
ย่างเข้าเดือนห้าตามปฏิทินจันทรคติหรือประมาณเดือนมิถุนายนเมื่อใด ก็มักได้จะพบเห็นเมนูอาหารทำจากข้าวเหนียวห่อด้วยใบไผ่มัดเชือกเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยมแบบสามมิติวางขายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่ทางแถบที่มีชาวไทยเชื้อสายจีนอาศัยกันอยู่มาก
ทำให้รู้ได้ว่าถึงหน้าเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างกันอีกหนแล้ว
แน่นอนว่าเทศกาลนี้ย่อมมีที่มาที่ไปจากแผ่นดินใหญ่ในจีน แต่สำหรับชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปตั้งหลักปักฐานกันในหลายประเทศ ก็มีจำนวนอีกไม่น้อยที่ยังคงให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้อยู่
รวมทั้งยังได้ช่วยเสกสรรปั้นแต่งบ๊ะจ่างรสอร่อยในรูปแบบต่างๆ ให้แพร่หลายมากขึ้นไปด้วย
ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา
และหากจะเอ่ยถึงเทศกาลบ๊ะจ่างแล้ว ความน่าสนใจคงไม่ได้หยุดยั้งอยู่เพียงแค่ขนมข้าวเหนียวที่ถือเป็นพระเอกของเทศกาลเท่านั้น
แต่เรื่องราวความเป็นมาแต่หนหลังอันเป็นจุดกำเนิดของเทศกาลนี้ก็มีตำนานเล่าขานที่สืบทอดกันมายาวนานเช่นกัน
ชื่อเรียงเสียงจริงอย่างเป็นทางการของเทศกาลบ๊ะจ่างคือ เทศกาลตวนอู่ หรือตวนอู่เจี๋ย (คำว่าเจี๋ย หมายถึงเทศกาล) นับวันกันตามปฏิทินจันทรคติตรงกับวันที่ห้าเดือนห้าของทุกปี
ปัจจุบัน เทศกาลตวนอู่ไม่ได้มีความสำคัญเพียงแค่เป็นเทศกาลตามประเพณีดั้งเดิมเท่านั้น แต่รัฐบาลจีนยังประกาศให้วันดังกล่าวเป็นวันกวีแห่งชาติและถือเป็นวันหยุดราชการนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปี 2009 เทศกาลนี้ยังได้รับการบรรจุชื่อเข้าไว้ในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมของโลกที่รับรองโดยยูเนสโกอีกด้วย
ความสำคัญของเทศกาลตวนอู่อยู่ที่การระลึกถึงกวีเอกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งกวีผู้เลื่องชื่อคนดังกล่าวก็คือ ชวีหยวน ขุนนางในรัฐฉู่สมัยปลายยุคจ้านกว๋อ เมื่อราวสามร้อยกว่าปีก่อนคริสตศักราช
โดยเหตุที่ทำให้ผู้คนรำลึกถึงกวีผู้นี้เป็นพิเศษก็สืบเนื่องมาจากเกียรติศักดิ์ในเรื่องความรักชาติของเขาอันเป็นที่ยกย่องกันมากว่าสองพันปี
ชวีหยวนนั้น กล่าวได้ว่าเป็นปราชญ์ราชกวีที่สำคัญคนหนึ่งของราชสำนักในสมัยนั้น รับหน้าที่สำคัญเป็นที่ปรึกษาของฮ่องเต้ ดูแลขุนน้ำขุนนางเหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายจนได้รับการยอมรับนับถือไปทั่ว และขึ้นชื่ออย่างมากในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตและจงรักภักดี
นอกจากนี้ ยังเป็นกวียุคแรกๆ ที่มีชื่อเสียงในด้านการประพันธ์บทกวีแนวโรแมนติก มีกวีนิพนธ์ที่เป็นผลงานชิ้นเอกอยู่หลายบท
และยังเป็นผู้ให้กำเนิดรูปลักษณ์กลอนบางลักษณะของจีนด้วย
เล่ากันมาว่า แท้จริงแล้วฮ่องเต้ในสมัยนั้นก็โปรดปรานชวีหยวนมากอยู่ ด้วยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถอย่างน่าชื่นชม แต่ด้วยความที่ชวีหยวนเป็นคนใจซื่อมือสะอาด ทำให้ขุนนางน้ำเสียมักจะหาเรื่องให้ร้ายป้ายสีโน้มนำฮ่องเต้ให้รู้สึกเอนเอียงตามเป็นลำดับ
ต่อมา รัฐฉู่ได้พ่ายต่อรัฐฉินจนต้องเปลี่ยนรัชสมัยของฮ่องเต้ เมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองบัลลังก์ ก็เชื่อคำกล่าวหาต่างๆ และเนรเทศชวีหยวนออกจากรัฐฉู่ไป ทำให้ชวีหยวนรู้สึกเศร้าสลดใจเป็นที่ยิ่งทั้งต่อชะตากรรมของตนและของบ้านเมือง
จนในที่สุดจึงได้ตัดสินใจกระโดดลงในแม่น้ำมี่หลัว เพื่อยุติความโศกศัลย์ทั้งปวง
เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวดังกล่าวก็พากันไปยังแม่น้ำ ออกเรือของตัวเองเพื่อช่วยกันงมหาร่างของชวีหยวน ส่วนหนึ่งช่วยกันพายเรือหา อีกส่วนก็กลับบ้านไปปั้นข้าวเป็นก้อนๆ เอามาโยนลงไปในแม่น้ำ เพื่อให้ฝูงปลามีอาหารจะได้ไม่ไปแตะต้องร่างของขุนนางผู้รักชาติ
ทำให้กลายเป็นประเพณีนับเนื่องเลื่องลือสืบมาว่าเมื่อถึงวันครบรอบการจากไปของชวีหยวน ชาวบ้านก็จะนำข้าวปั้นไปโยนลงในแม่น้ำทุกปีเพื่อเซ่นไหว้และรำลึกถึงความดีงามและความสัตย์ซื่อของขุนนางผู้นี้
จริงๆ แล้ว ตำนานที่เกี่ยวเนื่องกับเทศกาลตวนอู่นั้นยังมีอีกหลายเรื่อง บ้างก็เป็นตำนานเกี่ยวกับพระอาทิตย์ บ้างก็พูดถึงความกตัญญูของบุตรี บ้างก็เกี่ยวข้องกับมังกร
แต่ที่ได้รับความนิยมและเห็นว่าเชื่อมโยงกับเทศกาลนี้มากที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องราวของกวีชวีหยวนนี่เอง
เพราะหลังจากนั้นมา เมื่อถึงคราวเทศกาลตวนอู่คราใด ก็จะมีประเพณีการเซ่นไหว้บูชาบ๊ะจ่างและการแข่งเรือมังกรเป็นสัญลักษณ์หลักของเทศกาล

Rice Dish Zongzi Sticky Rice Dumpling Food
ในส่วนของการแข่งเรือมังกรนั้น ก็มาจากเมื่อครั้งที่ชาวบ้านล่องเรือช่วยกันตามหาร่างของชวีหยวนใต้สายน้ำ จนกลายเป็นประเพณีการแข่งขันเรือในเวลาต่อมา และก็ทำให้หลายคนเรียกชื่อเทศกาลตวนอู่เป็นภาษาอังกฤษว่า dragon boat festival หรือเทศกาลเรือมังกร เพราะในช่วงดังกล่าวจะมีการนำเรือที่มีส่วนหัวทำเป็นรูปมังกรมาพายแข่งกันเป็นทีม โดยน่าจะเริ่มมีการแข่งขันแบบนี้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังเลยทีเดียว ซึ่งความสนุกสนานก็อยู่ที่ลีลาการพายและการประดับประดาเรือของแต่ละกลุ่ม
ปัจจุบัน ประเพณีการแข่งเรือมังกรก็ยังเป็นที่นิยมในหลายเมือง ที่คึกคักเป็นพิเศษในแต่ละปีก็น่าจะอยู่ที่ฮ่องกง ในขณะที่บางเมืองจะจัดการแข่งขันในยามค่ำคืน สร้างสีสันด้วยการแข่งขันกลางแม่น้ำที่ประดับประดาสองข้างทางให้ครึกครื้นไปด้วยบรรยากาศเทศกาลตามแบบฉบับของจีน
นอกจากนี้ ที่จะขาดไม่ได้เลยสำหรับเทศกาลตวนอู่ ก็คือ ขนมข้าวเหนียวที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เป็นสองรองใครด้วยรูปลักษณ์ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติจากการใช้ใบไผ่หรือใบจากมาห่อไว้ ภายในบรรจุข้าวเหนียวนึ่งกับไส้ต่างๆ มีทั้งแบบไส้เค็มและไส้หวาน หรือแม้กระทั่งเป็นข้าวก้อนเล็กๆ ไม่มีไส้ไว้จิ้มน้ำตาลรับประทาน
บางตำราบอกว่าเหตุที่ใช้บ๊ะจ่างไหว้เจ้าในช่วงเทศกาลเดือนห้าก็เพราะว่าเป็นช่วงฤดูร้อน อาหารที่ทำไว้มักจะเก็บไว้ไม่ได้นาน ในขณะที่ข้าวเหนียวนึ่งจะอยู่ได้ทนนานกว่า ซึ่งแต่ละถิ่นที่ของจีนนั้นก็มีความชอบในการเลือกสรรวัตถุดิบมาประกบคู่กับข้าวเหนียวต่างกันไปตามความชอบ แต่หลักใหญ่ใจความของความเป็นบ๊ะจ่างก็ไม่ต่างกันมากนัก
บ๊ะจ่างต้นตำรับส่วนใหญ่จะมัดเป็นรูปคล้ายสามเหลี่ยม ที่ขึ้นชื่อมากก็อย่างเช่นของกวางตุ้ง มีให้เลือกสารพัดไส้ ของเสฉวนจะเน้นรสเผ็ด ส่วนบ๊ะจ่างปักกิ่งและหนิงโปก็จะมาในแบบสี่เหลี่ยมแปลกตา ส่วนบ๊ะจ่างของที่อื่นๆ ก็จะมีความโดดเด่นแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด โดยเฉพาะในส่วนของไส้และรสชาติ
ที่นิยมกันมากก็จะเป็นประเภทที่ใส่เนื้อหมู ถั่ว ไข่เค็ม แปะก๊วย บางทีก็มีเนื้อเป็ด เนื้อไก่ แฮม พุทรา ลำไย เม็ดบัว รวมไปถึงผักบางประเภทด้วยก็ได้
ที่เป็นแบบหวานก็มีทั้งที่เป็นไส้ถั่วแดงบด พุทราบด หรือแม้กระทั่งรสช็อกโกแลตก็มีคนทำมาแล้วเหมือนกัน
นอกเหนือไปจากบ๊ะจ่างที่มัดเชือกขายกันตามตลาดทั่วไปแล้ว ด้วยความที่ชาวจีนมีความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น ทำให้บ๊ะจ่างในวันนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นของเซ่นไหว้ตามเทศกาลเท่านั้น แต่ยังถือเป็นของขวัญของกำนัลสำหรับนำไปมอบให้ผู้หลักผู้ใหญ่และคนชิดใกล้ในหน้าเทศกาลได้อีกด้วย
ทำให้หลายต่อหลายร้านพากันคิดค้นออกแบบบรรจุภัณฑ์มาใส่บ๊ะจ่างกันอย่างบรรเจิดเลิศลักษณ์ ช่วยยกระดับราคาค่าตัวบ๊ะจ่างได้อีกไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่ไม่ว่ารูปร่างภายนอกของหีบห่อจะเป็นอย่างไร บ๊ะจ่างก็ยังคงรูปลักษณ์ภายในแบบดั้งเดิมไว้ได้ไม่แปรเปลี่ยน
หากจะว่าไปแล้ว ก็คงจะเหมือนกับที่ประเพณีจีนหลายต่อหลายประการยังคงได้รับการสืบทอดกันมาอย่างมั่นคงภายใต้ความแปรผันของสถานการณ์รอบตัวที่ไม่เคยหยุดนิ่งเลยสักวินาทีเดียวนั่นเอง
บางทีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเห็นในชีวิตประจำวันทั่วไปก็มีเรื่องราวความน่าสนใจให้ค้นคว้าอยู่เบื้องหลังเหมือนอย่างบ๊ะจ่างเช่นกัน
ดังนั้น คงจะน่าเสียดายไม่น้อยหากเราจะปล่อยให้หลายๆ เรื่องผ่านไปโดยไม่ได้ทำความเข้าใจหรือรักษาเอาไว้ให้ได้มากเท่าที่ควร
