ครบรอบ 2 ปี วุฒิสภา คดีฮั้ว ส.ว.ไร้ข้อสรุป สีส้ม จี้ ‘กกต.’ ส่งศาลชี้ขาด บิ๊กสภาสูงย้ำไม่ตะแบง
ในประเทศ
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 แถลงครบ 2 ปีของวุฒิสภาชุดนี้
นอกจากโชว์ภาพรวมของการดำเนินงานด้านนิติบัญญัติที่วุฒิสภาได้ดำเนินการตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา
เช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 47 ฉบับ ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว 32 ฉบับ การอนุมัติพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) จำนวน 3 ฉบับ การพิจารณาญัตติ 54 ญัตติ
ตั้งกระทู้ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคมและเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศ 443 เรื่อง
ให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณาอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักคุณธรรมจริยธรรมเป็นสำคัญ
นายมงคลย้ำว่า วุฒิสภาอยู่มาครบ 2 ปี ด้วยความสามัคคี แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็ถกเถียงกันได้ ซึ่งความเห็นที่แตกต่างเปรียบเป็นดอกไม้หลากสี
ทั้งนี้ ส.ว.ยึดผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน และทำตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนการถูกวิจารณ์เรื่องคดีฮั้ว ส.ว.นั้น นายมงคลบอกว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครรู้ตัวดีเท่าตัวของตัวเอง เราต้องเคารพตัวเอง คนจะมองอย่างไรก็มองได้
เช่นเดียวกับ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ส.ว.ยังมีกำลังใจดี เรื่องคดีฮั้ว ส.ว.เป็นเรื่องนานาจิตตัง โลกใบนี้เรื่องติฉินนินทาห้ามไม่ได้ ส่วนที่ถามว่ากวนใจหรือไม่นั้น เราต้องทำตามหน้าที่รัฐธรรมนูญ หากคำตัดสินออกมาอย่างไรก็พร้อมน้อมรับไม่ตะแบง
เอฟซีใครเอฟซีมันตนเองก็ได้รับกำลังใจมากมายเช่นกัน
ต้องยอมรับว่าคดีฮั้ว ส.ว.เป็นคดีร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายต่างรอลุ้นว่าท้ายที่สุดแล้วคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือฮั้ว ส.ว. ที่จัดการเลือกขึ้นเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2567 จะจบลงแบบใด
โดยขณะนี้กระบวนการตรวจสอบเรียกได้ว่าเดินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงแค่รอ 7 เสือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปชี้ขาด
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเอกสาร พยานหลักฐานต่างๆ เรียกผู้กล่าวหามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ก่อนสรุปสำนวนการสอบสวนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก ส.ว. เห็นควรดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 229 ราย แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา 138 คน กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่าย 91 ราย
ต่อมาคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กลับมีมติ 5 : 2 สวนทางกับคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 โดยระบุว่าทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด แต่เสียงข้างน้อย 2 เสียง เห็นว่า ควรชี้มูล 134 คน ในกลุ่ม ส.ว.ปัจจุบัน 138 คน
เมื่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 พิจารณาเสร็จสิ้น ขั้นตอนการตรวจสอบคดีฮั้วเลือก ส.ว. ก็เข้ามาอยู่ในมือของ 7 เสือ กกต. ภายหลังสำนักงาน กกต.ได้ส่งเอกสารให้กรรมการ กกต.พิจารณาแล้วตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา
โดยขณะนี้ที่ประชุม กกต.ได้เริ่มพิจารณาสำนวนดังกล่าวอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน
เบื้องต้นทาง กกต.วางคิวถกคดีฮั้ว ส.ว.ไว้ในวาระการประชุมทุกวันจันทร์ เป็นวาระเฉพาะ เพื่อพิจารณาสำนวนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และวางกรอบการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 12 สัปดาห์ คือ ระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงสิงหาคม 2569
ทั้งนี้ กกต.ให้เหตุผลที่ต้องใช้เวลาพิจารณา เนื่องจากคดีฮั้ว ส.ว.เป็นคดีที่มีความสำคัญ มีความซับซ้อน มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก มีพยานหลักฐานหลายประเภท และมีประเด็นที่อาจเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่าย จึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน
เพื่อให้ผลการวินิจฉัยมีความครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักกฎหมาย
อีกทั้งคดีนี้ได้รับความสนใจจากสาธารณชนและเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จึงให้ความสำคัญกับการดำเนินการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดหลักนิติธรรม โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ
ปราศจากอคติหรือแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก
ล่าสุดทาง กกต.แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องและความปรากฏกรณีคัดค้านการเลือก ส.ว. ทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2569 มีการยื่นคำร้องและความปรากฏเรื่องคัดค้านการเลือก ส.ว. รวมทั้งสิ้น 608 เรื่อง
ปัจจุบันสามารถดำเนินการพิจารณาเสร็จสิ้นไปแล้วจำนวน 590 เรื่อง และอยู่ระหว่างดำเนินการอีกเพียง 18 เรื่องเท่านั้น
สำหรับรายละเอียดการดำเนินงานในกลุ่มที่เสร็จสิ้นแล้ว 590 เรื่อง แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ ส่วนแรกเป็นการพิจารณาคำร้อง จำนวน 282 เรื่อง กกต.มีคำสั่งไม่รับคำร้องหรือรวบรวมเป็นข้อมูล 148 เรื่อง สั่งยกคำร้องหรือยุติเรื่อง 132 เรื่อง และสั่งให้นับคะแนนใหม่ 2 เรื่อง
ส่วนการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน จำนวน 308 เรื่อง มีมติยกคำร้องไป 266 สำนวน และมีการบังคับใช้กฎหมายโดยสั่งระงับสิทธิ์ 2 สำนวน ดำเนินคดีอาญา 13 สำนวน รวมถึงส่งคำร้องไปยังศาลอีกจำนวน 27 สำนวน
ขณะที่กลุ่มคำร้องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 18 เรื่องนั้น ประกอบไปด้วย สำนวนที่ยังอยู่ในชั้นสืบสวนหรือไต่สวน 1 สำนวน, สำนักงาน กกต.เสนอความเห็นสั่งไม่รับ 1 เรื่อง, อยู่ในขั้นตอนสรุปสำนวนและจัดทำรายงานตรวจสอบเพื่อเสนอเลขาธิการ กกต. 6 สำนวน, อยู่ระหว่างเสนอคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ 4 สำนวน
และสำนักงาน กกต.อยู่ระหว่างนำเสนอเข้าสู่วาระการประชุมใหญ่ของ กกต. อีกจำนวน 6 สำนวน เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย
ท่าทีของฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งก่อนหน้านี้ออกมาเปิดเผยคลิปหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงกับคดีฮั้วการเลือก ส.ว. พร้อมกับเร่งให้ กกต. ควรมีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เพื่อส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาล และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณาตัดสินว่าทั้ง 229 คนดังกล่าวมีการกระทำความผิดจริงหรือไม่
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาระบุล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้วเลือก ส.ว.ว่า ยืนยันอีกครั้งว่า กกต.ควรจะส่งเรื่องทั้งหมดไปที่ศาลตามมติของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ขณะที่อีกส่วนอยู่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตอนนี้เรามีความกังวลใจว่าดีเอสไอกำลังชะลอการพิจารณาเรื่องนี้ เพื่อรอมติของ กกต.หรือไม่ หลายคนก็กังวลว่าถ้า กกต.มีการเป่าคดี ทางดีเอสไอจะมีการใช้การเป่าคดีของ กกต.มาเป็นหลังพิงข้ออ้าง ไม่ดำเนินการตรวจสอบต่อของฝ่ายดีเอสไอหรือไม่ หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เราต้องการให้ 2 เส้นทางนี้เดินหน้าเต็มที่ต่อไป
และแน่นอนว่าครบรอบ 2 ปี ส.ว. ต้องตั้งคำถามว่าการดำเนินการที่ผ่านมาทำไมถึงล่วงเลยมานานขนาดนี้
ขณะที่ก่อนหน้านี้ กลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2550 ออกแถลงการณ์ขอให้บังคับใช้กฎหมายก่อนที่กลไกขององค์กรนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระจะถูกแทรกแซงอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยการจัดการกับผู้กระทำความผิดกฎหมายฮั้วเลือก ส.ว. โดยเนื้อหาในแถลงการณ์บางส่วนระบุว่า ขอให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และกล้าหาญ เร่งพิจารณาส่งเรื่องและพยานหลักฐานให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว.ให้เร็วที่สุดเพื่อให้เกิดความถูกต้อง เป็นธรรม โปร่งใสต่อสายตาประชาชน
“หาก กกต.เพิกเฉยต่อหลักฐาน ข้อกฎหมาย ปล่อยให้ ส.ว.ที่มาจากการฮั้วและบล็อกโหวต ทำหน้าที่ควบคุมกฎหมาย องค์กรอิสระ องค์กรศาล อัยการสูงสุด องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ประชาชนจะเสื่อมศรัทธา และกระทบต่อความเชื่อมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม” แถลงการณ์ ส.ส.ร. 50 ระบุ
อย่างไรก็ตาม นับจากนี้หากผลการพิจารณาคดีฮั้วเลือก ส.ว.เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ กกต.วางคิวไว้ เท่ากับว่าอีกประมาณเดือนกว่าๆ เราก็จะทราบแล้วว่าคดีที่เปรียบเหมือนเป็นเผือกร้อน กกต.จะตัดสินออกมาเช่นไร
