ต่างประเทศ
หลังจากราคาน้ำมันดิบโลก พุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลไปเมื่อเดือนเมษายน ผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งเชื้อเพลิงสำคัญของโลก จนทำให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานขึ้น
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อสถานการณ์เริ่มกลับสู่ภาวะปกติ สหรัฐและอิหร่านหันมาเจรจากัน เริ่มมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มลดระดับลง จนตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 68-72 ดอลลาร์สหรัฐ
แต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มทั่วโลกกลับไม่ได้ลดลงไปด้วย จนทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า ทำไมหน้าปั๊มไม่ปรับลดราคาน้ำมันลง ทั้งที่ตอนนี้เริ่มทรงตัว ใกล้ระดับก่อนหน้าที่จะเกิดสงครามอิหร่านแล้ว แต่ราคาหน้าปั๊มกลับยังสูงอยู่
เรื่องนี้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่อยู่เฉย ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมเข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมันต่างๆ เนื่องจากไม่มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันดิบที่ลดลง พร้อมทั้งกล่าวหาบริษัทเหล่านั้นว่า กำลังขูดรีดผู้บริโภค โดยทรัมป์ระบุว่าราคาน้ำมันดิบลดลงมาอยู่ที่ระดับ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว แต่ราคาที่ประชาชนต้องจ่ายที่หน้าปั๊มยังคงสูงเกินไปอย่างไม่สมเหตุสมผล
แต่เมื่อผู้ค้าปลีกน้ำมันนิ่งเฉย ทรัมป์ก็ออกมาประกาศอีก สั่งให้ผู้ค้าปลีกน้ำมันต้องปรับลดราคาทันที พร้อมกับขู่ว่า ถ้าไม่ลดจะเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน โดยให้เริ่มตั้งเป้าหมายราคาไว้ที่ประมาณ 2.50 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ที่ดูเหมือนว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มนั้นยังไม่ได้ลดลงให้สอดคล้องกับราคาตลาดโลกที่ลดลงมามากแล้ว จนมีกลุ่มต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ผู้ค้าปลีกปรับราคาน้ำมันลง
ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ เรียกกันว่า เป็นปรากฏการณ์ “จรวดและขนนก” คือเวลาขึ้นราคาจะพุ่งเร็วเหมือนจรวด แต่เวลาลงกลับค่อยๆ ร่วงลงมาเหมือนกับขนนก
แชนเนลนิวส์เอเชียของสิงคโปร์ได้อธิบายสถานการณ์ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในประเทศสิงคโปร์ ที่ตอนนี้ผู้คนยังต้องจ่ายค่าน้ำมันในราคาที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่าน แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสงครามแล้วก็ตาม
เชียนา หยู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากออกซฟอร์ด อีโคโนมิกส์ อธิบายว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกว่า จรวดกับขนนก คือเมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นอย่างรุนแรง ต้นทุนการขายส่งที่เพิ่มขึ้นจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคค่อนข้างเร็ว เนื่องจากผู้ค้าปลีกต้องจัดซื้อน้ำมันมาเติมในสต๊อกของตนในราคาที่สูงขึ้น
หลังจากสงครามปะทุไม่นาน ปัญหาการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นไปถึง 119.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ซึ่งราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊ม ก็ปรับตัวสูงขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มขึ้นมากถึง 0.40 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อลิตรภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ และน้ำมันบางเกรดก็ราคาพุ่งทะลุ 4 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อลิตรเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ในทางกลับกัน หยูกล่าวว่า เมื่อราคาน้ำมันดิบเริ่มลดลง ผู้ค้าปลีกมักจะรอดูสถานการณ์ก่อนว่า การลดลงนั้น จะมีความต่อเนื่องหรือมั่นคงหรือไม่ ก่อนที่จะเริ่มปรับลดราคาหน้าปั๊มลง ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ
เดวิด บรอดสต็อก หุ้นส่วนจากบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน เดอะ ลันทัว กรุ๊ป กล่าวว่า ผู้ค้าปลีกได้นำปัจจัยความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันมาคำนวณร่วมด้วยแล้ว และได้กำหนดจุดราคาที่พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถรองรับความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้นต่อเนื่องนี้ได้
“ผู้ค้าปลีกที่เป็นคนกำหนดราคาน้ำมันเบนซิน ส่วนใหญ่จะพยายามตั้งราคาให้ใกล้เคียงกับราคาคาดการณ์ในระยะยาวของการจัดหาน้ำมันเบนซินนั้นๆ เพื่อให้สามารถขายได้และยังคงรักษาอัตรากำไรที่เหมาะสมไว้ได้ แต่ความคาดการณ์ในระยะยาวของน้ำมันเบนซินนั้นผูกติดอยู่กับความคาดการณ์ในระยะยาวของน้ำมันดิบ ซึ่ง ณ เวลานี้เป็นเรื่องยากมากที่จะคาดการณ์ทิศทางระยะยาวของน้ำมันดิบได้” บรอดสต็อก กล่าว
และว่า ลูกค้าผู้เติมน้ำมันนั้นมีพฤติกรรม “ค่อนข้างยึดติด” เนื่องจากผู้ค้าปลีกรู้ดีว่าผู้คนจะไม่หยุดขับรถไปเฉยๆ แน่ๆ โดยผู้ขับขี่มีทางเลือกเพียงยอมจ่ายค่าน้ำมันที่แพงขึ้น หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้การเดินทางรูปแบบอื่น แต่หลายคนก็อาจจะลังเลที่จะเปลี่ยน
“ดังนั้น คุณจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องยอมจ่ายราคานั้น และความเร็วที่ผู้บริโภคจะสามารถปรับตัว (หรือเปลี่ยนพฤติกรรม) ได้นั้น อาจจะต้องวัดกันเป็นหลักเดือนหรือหลักปีเลยทีเดียว” บรอดสต็อกกล่าว
ในทางกลับกัน บรอดสต็อกบอกว่า น้ำมันดีเซลจะมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสภาวะเศรษฐกิจมากกว่า ผ่านกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ เช่น บริการขนส่งและโลจิสติกส์ ดังนั้น ราคาน้ำมันดีเซลจึงปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญมากกว่า เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลง
ขณะที่หยูกล่าวว่า ราคาน้ำมันเบนซินหน้าปั๊มมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปขายส่ง มากกว่าราคาน้ำมันดิบเสียอีก และตอนนี้ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันสำเร็จรูปน่าจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุด ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบช่วยสะท้อนภาพได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูปได้แยกตัวออกจากกันชั่วคราว
“ถ้าผมอยู่ในตำแหน่งคนตั้งราคาน้ำมันเบนซินในตอนนี้ ผมก็คงจะค่อนข้างลังเลที่จะปล่อยให้ราคาลดลงเร็วเกินไปเหมือนกัน” บรอดสต็อกกล่าว โดยอ้างถึงความไร้เสถียรภาพอย่างต่อเนื่องในตลาดน้ำมัน
เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังคงไม่มีความแน่นอนว่าจะคลี่คลายลง หรือจะตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง
เครดิตภาพ “รอยเตอร์”
