bg-single

“เจ้าอนุวงศ์” ถูกขังประจานกลางพระนคร ตายแล้วยังเอาศพไปเสียบประจาน

14.05.2024

เมืองไทยในอดีต ผู้ที่ถูกประจานครบถ้วนทั้งพูดประจาน ตัดหัวเสียบประจาน และพาตระเวนประจานทั่วเมืองมีไม่น้อย หนึ่งในจำนวนนั้นคือ เจ้าอนุวงศ์


พระราชพงศาวดารบันทึก

บทลงโทษ “เจ้าอนุวงศ์”

“พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3” ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) บันทึกว่า

“เจ้าพระยาราชสุภาวดี จึ่งให้พระอนุรักษโยธา พระโยธาสงคราม หลวงเทเพนทร์ พระนครเจ้าเมืองขอนแก่น ราชวงศ์เมืองชนบท กับไพร่ 300 คนคุมตัวอนุกับครอบครัวลงมาส่งถึงเมืองสระบุรี พระยาพิไชยวารีขึ้นไปตั้งรับครอบครัวและส่งเสบียงอยู่ที่นั้น ก็ทำกรงใส่อนุตั้งประจานไว้กลางเรือ ให้พระอนุรักษโยธา พระโยธาสงครามตระเวนลงมาถึงกรุงเทพมหานคร ณ วันเดือน 2 ขึ้น 11 ค่ำ โปรดให้จำไว้ทิมแปดตำรวจ บุตรหลานผู้หญิงและภรรยาน้อยนั้นก็ส่งไปเป็นชาวสะดึงทั้งสิ้น

แล้วรับสั่งให้ทำที่ประจานลงที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ทำเป็นกรงเหล็กใหญ่สำหรับใส่อนุ มีรั้วตารางล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน มีกรงเหล็กน้อยๆ สำหรับใส่บุตรหลานภรรยาอนุถึง 13 กรง

มีเครื่องกรรมกรณ์คือครก สาก สำหรับโขลก มีเบ็ดสำหรับเกี่ยวแขวน มีกระทะสำหรับต้ม มีขวานสำหรับผ่าอก มีเลื่อยสำหรับเลื่อยไว้ครบทุกสิ่ง แล้วตั้งขาหย่างเสียบเป็นเวลา

เช้าๆ ไขอนุกับอ้ายโยปาศัก 1 อ้ายโป้สุทธิสาร 1 อ้ายเต้ 1 … ฯลฯ … หลานอนุ 5 คน รวม 14 คน ออกมาขังไว้ในกรงจำครบแล้ว ให้นางคำปล้องซึ่งเป็นอัครเทพีถือพัดกาบหมาก เข้าไปนั่งปรนนิบัติอยู่ในกรง ให้นางเมียน้อยสาวๆ ซึ่งเจ้าพระยาราชสุภาวดีส่งลงมาอีกครั้งหลังนั้น แต่งตัวถือกะบายใส่ข้าวปลาอาหารออกไปเลี้ยงกันที่ประจาน ราษฎรชายหญิงทั้งในกรุงนอกกรุงพากันมาดูแน่นอัดไปทุกเวลามิได้ขาด ที่ลูกผัวญาติพี่น้องต้องเกณฑ์ไปทัพตายเสียครั้งนั้นก็มานั่งบ่นพรรณนาด่าแช่งทุกวัน

ครั้นเวลาบ่ายแดดร่มก็เอาบุตรหลานที่จับได้มาขึ้นขาหย่างเป็นแถวกันให้ร้องประจานโทษตัว เวลาจวนพลบก็เอาเข้ามาจำไว้ที่ทิมดังเก่า ทำดั่งนี้อยู่ได้ประมาณ 7 วัน 8 วัน พออนุป่วยเป็นโรคลงโลหิตก็ตาย โปรดให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ที่สำเหร่” (ญาดา อารัมภีร)

พงศาวดารไร้คำ “กบฏ”
เหตุ เป็น “สงครามระหว่างรัฐ”

นายกำพล จำปาพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า หากมองในขอบเขตโลก ศึกเจ้าอนุวงศ์ สะท้อนหลายสิ่งในสังคมไทย โดยถือเป็นศึกใหญ่ยิ่งกว่าสงครามเก้าทัพ ส่งผลต่อสยามมากกว่าสงครามครั้งใดๆ เนื่องจากหลังสงครามมีการกวาดต้อนผู้คนจำนวนมากเข้ามาในสยาม ซึ่งกระจายออกไปตั้งถิ่นฐานตามเมืองโบราณแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย, ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี, เมืองพระรถ หรือพนัสนิคม จ.ชลบุรี เป็นต้น

ทั้งนี้ หากพิจารณาในเอกสารโบราณ อย่างพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ จะไม่พบคำว่า “กบฎ” อันเป็นคำที่ถูกใช้ในภายหลัง คือในยุคของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องจากเดิมเป็นเรื่องของ “สงครามระหว่างรัฐ” ซึ่งเส้นทางเดินทัพ เป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทว่า เส้นทางดังกล่าวไม่ได้มีเฉพาะศึกสงคราม แต่เป็นเส้นทางคมนาคมที่ใช้ไปมาหาสู่กันด้วย

ศึกอนุวงศ์
ส่งผล “อีสาน” เป็นอย่างทุกวันนี้

นายศานติ ภักดีคำ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ กล่าวว่า เส้นทางที่จะกล่าวถึงในครั้งนี้ คือเส้นทางที่เจ้าอนุวงศ์ยกทัพลงมาแล้วสยามยกทัพตีโต้กลับ ดังนั้น บ้านเมืองสองข้างทางจึงยับเยิน

อย่างไรก็ตาม หากไม่ผ่านสงครามเจ้าอนุวงศ์ อีสาน จะไม่เป็นอีสานอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผสมปนเปของผู้คนเนื่องจากมีการกวาดต้อนไพร่ไปเวียงจันทน์ รวมถึงเมืองบางแห่งก็ถูกตั้งขึ้นหลังสงครามดังกล่าวอีกด้วย อย่าง “เมืองหนองคาย” สำหรับเส้นทางเดินทัพในครั้งนั้นเป็นเส้นทางที่ใช้คมนาคมมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

“ศึกเจ้าอนุวงศ์ ไม่ใช่แค่การรบรากัน แต่จุดสำคัญคือเป็นสงครามแย่งคน เพราะตอนเสียกรุง สยามเสียคนไปมาก ดังนั้นตอนไปตีเมืองต่างๆ จึงเป็นการกวาดต้อนคนมาเป็น ไพร่บ้านพลเมือง ฝั่งเจ้าอนุวงศ์ก็เช่นกัน เมื่อเกิดศึกครั้งนี้ก็กวาดคนลาวที่อยู่ในไทยกลับเวียงจันทน์ สำหรับเส้นทางที่ใช้ในศึกนี้ เป็นเส้นทางโบราณที่ใช้ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ สืบเนื่องถึงยุคทวารวดี

นอกจากนี้ ในวรรณคดีก็มีบันทึกถึงเส้นทางนี้ไว้ในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ไม่ได้ใช้แค่ตอนสงครามมีหลักฐานเรื่องเส้นทางเดินทัพของเจ้าอนุในนิราศทัพเวียงจันทน์ ของหม่อมเจ้าทับ ในกรมหลวงเสนีบริรักษ์ เจ้าอนุวงศ์เดินทัพลงมาถึงโคราชได้โดยไม่มีใครต้าน เพราะในยุคนั้น เมืองในเส้นทางอยู่ในเขตลาว” นายศานติกล่าว


หมายเหตุ : 
บทสัมภาษณ์มาจากงาน “สโมสรศิลปวัฒนธรรม” จัดเสวนาหัวข้อ “ตามรอยเส้นทางเดินทัพไทย ในศึกเจ้าอนุวงศ์” มีวิทยากร ได้แก่ นายศานติ ภักดีคำ, นายกำพล จำปาพันธ์, สมชาย ปรีชาเจริญ (จิตร ภูมิศักดิ์)  เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2559



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คิดต่อจาก 6 ตุลา (4) : เพิ่มโทษ ม.112 กับการรื้อฟื้นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับระบบทุนนิยม
E-DUANG | กลยุทธ์ บริหาร การเมือง ต่อปัญหา ชายแดน “ใต้”
”เอกนัฏ“ ส่ง“ทีมสุดซอยพลังงาน” หอบหลักฐานยื่น กขค. ฟันเพิ่มอีก 5 คลังน้ำมัน กักตุน เก็งกำไร ประวิงเวลา ปฏิเสธการขายในช่วงวิกฤตทึ่ผ่านมา
ทำไมเกษตรกรไทยถึงยังจน? MatiTalk ดร.นุ่น รัสรินทร์ สภาพัฒน์ ไทยขาดผู้นำ ขาดวิสัยทัศน์แก้การเกษตรเชิงโครงสร้างมายาวนาน
ธงทอง จันทรางศุ | ยกเลิกตำแหน่ง ‘บรรณารักษ์’ คิดให้ดี ก่อน ‘สายเกินไป’
เส้นทางความรัก 10 ปี ของ ‘ไมเคิล ศิรชัช’ สู่วันคุกเข่าขอ ‘กุ๊กไก่’ แต่งงาน
คำตอบของมาเคียเวลลี เรื่อง ‘ผู้ปกครองดีเพราะมีกุนซือเก่งใช่หรือไม่’
กก.หมู่บ้านรักษาศีล 5 ลงพื้นที่ “เกาะช้าง” ผู้ว่าตราด ย้ำ!! ศีล 5 ทำให้สังคมปกติสุข ประชาชน “สุขกาย สบายใจ”
จับตารัฐแก้เกมไฟใต้ ส่ง ‘ปูด้วง’ คุม ‘สมช.’ แต่ยังย้ำเปิดช่องเจรจา ดึงคนพื้นที่สานสันติ
เบื้องหลัง ‘มังกรทมิฬ’ เปิดหน้ากากตำรวจหุ้นลม ผู้อยู่หลังม่านผับจีนห้วยขวาง
ยุติธรรมชำรุด | เหยี่ยวถลาลม