bg-single

ผลจาก “ไม่เป็นธรรม” ชีวิตข้าราชการส่วนใหญ่ที่ค่านิยมอยู่ที่การยอมจำนน

30.09.2016

เพราะตำแหน่งคืออำนาจ และอำนาจคือผลประโยชน์ ชีวิตรับราชการจึงมีแค่คาดหวังว่าตัวเองจะมีตำแหน่งสูงขึ้น และเมื่อการแต่งตั้งโยกย้ายขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของผู้มีที่มีอำนาจสูงกว่า

แม้จะยืนกรานกันมาตลอดจากผู้มีอำนาจว่าการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นธรรม แต่เสียงร้องของความน้อยเนื้อต่ำใจไม่เคยเงียบหาย เป็นเสียงร้องในวงแคบๆ ของคนที่กลืนเลือดไม่แสดงความเจ็บปวดออกมาให้เห็นบ้าง เป็นร้องแรกแหกกระเชอได้ยินไปทั่วทั้งประเทศบ้าง

ความรู้สึกไม่เป็นธรรมมีทุกครั้งหลังการพิจารณาแต่งตั้ง

ทั้งที่ไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจล้วนแล้วแต่ประกาศตัวเองว่าจะสร้างขวัญและกำลังใจให้ข้าราชการเพื่อมีพลังในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ประชาชนด้วยการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรมทั้งนั้น

แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยจะแตกต่างกันนักเมื่อถูกเรียกร้องให้อธิบายเหตุผลเมื่อเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม คำชี้แจงจากผู้มีอำนาจมักมีเพียง “เพื่อความเหมาะสม” ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้น

เหมือนกับผู้มีอำนาจนั้นนึกจะแต่งตั้งโยกย้ายอย่างไรก็ทำ โดยไม่หวั่นเกรงว่าข้าราชการจะรู้สึกอย่างไร

ดังนั้น จึงน่าสนใจไม่น้อยสำหรับการตรวจสอบความคิดของข้าราชการว่าเห็นการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นไปอย่างไร

และ “นิด้าโพล” ได้ทำหน้าที่นี้แล้ว ด้วยการสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

ในคำถาม “จากประสบการณ์ของท่านที่ผ่านมา ท่านคิดว่าระดับความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเป็นอย่างไร”

คำตอบก็คือ มีเพียงร้อยละ 10.56 เท่านั้นที่เห็นว่ามีความเป็นธรรมมาก ที่ตอบว่าค่อนข้างมีความเป็นธรรม มีร้อยละ 34.00 ขณะที่บอกว่าไม่ค่อยมีความเป็นธรรมมีถึงร้อยละ 39.92 และที่เห็นว่าไม่เป็นธรรมเลย มีร้อยละ 11.04 ที่เหลือร้อยละ 4.48 ไม่ระบุหรือบอกว่าไม่มีความเห็น

เป็นการสะท้อนว่าข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ ไม่มีความสุขกับการแต่งตั้งโยกย้ายนัก

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีความสุขกับการแต่งตั้งโยกย้ายเพราะความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่เมื่อถามว่า “หากท่านไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ท่านจะทำอย่างไร”

คำตอบกลับสะท้อนค่านิยมบางอย่าง นั่นคือมากที่สุดถึงร้อยละ 28.56 ที่ตอบว่า ไม่ทำอะไรเลย เพราะทำอะไรไม่ได้เลย เป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง

ที่บอกว่าต้องฟ้องศาลปกครองทันที มีร้อยละ 12.24

ขณะที่ร้อยละ 2.72 ตอบว่าลาออก ร้อยละ 2.48 จะใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม ร้อยละ 1.60 บอกจะฟ้องสื่อมวลชน ร้อยละ 1.04 พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 2.24 คิดหาวิธีอื่นๆ เช่น พิจารณาตนเองและปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่ ขณะที่บางส่วนระบุว่าฟ้องร้องสหภาพแรงงาน และฟ้องศูนย์ดำรงธรรม

มีอีกร้อยละ 3.36 ไม่ตอบ หรือตอบว่าไม่แน่ใจ ขอดูที่สาเหตุและความรุนแรงก่อน

สะท้อนว่า ถึงจะมีความรู้สึกคับข้องใจ แต่ชีวิตข้าราชการส่วนใหญ่ที่ค่านิยมอยู่ที่การยอมจำนน แม้จะรู้สึกมีความไม่เป็นธรรม แต่ส่วนใหญ่จะเลือกรับชะตากรรม หรือในหมู่ของคนที่คิดสู้จะเลือกหนทางที่เป็นทางการมากกว่าที่จะแสดงออกในหนทางอื่น

การยอมจำนนเช่นนี้ทำให้ “ความไม่เป็นธรรม” กลายเป็น “ความปกติ” ที่ยอมรับได้

ผลจากความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ไม่กระทบต่อผู้มีอำนาจที่เอื้อความไม่เป็นธรรมให้ แต่น่าคิดว่าการเก็บความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมไว้ในใจนั้นส่งผลต่อการบริการประชาชนอย่างไร

อย่างน้อยเรื่องการทำมาหากินกับประชาชนอย่างเกินเลยจากกฎระเบียบนั้น เป็นผลงานที่สร้างเพื่อใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาความได้เปรียบเพื่อนร่วมงานในการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งหน้าหรือไม่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหรียญรุ่นพิเศษ 82 ปี หลวงพ่อจ้อย วัดวังเดื่อ อีกพระเกจิดังปากน้ำโพ
แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (1)
Mazda CX-6e เอสยูวีไฟฟ้า สวยสะกดกับราคาสุดเร้าใจ
‘เมสซี่-โรนัลโด้’ และบทอำลาทีมชาติ (?) แบบต่างขั้ว
‘ยาม่วง’ หรือ ‘ยาเจนเชียน’ และดอกหลงต่าน
เต้าหู้ยัดไส้หมูสับผัดหน่อไม้
ยุคบ้านมือสองครองตลาด
ชัยชนะของคนธรรมดา : เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569
เมื่อ 67 มาถึงสยาม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 16-22 ตุลาคม 2569
มนุษย์ ไม่ใช่แค่ ‘ทุนมนุษย์’
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)