หมายเหตุ : บทความเผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ (03/10/2557)

กาแฟโบราณ | มนัส สัตยารักษ์

ส่งต้นฉบับเรื่อง “ตำรวจต้องช่วยตัวเอง” เรียบร้อยแล้ว พลันนึกขึ้นมาได้ว่า

เมื่อครั้งที่เป็น นรต.ใหม่ๆ รับรู้มาจากไหนจำไม่ได้ว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานของผมนี่สร้างด้วยเงินฝิ่น!

รวมทั้งโรงพักรุ่นใหม่ (ในขณะนั้น) ที่เป็นตึกสีเทาอ่อนควันบุหรี่ เช่น พญาไท บางซื่อ ปทุมวัน และหลายต่อหลายแห่ง ก็มาจากเงินค้าฝิ่นทั้งสิ้น

เป็นยุคที่ตำรวจช่วยตัวเองเต็มรูปแบบและเต็มสูบ พัฒนาอย่างฟาสต์แทร็ก ถ้าตำรวจค้าฝิ่นจริงก็ถือว่า “เสียสละ” ยอมทำผิดและสร้างบาป

เพิ่งนึกขึ้นมาได้เพราะไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะจริงหรือไม่จริง อาจจะเป็นข่าวลือหรือข่าวปั้นใส่ร้าย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และตอนนั้นผมจะเชื่อหรือไม่กับข่าวนี้ก็ลืมเสียสนิท

ถ้าพูดถึงจิตวิทยาที่ว่าคนเรามักจะเชื่อในสิ่งที่อยากเชื่อ ผมตอบได้ว่าในกรณี “ตำรวจค้าฝิ่น” ที่พูดกันเมื่อ 60 ปีก่อนนี้ผมไม่แคร์สักเท่าไรว่าจะจริงหรือไม่จริง ทั้งที่รู้ว่าฝิ่นเป็นยาเสพติดให้โทษ แต่ความรู้สึกของผมยังเห็นว่าไม่ถึงขั้น “ชั่วร้าย”

โดยเฉพาะคนจีนยุคก่อนหน้านั้นเห็นฝิ่นเป็นยาหรือยาชูกำลัง แพทย์ใช้เป็นยาชา

ย้อนกลับไปอีกเมื่อประมาณ 70 กว่าปีก่อน ผมยังจำได้ว่าเวลาไปเที่ยวบ้านลุง ซึ่งเป็น “อินทะเนียใหญ่” (นายช่างใหญ่) ของโรงไฟฟ้าหาดใหญ่ ผมเห็นมีคนงานบางส่วนเป็นคนจีนมาจากต่างประเทศ ทำนองเดียวกับในยุคบุกเบิกหรือ pioneer

เกมแรกที่เราเล่นกันเมื่อไปโรงไฟฟ้าก็คือไปแอบดู “แปะเล้า” สูบฝิ่นในห้องพัก กลิ่นหอมของฝิ่นกับนิ้วเท้างองุ้มของแปะเล้าขณะดูดฝิ่นบอกให้รู้ว่าแกมีความสุขสมและสบายอารมณ์ประมาณไหน และเราก็สนุกกันเมื่อแกเปิดประตูห้องพักออกมาคำรามพร้อมทำท่าไล่จับด้วยความฉุนเฉียว

ถ้าฝิ่นไม่ได้เป็นหัวเชื้อของยาเสพติดที่มีอันตรายร้ายแรง มันอาจจะอยู่ในฐานะเท่ากับพี่คนโตของกัญชาในขณะนี้ก็ได้

ในปัจจุบันนี้เราต้องยอมรับว่าฝิ่นเป็นสิ่งเสพติดอันตราย การค้าฝิ่นเป็นเรื่องผิดบาปมหันต์

แต่อย่างไรก็ตาม จะให้เรายอมรับว่าตำรวจกำเนิดมาจากสิ่งผิดบาป คนที่เป็นตำรวจจึงผิดบาปมาแต่กำเนิดนั้น ผมว่าเป็นตรรกะที่ผิดจนรับไม่ได้

เรื่อง “เงินฝิ่น” นี้คนรุ่นผมเกิดทันและบางคนความจำดี จึงพอมีเค้าลางที่จะให้ขุดคุ้ยขึ้นมาเล่าให้ลูกหลานฟัง เพียงแต่จะถือเอาเป็นหลักฐานอย่าง “คำให้การ” นั้นไม่ได้

สมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น ผมเชื่อว่ากฎหมายสับสนไม่น้อยไปกว่ายุคนี้ ผู้ได้อำนาจรัฐและเป็นเผด็จการย่อมตีความให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองถ่ายเดียว

รัฐมีเงินที่ไม่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมายอยู่ก้อนหนึ่ง นั่นคือเงินรางวัลนำจับในความผิดบางประเภท เช่น ยาเสพติด สินค้าหลบหนีภาษีศุลกากร เป็นต้น แล้วผู้มีอำนาจได้ออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเป็นการภายในให้หักเป็นเปอร์เซ็นต์ไว้ส่วนหนึ่งก่อนจ่ายให้ผู้มีสิทธิรับเงินรางวัล เงินส่วนที่หักไว้นี้เก็บไว้ด้วยกฎ “หลวมๆ” ที่ไม่ต้องส่งเป็น “รายรับแผ่นดิน” หมายความว่ากรมศุลกากรหรือกรมสรรพากร กระทรวงการคลังคงเก็บไว้ในอีกบัญชีเพื่อรอคำสั่งและการตีความของผู้มีอำนาจและผู้ออกกฎ

แต่ผู้มีอำนาจย่อม “เปลี่ยนผ่าน” ไปตามวิสัย ผู้มาใหม่อาจจะไม่รู้ลึกถึงกฎระเบียบ หรือรู้แต่ไม่รับรู้เพราะไม่อยากรับผิดชอบ

เงินก้อนนี้จึงกลายเป็น “ขุมทรัพย์เจ้าคุณปู่” รอทายาทตัวจริง (ที่ไม่มีจริง)

เมื่อ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (อีกตำแหน่งหนึ่ง) นั้น ท่านได้ทำให้เงินส่วนนี้เป็นเงิน “นอกงบประมาณแผ่นดิน” เอามาพัฒนากรมตำรวจอย่างรุดหน้าและรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน เงินที่ได้อย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นที่เปิดเผยอย่างอื่น ก็คงจะนำเข้าบัญชีนอกงบประมาณนี้ด้วย

ในช่วงเวลานั้นเองมีข่าวซุบซิบผสมข่าวลือ (เสมือนจริง) แปลกๆ ชุกชุม เช่น

ทหารจับทหารขนฝิ่น นายทหารหัวหน้าผู้จับกุมต้องโอนหนีมาเป็นนายตำรวจ

การพิสูจน์ของกลางบางล็อตผลปรากฏว่าไม่ใช่ฝิ่นแต่เป็นมะขามเปียก

ข่าวนายตำรวจชั้นอัศวินเอาฝิ่นของกลางขึ้นเครื่องบินไปทิ้งทะเล แต่ประชาชนเชื่อว่าเอาไปขายต่างประเทศมากกว่า ใครจะไปทิ้งของมีค่าลงคอ

นอกจากนี้ ยังมี “ของจริง” ที่ผมได้สัมผัสด้วยตัวเอง คือ พนักงานตรวจคนเข้าเมืองหาดใหญ่ซึ่งบ้านพักอยู่ใกล้กับบ้านพักของเรา ถูกตำรวจยิงตายบนรถไฟสายใต้ ฐานต่อสู้ขัดขืนการจับกุม แต่ผม (ซึ่งขณะนั้นยังไม่เป็นตำรวจ) ไม่ค่อยเชื่อ ด้วยว่าผู้ตายเป็นคนเรียบร้อย ไม่น่าจะกล้ากระทำความผิดอุกอาจถึงขนาดนั้น

อีก 2 เรื่องเกิดขึ้นเมื่อผมเป็นนายตำรวจแล้วก็คือ นายตำรวจรุ่นพี่ (2 ปี) ขนฝิ่นแล้วหนีการจับกุมไปอยู่ประเทศลาว ต่อมานายตำรวจรุ่นน้อง (2 ปี) ก็ถูกนายตำรวจรุ่นผมจับกุมแต่ปล่อยให้หนีไปประเทศลาวเช่นกัน

เอาเหตุการณ์เหล่านี้มาประมวลก็ย่อมเชื่อได้ว่าองค์กรตำรวจพัฒนาด้วยเงินฝิ่น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร