bg-single

เป็นจีน-เป็นไทย รู้สึกได้อย่างไรว่าเราเป็น? คุยกับสิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์

03.02.2023

เวลาเราพูดถึงคนจีนในไทยหรือคนไทยเชื้อสายจีน เราจะนึกถึงอะไร

บางคนนึกถึงเรื่องเล่าความขยันขันแข็งจนสามารถประสบความสำเร็จได้ บางคนนึกถึงความนิยมในเทศกาล ประเพณี ศิลปะ และวัฒนธรรมต่างๆ ของคนจีนในไทย ในขณะที่บางคนอาจนึกถึงภาพยนตร์ วรรณกรรม ละคร เพลงที่เล่าเรื่องราวของคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งแพร่กระจายและได้รับความนิยมอย่างมากในสังคมไทย นอกจากวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และสิ่งที่เราต่างนึกถึงเหล่านี้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ยังไม่ได้พูดถึงกันมากเท่าใดนัก คือมิติของ “อารมณ์ความรู้สึก” ที่ลึกลงไป

เคยตั้งคำถามไหมว่า เรารู้สึกว่าเราเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรมันมาจากอะไร แล้วคนจีนในไทยล่ะ รู้สึก “เป็นจีน” หรือ “เป็นไทย” กันแน่ แล้วรู้สึกถึงความเป็นไม่เป็นเหล่านี้ได้อย่างไร ชวนคุยกับ สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ที่มาพร้อมกับผลงานเล่มล่าสุด เป็นจีนเพราะรู้สึก: ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง ท่องไปในเส้นแบ่งความเป็นจีน-ไทยอันพร่าเลือนเกินกว่าจะนิยามได้ตายตัวผ่านแว่นพินิจประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก

สิทธิเทพ เอกสิทธิพงษ์ ผู้เขียนหนังสือ “เป็นจีนเพราะรู้สึก: ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง”

:  แรกเริ่มความสนใจประเด็นเกี่ยวกับคนจีนในไทย

ถ้าในทางวิชาการผมคิดว่าเริ่มตอนเรียนปริญญาตรีที่รัฐศาสตร์จุฬาฯ ผมค้นพบว่าตัวเองสนใจเรื่องจีน เลยเริ่มจากเรื่องคนจีนในไทย หลังจากนั้นก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ถ้าถามว่าความสนใจเรื่องจีนในไทยอย่างไม่เป็นวิชาการ เริ่มสงสัยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็น่าจะช่วงประถมมัธยม (ทศวรรษ 2530-2540) ที่บ้านจะบอกว่าเราต้องหยุดนะช่วงตรุษจีน ตอนเป็นเด็กเราก็รู้สึกแฮปปี้แหละ หยุดไปรับซองสีแดง แต่ก็จะสงสัยว่า ‘เห้ยทำไมเพื่อนเราไม่หยุดวะ แกไม่ได้ซองแดงเหรอ’ เพื่อนก็บอกว่า ‘ไม่ เราเป็นคนไทย’ เราก็สงสัยว่าอ้าว! แล้วเราไม่เป็นคนไทยเหรอ ในเมื่อบัตรประชาชนเอกสารต่างๆ ก็บอกว่าคนไทยเชื้อชาติไทย มันเกิดอะไรขึ้น?

 

ความสนใจศึกษาคนจีนในไทยจนมีผลงานกับมติชนถึง 3 เล่ม
กบฏจีนจน บนนถนนพลับพลาไชย-เขียนจีนให้เป็นไทย-เป็นจีนเพราะรู้สึก

 

:  การเดินทางก่อนก่อร่าง

เริ่มจาก กบฏจีนจนฯ เราจะเห็นภาพของคนจีนธรรมดาสามัญ เวลาพูดถึงเรื่องคนจีนในไทย เรามักพูดถึงคนจีนที่เป็นชนชั้นนำหรือเจ้าสัวที่ประสบความสำเร็จ แต่มีคนจำนวนมากมายมหาศาลที่ไม่ได้ขึ้นไปเป็นเจ้าสัว เป็นนายธนาคาร หรือเจ้าของธุรกิจ แล้วคนเหล่านั้นเขาหายไปไหน กบฏจีนจนจะตอบคำถามตรงนี้ แต่ก็เป็นการตอบคำถามแบบเป็นเหตุเป็นผลว่า มันมีโครงสร้างทางสังคมแบบหนึ่ง โครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบหนึ่งที่ทำให้คนขยับไม่ได้

