bg-single

สำรวจตัวเลข เด็กดร็อปเอาต์ งานหิน ที่รอการแก้ไข

10.06.2023

ปัญหาเด็กดร็อปเอาต์ หรือเด็กออกกลางคัน เป็นเรื่องใหญ่รอการแก้ไขแบบเบ็ดเสร็จ…

ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา สำรวจพบว่า มีเด็กตกหล่นที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากถึง 238,707 คน

กระทรวงศึกษาธิการ ระดมหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศับ (กศน.) ในขณะนั้น ก่อนยกสถานะมาเป็นสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เร่งแก้ปัญหาโดยจะออกนโยบายตามน้องกลับมาเรียน และโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ

ซึ่ง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ออกมาประกาศความสำเร็จช่วงปลายปี 2565 ว่าทั้งสองโครงการสามารถดึงเด็กที่อยู่นอกระบบกลับมาเรียนได้หลายหมื่นคน

พร้อมประกาศตั้งเป้า ตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา ต้องเป็น “ศูนย์” ภายในปี 2565!!

 

แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามคาด ล่าสุดจากการตรวจสอบพบปัญหา ตัวเลขเด็กดร็อปเอาต์เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ตลอดปี 2565 พบว่ามีอยู่กว่า 1 แสนคน!!

ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ครอบครัวยากจนอย่างแท้จริง แม้จะกลับเข้าเรียนตามโครงการพาน้องกลับเข้าเรียนแล้ว แต่พอเรียนไปไม่นานก็ออกจากระบบการศึกษาอีก เพราะมีปัญหาเรื่องปากท้อง ต้องช่วยพ่อแม่ทำงาน

นายอรรถพล สังขวาสี ปลัด ศธ. ระบุที่มาของตัวเลขดังกล่าวว่า ตัวเลขเด็กดร็อปเอาต์ 1 แสนราย เป็นตัวเลขเด็กออกกลางคันตลอดทั้งปี 2565 ส่วนใหญ่เพราะมีปัญหาความยากจน ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน

แม้โครงการพาน้องกลับมาเรียนเป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องปรับวิธีการ เพราะเด็กอาจไม่อยากเรียนรู้ในรูปแบบเดิม วิธีการเรียนอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน 100%

โดยอาจหาวิธีที่เหมาะสมในรูปแบบต่างๆ เช่น จัดหลักสูตรระยะสั้น เรียนร่วมกับสถานประกอบการ เพื่อให้มีรายได้ระหว่างเรียน เปิดให้มีการเทียบโอนหน่วยกิต เป็นต้น

 

สอดคล้องกับ นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า ข้อเท็จจริงตัวเลขเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา มีมากกว่า 1 แสนราย โดยส่วนตัวมองว่าโครงการพาน้องกลับมาเรียนเป็นนโยบายที่ดี แต่ไม่มีระบบการติดตามช่วยเหลืออย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนการศึกษา การหางานให้ทำ เป็นต้น ส่งผลให้เด็กที่มีครอบครัวยากจน ต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาอีกครั้ง

คาดว่าปี 2566 นี้ ตัวเลขดร็อปเอาต์จะเพิ่มขึ้นกว่า 80% และจะเป็นเช่นนี้ วนเวียนต่อเนื่อง

โดยกลุ่มเด็กที่ออกกลางคันมากที่สุดคือ กลุ่มที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 และกำลังจะเรียนต่อชั้น ม.4 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อหัวค่อนข้างสูง

โดยเฉลี่ยทุกระดับ รายละ 18,732 บาทต่อคนต่อปี แต่ถ้าเฉพาะกลุ่ม ม.3 ขึ้น ม.4 หรือระดับ ปวช. จะสูงขึ้นอยู่ที่ 40,000-70,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่ผู้ปกครองมีรายได้ลดลง สำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเฉลี่ยเดือนละ 3,000-6,000 บาทต่อเดือน และในจำนวนนี้กว่า 25% มีภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเฉลี่ยรายละ 147,000 บาท และยังไม่มีแนวโน้มที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะสภาพเศรษฐกิจ การค้าขายและการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้สำคัญของประเทศยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีเท่าที่ควร

“จากสาเหตุทั้งหมดในข้างต้น เป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่ปีนี้จะมีตัวเลขเด็กออกกลางคันเพิ่มขึ้นถึง 82% แม้ ศธ.จะมีการติดตามเด็กกลับเข้ามาเรียนต่อเนื่อง แต่ถ้าไม่มีระบบติดตามช่วยเหลือ ก็เป็นเรื่องยากที่จะให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษาได้จนจบการศึกษา เพราะปัจจัยเรื่องปากท้องเป็นสิ่งสำคัญ”

“ดังนั้น ควรวางแผนแก้ปัญหา นอกจากจะพาน้องกลับเข้าเรียนแล้ว ควรหาทุนการศึกษา หรือวางแผนให้เด็กมีอาชีพระหว่างเรียน เพื่อให้สามารถทำงานเลี้ยงตัวเอง และช่วยเหลือครอบครัวได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาจะต้องเร่งดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพิ่มคุณภาพการศึกษา” นายสมพงษ์กล่าว

 

ด้าน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ระบุว่า สพฐ.ยังไม่มั่นใจตัวเลขดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังเดินหน้าดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามโครงการพาน้องกลับมาเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้ยังไม่มีการสำรวจตัวเลขว่ามีเด็กที่กลับเข้ามาเรียนตามโครงการดังกล่าว และหลุดออกจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นจำนวนเท่าไร เพราะยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ซึ่งจะต้องรอข้อมูลจำนวนผู้เรียนทั่วประเทศ ที่จะมีรายงานเข้ามายัง สพฐ. ทุกวันที่ 10 มิถุนายนของทุกปี จึงจะสามารถประเมินสถานการณ์เพื่อแก้ไขปัญหาในภาพรวมต่อไปได้

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ยอมรับว่า จากการตรวจสอบข้อมูลในส่วนของอาชีวะ มีนักเรียน นักศึกษาที่ออกกลางคัน ประมาณ 17,000 ราย สาเหตุจากสภาพเศรษฐกิจ ความยากจน โดยได้สั่งการให้วิทยาลัยอาชีวทั่วประเทศ ที่มีเด็กออกกลางคันลงไปดูแล ออกติดตาม เพื่อให้กลับเข้ามาเรียน ซึ่งในส่วนของอาชีวะ จะมีความแตกต่างกับเด็กในสังกัด สพฐ. อยู่ตรงที่ไม่ใช่เด็กการศึกษาภาคบังคับ

ดังนั้น การติดตามกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจึงต้องใช้วิธีการเชิญชวนให้กลับเข้ามาเรียน มีการให้ทุนการศึกษา มีที่พัก มีงานทำ ตามโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ซึ่งมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการกว่า 88 แห่งทั่วประเทศ

ถือเป็นงานหินอีกเรื่องที่คงต้องรอรัฐบาลใหม่ เข้ามาพิสูจน์ฝีมือ เพราะการแก้ไขคงไม่ได้จบแค่พาเด็กกลับเข้ามานั่งเรียน แต่อยู่ที่จะทำอย่างไรให้เด็กเหล่านั้น สามารถเรียนได้จนจบการศึกษา หรือกระทั่งการจัดหารูปแบบการศึกษาที่เหมาะสม มีงานทำแน่นอน มาเป็นตัวเลือกสำคัญให้กับกลุ่มคมที่ยังต้องดิ้นรนเพื่อปากท้องมาก่อน… •

 

 

| การศึกษา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี