไปอีกเมื่อทางรถไฟสายชิงไห่-ทิเบตได้สร้างเสร็จเปิดเดินรถตั้งแต่กลางปี 2006
การพัฒนาของจีนในทิเบตมีผลให้กระแสทุนนิยมไหลบ่าเข้าไป ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวทิเบตโดยทั่วไปดีขึ้น สิ่งนี้เป็นเรื่องที่จีนต้องการเห็น เพราะจีนหวังใช้การพัฒนาเศรษฐกิจมาลบความผูกพันของชาวทิเบตที่มีต่อองค์ดาไลลามะและเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อจีน แต่อย่างไรก็ตาม ชาวทิเบตเป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัด ความรู้สึกผูกพันต่อศาสนาและองค์ดาไลลามะคงไม่เสื่อมคลายง่ายๆ ทัศนคติต่อรัฐบาลจีนและคนจีนในทุกวันนี้ดีขึ้นกว่าก่อน แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด หนทางสมานฉันท์ของทางการจีนในทิเบตยังต้องเดินอีกยาวไกล
ชาวอุยกูร์ในซิงเกียงเป็นพวกเชื้อสายเติร์ก เดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยอยู่ในมองโกเลียปัจจุบัน ต่อมาได้อพยพเข้าไปซิงเกียงเมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 และสร้างอาณาจักรคาราคานิด (Karakhanids) ที่ครอบคลุมทั้งซิงเกียงและเอเชียกลางขึ้นมา แล้วหันมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อศตวรรษที่ 10 ซึ่งนับเป็นชาวเติร์กกลุ่มแรกที่นับถือศาสนาอิสลาม
อาณาจักรของชาวอุยกูร์ล่มสลายในปี ค.ศ.1211 จากนั้นชาวอุยกูร์ก็อยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรต่างๆ ของชาวมองโกลมาตลอด จนเมื่อถึงศตวรรษที่ 17 ราชวงศ์ชิงที่ปกครองจีนพยายามรวบรวมอาณาจักรมองโกลต่างๆมาอยู่ใต้การปกครองของตน ในที่สุดก็สามารถยึดซิงเกียงได้เด็ดขาดเมื่อปี 1759 ชาวอุยกูร์จึงตกอยู่ใต้การปกครองของจีนตั้งแต่บัดนั้น
ปัญหาการแยกดินแดนของชาวอุยกูร์ในยุคปัจจุบันเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสอิสลามทั่วโลกขึ้นสูง เนื่องจากถูกกระตุ้นจากเหตุการณ์สองเรื่องที่เกิดในปี 1979 พร้อมกัน เรื่องแรกคือการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน อีกเรื่องหนึ่งคือการส่งทหารเข้ายึดครองอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านโซเวียตจากชาวมุสลิมทั่วโลก และมีชาวมุสลิมจากประเทศต่างๆ จำนวนมากหลั่งไหลเข้าไปเป็นนักรบมูจาฮีดีนทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ (จีฮัด) กับโซเวียต
ชาวอุยกูร์จากซิงเกียงจำนวนหนึ่งได้เข้าไปเป็นนักรบมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถาน ต่อมามีคนส่วนหนึ่งได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มตาลีบัน และมีอีกส่วนหนึ่งไปร่วมรบกับกลุ่มกบฏเชชเนียในรัสเซีย ชาวอุยกูร์นอกประเทศเหล่านี้เป็นผู้เผยแพร่แนวคิดการแยกซิงเกียงออกจากจีนเพื่อไปตั้งเป็นประเทศ “เตอร์กีสถานตะวันออก” และได้ร่วมกับชาวอุยกูร์ในซิงเกียงลงมือก่อเหตุเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตน
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากน้ำมือของชาวอุยกูร์ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเผยแพร่สู่โลกภายนอกน้อยมาก เพราะทางการจีนพยายามปกปิดข่าว แต่จากข่าวที่เล็ดลอดออกมาก็พอทำให้ทราบว่ามีไม่น้อยทีเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวางระเบิดตามจุดชุมชน เพื่อสร้างสถานการณ์และการปลุกปั่นให้ชาวอุยกูร์กระด้างกระเดื่องต่อทางการจีน
แม้รัฐบาลจีนจะพยายามไม่เอ่ยถึงกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวอุยกูร์และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ที่จริงจีนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก สังเกตได้จากการที่จีนพยายามผูกมิตรกับกลุ่มประเทศเอเชียกลางที่แยกตัวจากสหภาพโซเวียต รวมทั้งพยายามจะทำข้อตกลงเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนและการไม่ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อความไม่สงบของอีกฝ่ายหนึ่งกับประเทศเหล่านี้
ปัญหาความมั่นคงในซิงเกียงได้เพิ่มความสำคัญต่อนโยบายการทูตของจีนขึ้นเรื่อยๆ และคงเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาลจีนไปอีกนาน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