ต่อมา เขียนจีนให้เป็นไทย ก็อธิบายแบบเป็นเหตุเป็นผลอีก แต่เริ่มปรับมุมมองใหม่ว่า ถ้าเราจะเข้าใจคนจีนในไทย เราเข้าใจได้อย่างไรบ้าง แทนที่จะบอกว่าเป็นการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากคนจีนในไทยหรือนักวิชาการตะวันตก โอเคมันก็อาจเป็นเรื่องนั้นด้วยก็จริง แต่ว่ามันมีความซับซ้อนกว่านั้น เขียนจีนให้เป็นไทย เลยไปมองเรื่องการฑูตวิชาการ การศึกษาเรื่องที่ปรับเปลี่ยนไปในช่วงสงครามเย็น ไม่ว่าจะเป็นความรู้จากสหรัฐอเมริกา ความรู้จากสังคมศาสตร์ในประเทศไทยที่เริ่มก่อตัวขึ้น หรือแม้แต่ความรู้ที่ผ่านการฑูตวิชาการมาจากแผ่นดินใหญ่

พูดให้ถึงที่สุด เขียนจีนให้เป็นไทย ก็ยังวางอยู่บนการศึกษาที่เป็นเหตุเป็นผล แต่ถ้าเราอ่านระหว่างบรรทัดจะรู้สึกว่า การเขียนงานว่าคนจีนเป็นใครอย่างมีเหตุมีผลของบรรดานักวิชาการในแต่ละประเทศ นักวิชาการไทย นักวิชาการอเมริกัน นักวิชาการจีน เขามี ‘อารมณ์ความรู้สึก’ บางอย่างกำกับอยู่ ผมก็เลยรู้สึกสนใจว่า ถ้าเราอยากมองให้เห็นโลกของคนจีนในไทย เรามองผ่านความรู้สึกได้ไหม ว่าคนจีนในไทยรู้สึกยังไง จนประกอบร่างตัวตนของตัวเองขึ้นมา และแน่นอนอย่างคนจีนในไทยก็มีการแบ่งรุ่นกันใช่ไหมครับ ดังนั้นมันก็น่าจะมีอารมณ์ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงกันไปในแต่ละรุ่น

 

: ก่อร่างเป็นผลงานล่าสุด “เป็นจีนเพราะรู้สึก”

หลังจาก เขียนจีนให้เป็นไทย ผมรู้สึกว่า มันน่าจะมีมิติของอารมณ์ความรู้สึกที่เราไม่เคยตั้งคำถามว่า ถ้าเราจะเป็นจีน จะเป็นไทย เรารู้สึกได้อย่างไรว่าเราเป็น อย่างผมมีเพื่อน เพื่อนผมดูไทยมากโดยลักษณะทางกายภาพ แต่เขาบอกว่าเขาเป็นจีน ผมถามว่า ‘ทำไมถึงคิดว่าเป็นจีน’ เขาบอกว่า ‘ฉันมีอาม่า’ ‘แล้วพูดภาษาจีนได้ไหม’ ‘ไม่อะไรเลย ไม่ไหว้เจ้า ไม่เช็งเม้ง ไม่ตรุษจีน’ เพราะงั้น เราเป็นใครเพราะอะไร บางทีมันอาจไม่ได้ต้องการเหตุผลมากๆ ก็ได้หรือเปล่า มันอาจจะแค่ความรู้สึกว่าฉันเป็นใคร

หลังจากนั้นผมก็พัฒนาบางอย่างจากคำถามแบบนี้ แล้วก็เริ่มมาสนใจเรื่องอารมณ์ความรู้สึก พอดีในช่วงเวลาเดียวกัน ศาสตราจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ ก็กรุณาชวนเข้าร่วมโครงการวิจัยที่พูดถึงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลาง ผมก็เลยเริ่มทำงานในมุมมองแบบนี้อย่างเต็มที่มากขึ้น

: ทำไมนึกถึงคนจีนในไทยต้องนึกถึง “เสื่อผืนหมอนใบ”

ผมก็ตั้งคำถามว่าทำไมต้อง ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ปัญหาของเราคือพอพูดคำนี้มันต้องเกี่ยวกับคนไทยเชื้อสายจีนอย่างเดียว บางทีอาจจะรู้สึกไปด้วยซ้ำว่ามีเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเรามองจากสังคมโลก ทุกคนก็จะมีเรื่องแบบเสื่อผืนหมอนใบเล่าเหมือนกัน ในภาษาอังกฤษเราพูดถึงประวัติศาสตร์แบบ rags to riches stories จากผ้าขี้ริ้วกลายเป็นคนรวย ในสิงคโปร์ก็มีเล่าเรื่องพวกนี้ มาเลเซียก็มี ถ้าเช่นนั้นเรื่องเล่าแบบเสื่อผืนหมอนใบ มันไม่น่าจะใช่เรื่องเล่าของกลุ่มเฉพาะที่เป็นคนจีนในไทยเท่านั้นหรือเปล่า คำถามต่อมาคือ เรื่องเล่าเสื่อผืนหมอนใบมันทำงานยังไง

สำหรับคนจีนในสังคมไทย ถ้าเราจะเล่าเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง หลายคนก็เลือกจะเล่าเรื่องของการสร้างเนื้อสร้างตัวจนประสบความสำเร็จผ่านความขยันขันแข็งในสังคมไทย ผมว่าการเล่าเรื่องแบบ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ (ใต้พระบรมโพธิสมภาร) นี้คือการที่คุณขยันขันแข็ง คุณสร้างตัวได้ คุณเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย คุณทำการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อสังคมไทย และแน่นอนคุณก็อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภาร เป็นจีนเพราะรู้สึก เริ่มตั้งคำถามว่า ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ เริ่มมีพลังได้อย่างไรบ้าง แล้วเราเริ่มมามีคำพูดว่า ‘เสื่อผืนหมอนใบใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร’ ได้อย่างไร

 

: “ทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึกไทย” ที่อยู่ในเล่มนี้คืออะไร สำคัญยังไง

ในวงวิชาการทุกวันนี้เราจะพูดถึง ‘เสรีนิยมใหม่’ (Neo-Liberalism) ที่เข้ามาสัมพันธ์กับเราในทุกมิติ โครงสร้างหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป แล้วเราถูกกดดันด้วยโครงสร้างเสรีนิยมใหม่ จนทุกมิติชีวิตกลายเป็นปัญหามาก แต่คำถามสำคัญคือ เสรีนิยมใหม่หรือทุนนิยมในไทยทำงานยังไง ผมคิดว่าแม้แต่มิติของอารมณ์ความรู้สึกทุนนิยมก็เข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวอย่างง่ายๆ ถ้ามีความโศกเศร้าจากความตาย คุณคงไม่เดินเข้าไปในงานศพแล้วร้องห่มร้องไห้อย่างเดียว คุณจะต้องส่งพวงหรีดหรือบริจาคเงินเข้าไปร่วมทำบุญ ทุนนิยมมันจึงเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกของเรา

ผมเริ่มจากคำถามที่ว่า แล้วในกรณีของไทยมันมีความเฉพาะของทุนนิยมในไทยไหมที่ไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก แล้วอารมณ์ความรู้สึกกับทุนนิยมในไทยมันพัฒนาควบคู่กันไปได้ยังไง เราเริ่มเห็นช่องทางของการอธิบายบางอย่างที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะในยุคของสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ถามว่าอะไรทำให้คนรู้สึกว่า “ต้องขยัน” คือเศรษฐกิจมันพัฒนาไปได้ เพราะว่าคนรู้สึกว่าฉันต้องขยัน ฉันต้องทำงานและรู้สึกว่าฉันต้องประสบความสำเร็จในอนาคต ในยุคสฤษดิ์ มีคำขวัญ ‘งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข’ เริ่มพูดถึงเรื่องความสุขอันเกิดขึ้นจากการทำงาน ดังนั้นในระบบทุนนิยม คุณต้องทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด แล้ววันหนึ่งคุณจะได้ ‘ความสุข’ จากการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจสังคม ผมมองแบบนี้แล้วเริ่มเห็นว่า การที่เราเป็นคนจีนแบบเสื่อผืนหมอนใบต้องสร้างตัวให้ได้ หรือเราจะเป็นคนไทยเชื้อสายพม่า มาเลย์ กัมพูชา หรืออื่นๆ เราต้องขยันทำงาน สร้างความสุขจากการทำงานให้ได้ ทำไมเราต้องทำแบบนี้ แสดงว่ามันมี “ระบอบอามรมณ์ความรู้สึก” มากำกับเราหรือเปล่า ผมเริ่มมองว่าบางทีมันอาจมีระบอบอารมณ์ความรู้สึก ‘ทุนนิยมอารมณ์ความรู้สึกไทย’ ที่มาครอบงำเราให้เราต้องรู้สึกแบบนี้ และทำให้เราต้องเดินไปตามทางที่เราต้องสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้ เพื่อบรรลุซึ่งความสุขของเราเอง โดยที่เราคิดว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องของ ‘ปัจเจก’ ที่เราสามารถควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองได้ ซึ่งจริงๆ จะควบคุมได้จริงมากน่้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

: ทำไมวรรณกรรมถึงถูกเลือกมาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาประวัติศาสตร์ความรู้สึก

คำถามคือเราบริโภคสื่อบันเทิงเพราะอะไร? เอาจริงๆ ในมุมหนึ่งเราบริโภคอารมณ์ความรู้สึกหรือเปล่า ไม่ว่า อยู่กับก๋ง ลอดลายมังกร จดหมายจากเมืองไทย นิยายกำลังภายในที่เลือกมา มันชวนให้เกิดคำถามว่า ความนิยมต่อวรรณกรรมพวกนี้เกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะเรากำลังบริโภคอารมณ์ความรู้สึกที่มีในวรรณกรรมเหล่านี้หรือไม่ ถ้าเราอ่านระหว่างบรรทัดดีๆ หรือเราอ่านแบบไม่ใช่วิเคราะห์เอาเหตุผลที่อยู่ในวรรณกรรม แต่อ่านเพื่อคิดว่าในวรรณกรรมมันมีชีวิตของตัวมันเอง มีชีพจรของตัวเอง และมีอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละสมัย บางทีการแกะเอาอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่ในวรรณกรรมพวกนี้ น่าจะทำให้เราเห็นอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่สัมพันธ์กับวรรณกรรมเหล่านี้ได้

 

: อยู่กับก๋ง – ลอดลายมังกร สองเล่มคลาสสิกที่เล่มนี้ก็พูดถึง

อยู่กับก๋ง – ลอดลายมังกร ผมเห็นภาพความต่อเนื่องอะไรที่มันคล้ายๆ กัน บางทีเราไปเข้าวัด เราเห็นป้ายติดตามต้นไม้อย่าง ‘การตื่นเช้าเป็นกำไรของชีวิต’ พออ่านเรื่อง อยู่กับก๋ง วันหนึ่งเราตื่นสายเรารู้สึกผิดเลย อยู่กับก๋ง กำลังบอกเราว่า ถ้าคุณเป็นคนจีนในไทย คุณต้องขยันขันแข็งทำงานแบบเสื่อผืนหมอนใบหรือเปล่า เพราะท้ายที่สุดคุณจะประสบความสำเร็จ เหมือนในตอนจบของเรื่อง เขาไม่ได้บอกว่าหยกจะเป็นเพชร แต่เขาให้แสงสว่างปลายทางข้างหน้าว่าหยกจะประสบความสำเร็จแน่ๆ

