โลกทรรศน์ |อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
ภูมิรัฐศาสตร์
ของศูนย์หลอกลวงไซเบอร์
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภูมิรัฐศาสตร์อาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หลังจากโรคโควิด-19 ระบาดและการรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2021 ในเมียนมา
ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เรามาหาคำตอบกัน
เบื้องต้น โรคระบาดโควิด-19 และการรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2021 ในเมียนมาทำให้มีช่องว่างความมั่นคงสำคัญเกิดขึ้นในภูมิภาค
เวลา 5 ปีอุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์เติบโตขยายตัวออกจากเมียนมาและได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
สร้างความเจ็บปวดก่อความเสียหายต่อปีมากกว่า 37 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศูนย์หลอกลวงไซเบอร์สอดเข้าไปในเขตเศรษฐกิจพิเศษและสวนธุรกิจบริเวณชายแดนที่หนุนโดยนักลงทุนจีน
และได้เหยียดขยายออกไป อาณาบริเวณหลอกลวงได้กลายเป็นผืนดินอุดมสมบูรณ์ของแนวเขตอาชญากรรมออนไลน์
จากตลาดผิดกฎหมายสู่การซื้อขายสินทรัพย์คริปโต และวิธีการเชือดหมู (pig butchering)
การโตขึ้นของศูนย์หลอกลวงไซเบอร์และความพยายามต่อต้าน ทำให้เกิดผลกระทบอย่างสำคัญทางการเมืองและความมั่นคงโดยเฉพาะในกัมพูชา เมียนมา และไทย
ความพยายามต่างๆ เพื่อนำเสนอการหลอกลวงไซเบอร์มีความซับซ้อน จากความขัดแย้ง การเมืองภายในประเทศ การคอร์รัปชั่นในท้องถิ่นและความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
แม้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงเจตจำนงทางการเมือง (political will) ที่จะจัดการกับปัญหา
แต่พวกเขาเผชิญการต่อต้านอย่างยากลำบากที่ซับซ้อน และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้ประยุกต์เพื่อหลีกเลี่ยง ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณชายแดนที่อำนาจศูนย์กลางพยายามต่อสู้ทุ่มเทเพื่อควบคุม
ศูนย์หลอกลวงไซเบอร์ยังก่อการคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติและเพิ่มความเสี่ยงด้านอธิปไตยในเมียนมา
จีนได้สนับสนุนทั้งกลุ่มต่อต้านติดอาวุธและทหารเมียนมาในความพยายามเผชิญหน้ากลุ่มหลอกลวง นำไปสู่ความคาดไม่ถึงต่อทิศทางของความขัดแย้งภายในเมียนมา
ถ้าต้องปลุกปล้ำกับสงครามเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันอย่างมากจากจีนให้จัดการกับศูนย์หลอกลวง แม้อุตสาหกรรมนี้เกี่ยวพันไม่พ้นเครือข่ายอาชญากรรมของจีนและองค์กรใต้กฎหมายบางส่วนที่มาจากจีน
เพื่อยืนยันการตอบสนองรวดเร็วและเข้าร่วมต่อต้านอาชญากรรมนี้ จีนได้ขยายรอยเท้าความมั่นคง (security footprint) ในหนทางต่างๆ อันกำลังเปลี่ยนรูปความสัมพันธ์ในลุ่มแม่น้ำโขง
การทะยานและการแพร่กระจาย
ของศูนย์หลอกลวง
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ช่วงต้นทศวรรษ 1980 รัฐบาลทหารเมียนมาโจมตีต่อกองกำลังกลุ่มชาติพันธ์กลุ่มต่างๆ ตอนเหนือของประเทศใกล้กับมณฑลยูนนานของจีน เพื่อแลกกับการหยุดยิงหรือความร่วมมือด้านความมั่นคง
กลุ่มชาติพันธุ์ได้รับอนุญาตให้รักษาไว้ซึ่งอาวุธและรับภาระกิจการผิดกฎหมายต่างๆ
หลายทศวรรษผ่านมา กลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ (non-state armed groups-NSAGs) ที่เกี่ยวโยงแข็งแกร่งกับจีน ได้ควบคุมบริเวณรัฐฉาน (Shan) ของเมียนมา
ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์นี้ได้ทำกำไรมหาศาลจากยาเสพติด กาสิโน ค้ามนุษย์ และขูดรีดผิดกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ
จีนปิดพรมแดนของตนในช่วงการระบาดของโควิด-19 ก่อปัญหาใหญ่ต่อธุรกิจต่างๆ ในเมียนมาตอนเหนือ โดยเฉพาะบ่อนผิดกฎหมายและซ่อง ซึ่งอาศัยลูกค้าจากมณฑลยูนนานของจีน
เพื่อตอบโต้สิ่งที่เกิดขึ้น องค์กรอาชญากรรมเริ่มกระจายตัว รวมทั้งการดำเนินการหลอกลวงออนไลน์ในกาสิโนที่ว่างเปล่าและในห้องในโรงแรม
กุมภาพันธ์ 2021 ทหารเมียนมาก่อรัฐประหาร จุดประกายการประท้วงทั่วประเทศ
ผลจากความรุนแรงและความไร้เสถียรภาพรวมทั้งความต้องการเงินทุนสนับสนุนการลุกฮือด้วยอาวุธ กลับเป็นเงื่อนไขเร่งวิวัฒนาการเร็วและการขยายตัวขององค์กรอาชญากรรมในเมียนมาตอนเหนือ
ปี 2023 จีนเผชิญแรงกดดันภายในเรื่องหลอกลวงไซเบอร์และสื่อมวลชนจีนเริ่มรายงานการลักพาตัวคนจีนในแหล่งหลอกลวงในเมียนมา
เพื่อเผชิญปัญหานี้ บางส่วนของกลไกความมั่นคงจีนสนับสนุน Myanmar National Democratic Alliance Army-MNDAA กองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา ทำการโจมตีใหญ่ตามชายแดนเรียกว่า ปฏิบัติการ Operation 1027
แม้ MNDAA และพันธมิตร Brotherhood Alliance-BHA ขยายปฏิบัติการทำลายศูนย์หลอกลวง แต่จะทำลายศูนย์หลอกลวง MNDAA กลับทำการยึดส่วนใหญ่ของดินแดน ร่วมกับกลุ่มปฏิวัติกลุ่มอื่นๆ หาทางโค่นล้มระบอบการปกครองเมียนมา
ความสำเร็จของปฏิบัตการ Operation 1027 จุดประกายคลื่นการต่อสู้ของฝ่ายต่อต้านทั่วประเทศ ผลักให้ทหารเมียนมามีฐานะอ่อนแอที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วในดุลแห่งอำนาจ (Balance of Power) และความเป็นไปได้ที่ระบอบจะล่มสลายในเมียนมา จีนพยายามจับสถานการณ์ โดยกดดัน MNDAA ให้หยุดการโจมตีชั่วคราวและจีนเป็นผู้จัดการหยุดยิงเมื่อมกราคม 2024 เพื่อแลกกับการหนุน MNDAA และพันธมิตร
จีนต้องการความร่วมมือสำคัญจากรัฐบาลเมียนมาให้จัดการเรื่องศูนย์หลอกลวง เพื่อยอมตามแรงกดดันนี้ ทหารเมียนมาอนุญาตให้ตำรวจจีนเข้ามาเมืองหลวงเนปยีดอ ตำรวจจีนคุ้มครองหัวหน้ากลุ่มโกกัง (Kokang) ซึ่งเกี่ยวกับการหลอกลวง MNDAA ยกเมืองลาเชี่ยว (Lashio) ให้ทหารเมียนมา
นี่คือครั้งแรกที่ทหารเมียนมาอนุญาตรัฐบาลต่างประเทศทำการไกล่เกลี่ยและตรวจตราโดยตรง
ผลของการหยุดยิง รอยเท้าความมั่นคงจีนเริ่มขยายไปเมียนมาทางใต้ตามชายแดนติดกับไทย
ไทยสูญเสียการสู้รบ
สงครามในเมียนมา แรงกดดันจากจีน การเมืองภายในเมียนมาและประเด็นศูนย์หลอกลวงไซเบอร์สร้างความยุ่งยากให้ไทย
ด้านความมั่นคงแห่งชาติ กองทัพไทยเห็นว่า จีนกำลังเลือกใช้ประเด็นศูนย์หลอกลวงเพื่อได้อิทธิพลในภูมิภาคและในไทย
ความกังวลนี้ทำให้แย่ลงโดยกองทัพไทยมีมุมมองว่า จีนไม่ปรารถนาร่วมมือความท้าทายด้านความมั่นคงต่อไทย เหมือนเรื่องการค้ายาเสพติดที่โตขึ้นและวิกฤตการเมืองในเมียนมาที่กว้างขึ้น
ตัวอย่างอันดับแรกของพลวัตนี้คือ การทะยานของการแข่งขันทางประวัติศาสตร์ระหว่างกองทัพบกไทยกับ United Wa State Army-UWSA หรือ ว้า กลุ่มกองกำลังที่ทรงอำนาจแต่บางส่วนมองได้ว่าเป็น ตัวแทน (proxy) จีน ผ่านการหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมา ควบคุม 2 อาณาเขตอิสระ มีชายแดนกับมณฑลยูนนานของจีนและอีกแห่งที่ชายแดนเชียงใหม่และเชียงราย
ตั้งแต่รัฐประหาร 2021 จำนวนยาเสพติดเข้าไทยโดยทางดินแดน UWSA ใต้เพิ่มขึ้นและมีการประท้วงจากกรุงเทพฯ ไทยพยายามเจรจากับ UWSA แต่ล้มเหลวและจีนทำอะไรเล็กน้อย แม้ถูกกล่าวหาว่าว้าเกี่ยวข้องกับศูนย์หลอกลวง ไทยร้องเรียนที่มาของสารตั้งต้นยาเสพติดจากว้าด้วย
ภัยคุกคามของว้า กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับกรุงเทพฯ หลัง MNDAA ยึดครองดินแดนส่วนมากของชายแดนเมียนมา-จีน
มีการสนับสนุนการโจมตีจากจีน ยกเว้นที่ติดกับเชียงรายซึ่งใกล้มากบริเวณชายขอบฉานของเมียนมา ซึ่งตอนนี้คุมโดยกลุ่มที่ผูกพันเข้มแข็งกับจีน
ความกลัวในกรุงเทพฯ ถือว่าจีนสามารถหนุนได้โดยง่าย ว้าขยายและเชื่อมส่วนทางเหนือและใต้ ซึ่งมีผลโดยตรงเหมือนอิทธิพลจีนที่ขยายจากยูนนานถึงชายแดนตอนเหนือของไทย
รอยเท้าความมั่นคงจีนปรากฏอยู่พร้อมด้วยกับศูนย์หลองลวงไซเบอร์ทั่วภูมิภาค
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
