ในประเทศ
การจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ภายหลังพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามความต้องการของประชาชน 21.6 ล้านเสียง ที่สะท้อนผ่านผลการออกเสียงประชามติไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ขณะนี้ มีความเป็นไปได้ว่าเมื่อแต่ละพรรคการเมืองได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยครบถ้วนแล้ว “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เตรียมนำบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ช่วงวันที่ 7-8 กรกฎาคมนี้ เพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่หนึ่ง
เบื้องต้น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจจะมีประมาณ 6 ฉบับ จาก 4 พรรคการเมือง หรืออาจมากกว่านั้นหากมียื่นเพิ่มเติมมาภายหลัง
ทั้งนี้ สาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อดูหลักการแล้วเป็นหลักการเดียวกันคือการแก้มาตรา 256 เพื่อเดินหน้าไปสู่การได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
ฉะนั้น แม้จะมีหลายฉบับ แต่การประชุมรัฐสภาจะพิจารณาไปคราวเดียว สมาชิกรัฐสภาอภิปรายรวมทุกฉบับ แต่ทว่า เมื่อถึงเวลาลงมติโหวตรับหลักการหรือไม่รับหลักการ จะลงมติแยกเป็นรายฉบับ
ทั้งนี้ จากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ได้ระบุไว้ว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ “แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”
ด้วยเหตุนี้ ร่างของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จึงวางเงื่อนไขกระบวนการได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ไม่ให้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยโครงสร้าง ส.ส.ร.ของพรรคภูมิใจไทย ส.ส.ร. จำนวน 100 คน ไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชนเลย
ส.ส.ร. 100 คน แบ่งเป็น สมาชิกรัฐสภาเลือกจากผู้สมัครรับเลือกให้ได้จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสมาชิกรัฐสภาเลือกจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ จำนวน 23 คน
ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 ร่าง โครงสร้าง ส.ส.ร. ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน
โดยร่างที่ 1 ให้ประชาชนเข้าหูหาเลือกตั้งจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 150 คน แบ่งเป็น 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต อีก 50 คน จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
จากนั้นนำรายชื่อ 150 คน ส่งให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยการรับรองต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ 150 คน ไม่สามารถพิจารณาแยกรายบุคคลได้ หากรับรองแล้ว รายชื่อทั้งหมดนั้นจะกลายมาเป็น ส.ส.ร. แต่ถ้าไม่มีการรับรองจะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้ง 150 คน
สำหรับร่างที่ 2 ให้ประชาชนเลือกตั้งแคนดิเดต ส.ส.ร. สองเท่าของจํานวน ส.ส.ร. ที่มีหรือคือ 300 คน แบ่งออกเป็น 200 คนจากการเลือกตั้งแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง อีก 100 คน เป็นแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
เมื่อได้รายชื่อทั้งหมด 300 คนแล้วจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
การคัดเลือกออกเป็น 2 สาย โดยสายแรกรัฐสภาคัดจากตัวแทนแบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน
และสายที่สองให้รัฐสภาคัดเลือกตัวแทนแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน เหลือ 50 คน
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) รูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ประกอบไปด้วย สมาชิก 100 คน
80 คน มาจากการหยั่งเสียงของประชาชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ในแต่ละจังหวัด แต่ละจังหวัดจะส่งมา 3 ชื่อแล้วส่งเข้ามาให้สภาเป็นผู้คัดเลือก 80 คน โดยหลักการ 1 คนออกเสียงได้ 1 เสียง ป้องกันกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดเลือก ส.ส.ร. เสมือนกับว่าเลือกได้เป็นเสียงข้างมาก
ทั้งนี้ ให้ผู้ที่ได้คะแนนมากสุด 80 คนแรกเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ถ้ายังไม่ครบลงคะแนนรอบที่ 2 หรือถ้าคะแนนเท่ากันก็เลือกระหว่างผู้ที่มีคะแนนเท่ากันจนครบ 80 คน
ส่วนอีก 20 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตุลาการศาลฎีกาคัดเลือกกันเอง 5 คน ตุลาการศาลปกครอง 5 คน และอีก 10 คนจะแบ่งเป็น 5 คน คือผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ กฎหมายมหาชน
อีก 5 คน มาจากนักวิชาการสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ โดยให้ที่ประชุมอธิการบดีเป็นผู้ออกแบบในการคัดเลือกเข้ามา
ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) แม้มีเสียง ส.ส.เพียง 74 เสียง แต่ก็สามารถรวมเสียง ส.ส.จากซีกรัฐบาลและซีกฝ่ายค้านมาร่วมลงชื่อหนุนร่างได้ โดยยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน
สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม คือการกำหนดให้มี ส.ส.ร. โมเดล 152 คน 100 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เบื้องต้นในจังหวัดจำนวน 300 คน และรัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน
อีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรสภา องค์กรรัฐบาล องค์กรศาล องค์กรและสภาท้องถิ่น องค์กรมหาวิทยาลัย ภาคประชาชนและภาคธุรกิจ สภาวิชาชีพ องค์กรด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน และอื่นๆ จำนวน 52 คน
นอกจากพรรคการเมืองที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสภาแล้ว ทางสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ก็เตรียมเสนอร่างเช่นกัน โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว. แถลงว่า ตนพร้อมกลุ่ม ส.ว. อาทิ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย นายประภาส ปิ่นตบแต่ง ได้ร่วมยกร่างเนื้อหาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเตรียมยื่นต่อรัฐสภา
เนื้อหากำหนดให้มีสภารับฟังความคิดเห็นของประชาชน มาจากการเลือกตั้ง 200 คน แบ่งเป็น เลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน 100 คน และเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มบุคคลที่เชี่ยวชาญหรือมีข้อเสนอเชิงนโยบายรวมกลุ่มกัน จำนวน 100 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน กำกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และเชื่อมโยงของประชาชนเข้าสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ
“มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คนมาจากการสรรหาของรัฐสภาผ่านกระบวนการเปิดรับสมัครและกลั่นกรองคุณสมบัติ ที่เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภารับฟังความคิดเห็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระไม่สามารถเข้ารับการสรรหาได้ ขณะที่หน้าที่ของ กมธ.ยกร่าง ต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำความคิดเห็นของประชาชนมาพิจารณาในทุกประเด็น หากไม่รับข้อเสนอใดไปบรรจุต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน” นรเศรษฐ์ระบุ
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แต่ละพรรคเสนอมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะที่มาของ ส.ส.ร.
โดยร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่ไม่ให้การเลือก ส.ส.ร.มาจากประชาชน ฉะนั้น คงต้องรอดูว่าในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งเบื้องต้นวางคิวไว้วันที่ 7-8 กรกฎาคม สมาชิกรัฐสภาจะลงมติโหวตรับหลักการวาระแรกทุกฉบับหรือไม่
ทั้งนี้ เงื่อนไขการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรก (ขั้นรับหลักการ) ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา คือทั้ง ส.ส. และ ส.ว. นอกจากนี้ ต้องได้เสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดที่มีอยู่
โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า การพิจารณาในวันที่ 7-8 กรกฎาคมจะเป็นการพิจารณาในชั้นรับหลักการ ซึ่งมองว่าทุกร่างหลักการภาพใหญ่ตรงกันคือการเพิ่มเติมหมวด 15/1 ให้มี ส.ส.ร.หรือกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดังนั้น ชั้นรับหลักการหวังว่าสมาชิกรัฐสภาจะโหวตรับหลักการทุกร่าง แม้ว่าจะมีเนื้อหารายละเอียด เช่น ที่มา ส.ส.ร. ที่มีความเห็นแตกต่างกัน แต่ก็สามารถนำไปถกกันในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ได้
“เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประชาชนมีความประสงค์ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมาชิกรัฐสภาทุกคนควรตอบสนองหรือรับผิดชอบต่อผลดังกล่าว โดยโหวตรับหลักการทุกร่าง” นายพริษฐ์ระบุ
นับจากนี้ไปคงต้องรอดูว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของแต่ละพรรคที่เสนอเข้ามานั้นจะสามารถผ่านวาระแรกฝ่าด่านในชั้นรับหลักการไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะเสียงของ ส.ว.ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญอย่างยิ่ง