ส่วน ลอดลายมังกร เล่าเรื่อง ‘อาเหลียง สือพาณิชย์’ จากกรรมกรแบกหามจนประสบความเร็จ เป็นเจ้าสัวมีกิจการใหญ่โต เราจะเห็นการเล่าถึงความขยันในการสร้างเนื้อสร้างตัว การทำงานอย่างขันแข็ง พออ่านนิยายพวกนี้ เราจะจับความรู้สึกอะไรบางอย่างได้ คือถ้าคุณไม่เป็นอย่างตัวเอกในละคร คุณจะรู้สึกผิดใช่ไหม ถ้าไม่เป็นแบบนั้นแล้วฉันเป็นคนจีนในไทยหรือเปล่า ถ้าฉันเป็นลูกจีน ฉันต้องอ่านหนังสือ ฉันต้องเรียนหนังสือให้ได้ บางทีคนรุ่นหนึ่งรู้สึกกดดันด้วยซ้ำ ฉันเป็นลูกคนจีนในไทย แต่ฉันไม่ได้เป็นหมอ ทำยังไงดี ฉันทำให้ครอบครัวเสียใจไหม ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันมีระบอบอารมณ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกผิด

สิ่งที่ผมจะคุยไปถึงก็คือการกระทำของ ‘มนุษย์’ มันเป็นเรื่องเหตุผลหรือจริงๆ มันเป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึกที่มากำกับให้เราทำหลายๆ อย่าง โดยจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม มันมีระบอบความรู้สึกที่เข้ามากำกับเราเกือบตลอดเวลา ว่าเราทำอะไรได้ เราทำอะไรไม่ได้ แล้วเราจะรู้สึกยังไง ถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ

: ความยากง่ายในการสกัดมวลความรู้สึกออกมาจากหลักฐาน

ผมคิดว่ายากนะ แต่มันเป็นการทดลองและผมรู้สึกสนุกที่ได้ทำงานบนพื้นที่ใหม่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก คือเวลาอ่านหลักฐาน นักประวัติศาสตร์ในโลกวิชาการไทยส่วนมากจะพูดถึงการศึกษาประวัติศาสตร์ประหนึ่งว่า มันมีความเป็นวิทยาศาสตร์ในแบบหนึ่ง งานประวัติศาสตร์ความรู้สึกในโลกวิชาการนานาชาติก็ถกเถียงกับการศึกษาประวัติศาสตร์ที่อ่านหลักฐานในแบบเดิมๆ ว่าเราลองทดลองแบบนี้ได้ไหม ลองอ่านเพื่อดูอารมณ์ความรู้สึก แทนที่เราจะอ่านอย่างตรงไปตรงมา วิพากษ์มันในบริบทที่เขียนอย่างเดียว

 

: ทำไมถึงต้องอ่านเล่มนี้

เป็นจีนเพราะรู้สึก จะทำให้เราเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าคุณเป็นคนจีนในไทย คุณถูกระบอบอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างกำกับมาบอกให้คุณต้องทำอะไรอยู่หรือเปล่า แล้วบางทีคุณก็ยึดติดกับอันนั้น จนมองไม่เห็นว่าจริงๆ แล้ว ความรู้สึกเป็นจีนในสังคมไทย มันพัฒนาตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ และมันน่าจะมีที่ทางที่ทำให้เราได้สัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ผ่านความเห็นอกเห็นใจ ความรู้สึกต่างๆ ได้มากขึ้น

 

: สามคำสำหรับเล่ม “เป็นจีนเพราะรู้สึก”

ผมคิดว่าผม “เขียน เพราะ รู้สึก”

ถ้าคุณจะอ่านก็ “อ่าน เพราะ รู้สึก” •

 

ชวน “อ่านเพราะรู้สึก” ไปด้วยกันใน เป็นจีนเพราะรู้สึก : ประวัติศาสตร์เสื่อผืนหมอนใบที่เพิ่งสร้าง Pre-Order ในราคาพิเศษ พร้อมส่งฟรี! วันนี้-4 กุมภาพันธ์ 2566 ที่เว็บไซต์ www.matichonbook.com 

 

 

 

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร