ต่างประเทศ
สถานะทางการคลังของอินโดนีเซียเสื่อมทรามลงอย่างรวดเร็วภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีพราโบโว สุเบียนโต
ตอนนี้ค่าเงินรูเปียห์หายไปแล้วมากกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีตลาดหุ้น จาการ์ตา คอมโพสิต ดิ่งลงฮวบฮาบมากกว่า 26 เปอร์เซ็นต์แล้ว
และสภาวะการคลังของรัฐบาล สะวิงจากที่เคยเกินดุลอยู่ไม่น้อย กลายเป็นขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปมากกว่า 9,000 ล้านดอลลาร์
ว่ากันว่า สาเหตุสำคัญมาจากการที่นโยบายทางการเงินและการคลังของรัฐบาลแตกแยกเหมือนเดินไปคนละทิศคนละทาง แถมยังมีการตัดสินใจที่ย่ำแย่เป็นช่วงๆ
ตัวอย่างเช่น จู่ๆ ก็มีการตัดทอนงบประมาณรายจ่ายจำนวนมหาศาลต่อด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมากเช่นเดียวกันเข้าสู่ระบบธนาคารที่อาการกำลังย่ำแย่
ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือการบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างร้ายกาจ ซึ่งยิ่งทำให้เศรษฐกิจของประเทศที่ซวนเซอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งเปราะบางมากขึ้นไปอีก
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ เงินทุนพากันไหลออกนอกประเทศ ค่าเงินรูเปียห์ทรุดฮวบ ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งขึ้นสูงเป็นเงาตามตัว
ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นอาการแสดงออกของปัญหาในเชิงนโยบาย เพราะนับตั้งแต่พราโบโวก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปลายปี 2024 นโยบายการเงินและการคลังที่หยิบเอามาใช้ ล้วนสวนทางกับความเป็นจริง และยิ่งทำให้ปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมย่ำแย่หนักขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ปัญหาที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนดอกแรกก็คือ คณะรัฐมนตรีที่ประธานาธิบดีแต่งตั้งเข้ามารับผิดชอบ ครม.ขนาด “จัมโบ้” ที่แต่งตั้งมานั้น เต็มไปด้วยพรรคพวกที่เป็นพันธมิตรทางการเมือง หลายคนขาดคุณสมบัติสำคัญ นั่นคือความรู้ ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์
ความกังวลของนักลงทุนเหล่านั้น ได้รับการตอกย้ำในเวลาต่อมาด้วยการประกาศนโยบายประชานิยม อาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ มูลค่าโครงการ 71 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 4,300 ล้านดอลลาร์ ทั้งๆ ที่ไม่มีกรอบการทำงานตามโครงการที่น่าเชื่อถือ ไร้แนวปฏิบัติการใดๆ ทั้งสิ้น
พอถึงเดือนมกราคม 2025 รัฐบาลก็ส่อแสดงให้เห็นว่า ไม่มีเงินงบประมาณเพียงพอสำหรับทำโครงการมหึมาเช่นนั้น จึงตัดทอนงบประมาณรายจ่ายครั้งใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1.38 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่คำนวณเอาไว้ตามประมาณการจีดีพี ซึ่งไม่มีที่ไหนเขาทำกันไม่ว่าในแง่ยุทธศาสตร์
การกระทำเช่นนี้แทนที่จะก่อให้เกิดผลดี กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม นั่นคือเศรษฐกิจของประเทศชะลอลง เพราะประเทศต้องการเม็ดเงินเพื่อเข้ามาพยุงสถานะเศรษฐกิจแทนที่จะปรับลดเช่นนั้น
ผลลัพธ์ก็คือ เกิดความผิดหวังคับข้องใจในหมู่ประชาชน จนปะทุถึงขีดสุดในราวเดือนสิงหาคม 2025 เมื่อมีการชุมนุมประท้วงรัฐบาลกระจายออกไปทั่วประเทศ
ชนวนเหตุหลักมาจากการประกาศของทางการจัดสรรเงินงบประมาณก้อนใหญ่ให้เป็นค่าเช่าบ้านสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงรายละ 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน ในขณะที่ไม่รู้สึกรู้สาใดๆ กับค่าครองชีพของประชาชนที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในเดือนกันยายน 2025 มีการปรับคณะรัฐมนตรี ส่งพูร์บายา ยุทธิ ซาเดวา เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนที่ศรี มุลยาณี อินทราวตี ชนิดกะทันหัน สิ่งแรกที่รัฐมนตรีคลังคนใหม่ทำทันทีที่เข้ารับตำแหน่งก็คือ การบีบให้ธนาคารกลางของประเทศนำเงินทุนสำรองของประเทศอัดฉีดเข้าสู่ระบบธนาคาร ทั้งๆ ที่ระบบธนาคารในเวลานั้นมีสภาพคล่องเหลือเฟือ และมีค่าเท่ากับว่ารัฐบาลต้องกู้ยืมเงินก้อนนั้น จำนวน 2,408 ล้านล้านรูเปียห์จากแบงก์ชาติโดยไม่จำเป็น
ปิดท้ายในปี 2025 รัฐบาลประกาศการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเป็นเท่ากับ 2.92 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เกินกว่าเพดานการขาดดุลเดิมที่ตั้งไว้ที่ไม่เกิน 2.53 เปอร์เซ็นต์
ปัญหาลุกลามมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2026 เมื่อรายจ่ายของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 31.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงและรัฐบาลต้องใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันที่แพงหูฉี่จากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ในขณะที่รายได้จากการเรียกเก็บภาษีของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเพียง 10.5 เปอร์เซ็นต์
ทำให้งบฯ ในไตรมาสแรกของปีนี้ต้องขาดดุลเพิ่มทะลุเป็น 0.93 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี หรือเท่ากับการขาดดุล 2.86 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เมื่อคำนวณตลอดทั้งปี
บทสรุปก็คือ การเปลี่ยนรัฐมนตรีไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีสถานะทางการคลังดีขึ้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ที่น่าสนใจก็คือ นับตั้งแต่พราโบโวเข้ารับตำแหน่ง ค่าเงินรูเปียห์ก็อ่อนค่าลงตามลำดับ เริ่มที่ 14.3 เปอร์เซ็นต์ในเดือนนั้น ส่วนดัชนีตลาดหุ้นก็ตกฮวบมากกว่า 26 เปอร์เซ็นต์ ดุลชำระเงินของประเทศขาดดุลไปมากถึง 7,800 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 กับอีก 9,100 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นสุดไตรมาสแรกของปี 2026 นี้ ทั้งๆ ที่ในปี 2024 อินโดนีเซียมีดุลชำระเงินเกินดุลอยู่มากถึง 7,200 ล้านดอลลาร์
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นักลงทุนพากันหมดความไว้วางใจเห็นได้ชัดจากการเทขายหลักทรัพย์อินโดนีเซียทิ้งไปราวๆ 8,900 ล้านดอลลาร์
แถมคนอินโดนีเซียเองยังหอบเงินออกนอกประเทศไปอีกรวมแล้ว 28,200 ล้านดอลลาร์ ในช่วงระหว่างปี 2025-2026
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งสูงลิ่ว เมื่อนักลงทุนที่ต้องการซื้อใช้มันเป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยง
ค่าเงินรูเปียห์ถูกกดดันอย่างหนัก อ่อนค่าสูงสุดที่ 18,171 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ เมื่อ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา
รัฐบาลแก้ปัญหาโดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.50 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคม 2026 ต่อด้วยการขึ้นอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25 เปอร์เซ็นต์ในวันที่ 9 และ 18 มิถุนายน ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนตัวลงไปอีก ไม่ว่ารัฐบาลจะแทรกแซงอย่างไรก็ไม่เป็นผล
นั่นทำให้รัฐบาลหันมาใช้การควบคุมเงินทุน โดยการออกคำสั่งเมื่อมิถุนายน 2026 ห้ามไม่ให้นำรายได้จากการส่งออก ออกจากธนาคารในท้องถิ่นที่เป็นธนาคารของรัฐ โดยให้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้เป็นต้นไป
ค่าเงินรูเปียห์กลับมาแข็งค่าได้ไม่กี่วันก็ร่วงลงไปอีกเหมือนเดิม มาจนถึงทุกวันนี้
